โดย : มนต์ตรา ประกาศิต
344 ตอน · 929 คำ
บนยอดเขาแห่งการผนึก ท่ามกลางสุริยคราสแห่งจันทร์คู่ที่สมบูรณ์แบบ ท้องฟ้าถูกย้อมด้วยสีม่วงเข้ม ดวงอาทิตย์ถูกบดบังด้วยดวงจันทร์สองดวงที่เปล่งรัศมีสีเงินและสีแดงฉาน เอลาริสยืนอยู่ใจกลางแท่นบูชาแห่งสุริยันจันทรา ชูคทาสุริยันจันทราและศิลาแห่งแสงนิรันดร์ขึ้นเหนือศีรษะ พลังงานจากทั้งสองสิ่งหลอมรวมกันเป็นลำแสงที่เจิดจ้า พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ปะทะเข้ากับคลื่นพลังงานมืดมิดของมาลากอร์ที่พวยพุ่งขึ้นมาอย่างไม่หยุดหย่อน
“พิธีกรรมแห่งจันทร์คู่” ลีออนพึมพำด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกังวล เขาและสหายยืนเฝ้าระวังอยู่รอบแท่นบูชา เตรียมพร้อมที่จะเข้าช่วยเหลือหากจำเป็น
เอลาริสหลับตาลง เธอรู้สึกถึงกระแสพลังงานอันมหาศาลที่ไหลเวียนอยู่ในตัวเธอ พลังแห่งสุริยันและจันทราจากคทา พลังแห่งแสงนิรันดร์จากศิลา และพลังเวทมนตร์ดิบที่เพิ่งถูกปลุกให้ตื่นขึ้นในตัวเธอ เธอพยายามที่จะควบคุมพลังเหล่านั้นให้สมดุลและบริสุทธิ์ที่สุด ตามที่ตำราโบราณได้กล่าวไว้
ในจิตใจของเอลาริส ภาพของมาลากอร์ปรากฏขึ้น มันเป็นปีศาจที่น่าสะพรึงกลัว ร่างกายของมันใหญ่โตมหึมา ดวงตาเป็นไฟสีแดงฉาน และมีรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความชั่วร้าย มาลากอร์กำลังพยายามที่จะแทรกซึมเข้ามาในจิตใจของเธอ พยายามที่จะบั่นทอนกำลังใจและความมุ่งมั่นของเธอ
“เจ้าคิดว่าจะหยุดยั้งข้าได้หรือ… เด็กสาวที่อ่อนแอ… ความมืดมิดของข้าได้กลืนกินโลกนี้มานานแล้ว… เจ้าจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงชะตากรรมได้!” เสียงของมาลากอร์ดังก้องอยู่ในหัวของเอลาริส “จงยอมแพ้เสีย… ปล่อยให้ความมืดมิดกลืนกินเจ้า… แล้วเจ้าจะพบกับความสงบสุข…”
คำพูดเหล่านั้นพยายามที่จะเล่นงานจิตใจของเอลาริส ทำให้เธอรู้สึกถึงความสิ้นหวังและความท้อแท้ เธอเป็นเพียงเด็กสาวธรรมดาคนหนึ่ง เธอจะสามารถแบกรับภาระอันหนักอึ้งนี้ได้จริงหรือ
แต่แล้ว เธอก็นึกถึงใบหน้าของคาเอล ลีออน และฟาเอล นึกถึงความหวังในดวงตาของพวกเขา นึกถึงคำพูดของผู้เฒ่าเซริน นึกถึงใบหน้าของราชินีเอเธล และคำอวยพรของบรรพบุรุษ
‘จงใช้พลังนี้เพื่อปกป้องทุกสิ่งที่เจ้ารัก’
เอลาริสสลัดความกลัวและความลังเลออกไป เธอเปิดตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตาของเธอเปล่งประกายด้วยแสงแห่งความมุ่งมั่นและไม่ยอมแพ้
“ข้าจะไม่ยอมแพ้!” เอลาริสตวาดเสียงก้อง “ข้าจะปกป้องโลกใบนี้ไว้ให้ได้!”
เธอรวบรวมพลังทั้งหมดที่มีเข้าสู่คทาและศิลา แสงสว่างจากทั้งสองสิ่งพุ่งออกมาอย่างรุนแรง พลังงานสีทองและเงินผสมผสานกันอย่างงดงาม ก่อตัวเป็นลำแสงขนาดใหญ่ที่พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ปะทะเข้ากับพลังงานมืดมิดของมาลากอร์อย่างจัง
การปะทะกันครั้งนี้รุนแรงกว่าครั้งไหนๆ ท้องฟ้าสั่นสะเทือน แสงสว่างและเงาเต้นระบำอย่างบ้าคลั่ง เสียงคำรามของมาลากอร์ดังก้องไปทั่วอาณาจักร
เอลาริสรู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาลที่จู่โจมเข้ามาในร่างของเธอ ราวกับว่าร่างกายของเธอกำลังจะฉีกขาดออกเป็นเสี่ยงๆ พลังงานของมาลากอร์นั้นรุนแรงเกินกว่าที่เธอจะต้านทานได้ไหว
“เอลาริส! อดทนไว้!” คาเอลตะโกน เขาพยายามจะวิ่งเข้าไปหาเธอ แต่ก็ถูกพลังงานมหาศาลผลักกระเด็นออกไป
ลีออนและฟาเอลก็เช่นกัน พวกเขาไม่อาจเข้าใกล้แท่นบูชาได้เลย
เอลาริสกัดฟันแน่น เธอรู้ว่าเธอต้องใช้พลังที่แท้จริงของพิธีกรรมแห่งจันทร์คู่
เธอหลับตาลงอีกครั้ง คราวนี้เธอไม่ได้พยายามที่จะต่อสู้กับพลังของมาลากอร์โดยตรง แต่เธอพยายามที่จะเชื่อมโยงกับพลังงานของโลกใบนี้ พลังงานของธรรมชาติ พลังงานของชีวิตที่บริสุทธิ์
เธอรู้สึกถึงลมที่พัดผ่านใบหน้าเธอ แสงแดดที่สาดส่องลงมา (แม้จะถูกบดบัง) และเสียงของสรรพสัตว์ที่ยังคงมีชีวิตอยู่
พลังงานเหล่านั้นไหลเวียนเข้าสู่ร่างของเธอ ผสมผสานเข้ากับพลังของคทาและศิลาแห่งแสงนิรันดร์
เมื่อเธอเปิดตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตาของเธอไม่ได้เปล่งประกายด้วยแสงสีทองและเงินอีกต่อไป แต่มันกลับเปล่งประกายด้วยแสงสีขาวบริสุทธิ์ที่ส่องสว่างเจิดจ้า ราวกับดวงวิญญาณของเธอได้หลอมรวมเข้ากับพลังงานของโลก
เอลาริสชูคทาและศิลาขึ้นเหนือศีรษะอีกครั้ง คราวนี้ลำแสงที่พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าไม่ได้เป็นเพียงแค่แสงสว่างจากคทาและศิลา แต่มันคือแสงสว่างที่เกิดจากพลังงานของโลกทั้งใบ พลังงานแห่งชีวิตที่บริสุทธิ์
ลำแสงสีขาวบริสุทธิ์นั้นพุ่งเข้าปะทะกับพลังงานมืดมิดของมาลากอร์อย่างจัง แสงสีขาวเริ่มกลืนกินความมืดมิดอย่างช้าๆ ราวกับน้ำที่ซึมซับสีดำให้จางหายไป
มาลากอร์ส่งเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด มันไม่เคยเจอพลังงานที่บริสุทธิ์และแข็งแกร่งขนาดนี้มาก่อน
“ไม่จริง! เจ้าจะไม่มีวันหยุดยั้งข้าได้!” มาลากอร์คำราม มันพยายามที่จะต่อสู้ แต่พลังของเอลาริสนั้นรุนแรงเกินกว่าที่มันจะต้านทานได้
แสงสีขาวบริสุทธิ์จากเอลาริสเริ่มห่อหุ้มร่างของมาลากอร์อย่างช้าๆ พลังงานมืดมิดของมันเริ่มจางหายไป ราวกับถูกชำระล้าง
เอลาริสใช้พลังทั้งหมดที่มีในการทำพิธีกรรมแห่งจันทร์คู่ เธอรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่จู่โจมเข้ามาในร่างของเธอ ราวกับว่าร่างกายของเธอกำลังจะสลายไป แต่เธอก็ไม่ยอมแพ้
เธอรู้ว่านี่คือบททดสอบสุดท้าย และเธอจะต้องผ่านมันไปให้ได้
ในที่สุด แสงสีขาวบริสุทธิ์ก็กลืนกินร่างของมาลากอร์จนหมดสิ้น ความมืดมิดที่เคยปกคลุมท้องฟ้าก็เริ่มจางหายไป เมฆดำทะมึนเริ่มสลายตัว เผยให้เห็นท้องฟ้าสีครามที่เคยเป็น
ดวงจันทร์สองดวงเริ่มเคลื่อนตัวออกจากดวงอาทิตย์ แสงอาทิตย์สาดส่องลงมายังโลกอีกครั้ง
พลังงานมืดมิดของมาลากอร์หายไปแล้ว มันถูกผนึกไว้ในมิติของความมืดมิดตลอดไป โดยผนึกแห่งนิรันดร์ที่เอลาริสสร้างขึ้น
เอลาริสยืนนิ่งอยู่บนแท่นบูชา ร่างกายของเธอสั่นเทา เธอรู้สึกเหนื่อยล้าอย่างมาก คทาสุริยันจันทราและศิลาแห่งแสงนิรันดร์เปล่งแสงสลัวๆ ก่อนที่จะค่อยๆ ดับลง
เธอทรุดตัวลงกับพื้น ร่างกายของเธอหมดแรง เธอรู้สึกเหมือนกับว่าพลังทั้งหมดในตัวเธอได้ถูกใช้ไปจนหมดสิ้น
คาเอล ลีออน และฟาเอลรีบวิ่งเข้ามาหาเธอด้วยความเป็นห่วง
“เอลาริส! เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง!” คาเอลประคองเธอขึ้นมา
เอลาริสยิ้มอย่างอ่อนแรง “ข้า… ข้าทำได้แล้ว… มาลากอร์ถูกผนึกแล้ว”
ทุกคนรู้สึกโล่งใจอย่างมาก พวกเขากอดเอลาริสไว้ด้วยความดีใจและความภาคภูมิใจ
แต่แล้ว ทันใดนั้นเอง แสงสีขาวบริสุทธิ์ที่เคยห่อหุ้มร่างของมาลากอร์ก็เริ่มสลายตัวไป เผยให้เห็นบางสิ่งบางอย่างที่เหลืออยู่เบื้องหลัง
มันไม่ใช่ร่างของมาลากอร์อีกต่อไป แต่เป็นผลึกสีดำขนาดเล็กก้อนหนึ่ง ผลึกนั้นเปล่งแสงสีม่วงเข้มออกมาอย่างน่าขนลุก
ลีออนจ้องมองผลึกนั้นด้วยความตกตะลึง “นั่นมัน… ‘แก่นแท้แห่งความมืดมิด’ ของมาลากอร์! มันไม่ได้ถูกทำลายอย่างสมบูรณ์ แต่มันถูกผนึกไว้ในผลึกนี้!”
“หมายความว่ายังไง” ฟาเอลถามด้วยความกังวล
“หมายความว่ามาลากอร์ยังไม่ตายอย่างสมบูรณ์” ลีออนตอบด้วยน้ำเสียงที่เคร่งเครียด “มันถูกผนึกไว้ในผลึกนี้ แต่หากผลึกนี้ถูกทำลาย หรือมีผู้ใดพยายามจะปลดปล่อยพลังของมัน มาลากอร์ก็จะกลับมาได้อีกครั้ง”
เอลาริสจ้องมองผลึกสีดำนั้นด้วยความประหลาดใจ เธอไม่เคยคิดว่ามาลากอร์จะแข็งแกร่งถึงขนาดนี้
“เราต้องทำลายมันทิ้งไปเลยไม่ได้หรือ” คาเอลถาม
“ไม่ได้” ลีออนตอบ “พลังของมาลากอร์นั้นยิ่งใหญ่เกินกว่าที่เราจะทำลายได้ หากเราพยายามจะทำลายมัน พลังของมันอาจจะระเบิดออกมาและทำลายทุกสิ่งทุกอย่างได้”
“แล้วเราต้องทำอย่างไรกับมัน” เอลาริสถาม
ลีออนมองผลึกนั้นด้วยความกังวล “เราต้องหาสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดในโลก เพื่อเก็บรักษาผลึกนี้ไว้ไม่ให้ใครมาค้นพบมันได้”
เอลาริสรู้สึกถึงภาระหน้าที่อันหนักอึ้งอีกครั้ง การเดินทางของเธอยังไม่สิ้นสุด เธอต้องปกป้องผลึกนี้ไว้ไม่ให้มาลากอร์กลับมาได้อีกครั้ง
แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็รู้สึกถึงความหวังที่เปี่ยมล้นอยู่ในใจ เธอได้หยุดยั้งมาลากอร์ได้แล้ว และเธอก็พร้อมที่จะทำตามพันธสัญญาแห่งผู้พิทักษ์ของเธอต่อไป
สุริยคราสแห่งจันทร์คู่ได้ผ่านพ้นไปแล้ว โลกกลับคืนสู่แสงสว่างอีกครั้ง แต่การเดินทางของเอลาริสยังคงดำเนินต่อไป เพื่อปกป้องโลกใบนี้จากภัยคุกคามที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก