วันเวลาผ่านไปท่ามกลางการเดินทางที่ยาวนานและเต็มไปด้วยอุปสรรค เอลาริสและสหายของเธอได้เดินทางลึกเข้าไปในป่าต้องมนตร์อันเร้นลับ ซึ่งบัดนี้เริ่มมีบรรยากาศที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน พืชพรรณเริ่มมีสีสันแปลกตา บางต้นมีใบสีม่วงเข้ม บางต้นมีดอกไม้เรืองแสงที่ส่งกลิ่นหอมชวนฝัน กระแสเวทมนตร์ในอากาศหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ จนสัมผัสได้ถึงความเย็นเยือกและอบอุ่นในเวลาเดียวกัน ราวกับลมหายใจของโลกกำลังโอบล้อมพวกเขาไว้
หินนำทางในมือของเอลาริสเปล่งแสงสีฟ้าอ่อนๆ สว่างจ้ายิ่งกว่าที่เคยเป็นมา นั่นเป็นสัญญาณว่าพวกเขาเข้าใกล้ “น้ำตกศักดิ์สิทธิ์แห่งเอลโดเรีย” แล้ว
“แสงของหินนำทางสว่างขนาดนี้ แสดงว่าเราใกล้จะถึงแล้วสินะ” เฟย์เอ่ยขึ้น ดวงตาจับจ้องไปที่หินนำทางอย่างมีความหวัง
“ใช่แล้ว” ลอร์เดนพยักหน้า “ข้าสัมผัสได้ถึงพลังงานที่บริสุทธิ์และเก่าแก่ที่แผ่ซ่านออกมาจากทางนั้น” เขากวาดมือไปทางทิศตะวันออก ที่ซึ่งมีหมอกหนาทึบปกคลุมอยู่ ราวกับม่านที่ซ่อนเร้นความลับเอาไว้
ทันใดนั้นเอง เสียงคำรามก้องก็ดังขึ้นมาจากด้านหลัง ทำให้พื้นดินสั่นสะเทือน!
“อะไรน่ะ?!” ไครานตะโกน ดาบของเขาถูกชักออกมาจากฝักอย่างรวดเร็ว เขากวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง
จากพุ่มไม้ขนาดใหญ่ที่อยู่ไม่ไกล ร่างของสัตว์ร้ายมหึมาก็ปรากฏขึ้น มันคือ ‘ธอร์นบีสต์’ สัตว์อสูรขนาดใหญ่คล้ายหมี แต่มีหนามแหลมคมปกคลุมทั่วทั้งตัว ดวงตาสีแดงฉาน และเขี้ยวเล็บที่น่าสะพรึงกลัว ธอร์นบีสต์ส่งเสียงคำรามก้องอีกครั้ง ก่อนจะพุ่งเข้าโจมตีพวกเขาอย่างบ้าคลั่ง
“พวกมันถูกมาลากอร์ครอบงำ!” ลอร์เดนตะโกนเตือน “ระวังหนามของมัน! มันมีพิษร้ายแรง!”
ไครานรับมือกับธอร์นบีสต์ตัวแรกอย่างกล้าหาญ ดาบของเขาสะท้อนแสงวูบวาบในความมืด เขาฟาดฟันเข้าใส่สัตว์ร้ายอย่างไม่เกรงกลัว แต่ผิวหนังของธอร์นบีสต์นั้นแข็งแกร่งราวกับหิน ทำให้ดาบของเขาทิ้งรอยขีดข่วนได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
เฟย์ยิงธนูออกไปอย่างต่อเนื่อง ธนูแต่ละดอกพุ่งตรงเข้าใส่ดวงตาของธอร์นบีสต์ แต่พวกมันก็สามารถหลบหลีกได้อย่างรวดเร็ว
เอลาริสรู้ว่าเธอต้องใช้พลังของเธอ เธอยกคทาสุริยันจันทราขึ้น แสงสีทองและสีเงินก็พวยพุ่งออกมาจากคทา เธอรวบรวมพลังทั้งหมดที่มี ก่อนจะปลดปล่อยลำแสงพลังงานพุ่งเข้าใส่ธอร์นบีสต์ตัวที่สองที่กำลังจะพุ่งเข้าโจมตีไคราน
ลำแสงพลังงานปะทะเข้ากับธอร์นบีสต์อย่างจัง ทำให้มันส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดและกระเด็นถอยหลังไปหลายเมตร หนามแหลมคมบนตัวของมันบางส่วนหักออก และมันก็ล้มลงกับพื้นอย่างหมดสภาพ
“สุดยอดเอลาริส!” เฟย์ตะโกนด้วยความประหลาดใจ “พลังของท่านแข็งแกร่งขึ้นมาก!”
เอลาริสรู้สึกถึงความเหนื่อยล้า แต่ก็รู้สึกถึงความมั่นใจที่เพิ่มขึ้น เธอรู้ว่าเธอต้องใช้พลังของเธออย่างชาญฉลาด เธอไม่ได้ต้องการทำลายพวกมัน แต่ต้องการทำให้พวกมันสงบลง เพื่อที่พวกเขาจะได้เดินทางต่อไปได้
เธอรวบรวมพลังอีกครั้ง ก่อนจะปลดปล่อยคลื่นพลังงานแสงสีเงินที่อ่อนโยน แต่ก็ทรงพลัง คลื่นพลังงานพุ่งเข้าใส่ธอร์นบีสต์ที่เหลือ ทำให้พวกมันหยุดชะงักและส่งเสียงร้องด้วยความสับสน พวกมันไม่ได้โจมตีพวกเขาอีกต่อไป แต่กลับวิ่งหนีหายเข้าไปในป่าอย่างรวดเร็ว
“ท่านไม่ได้ทำร้ายพวกมันเลย” ลอร์เดนกล่าวด้วยความประหลาดใจ “ท่านทำให้พวกมันสงบลงได้อย่างไร?”
“ข้า… ข้าแค่พยายามเชื่อมโยงกับจิตวิญญาณของพวกมัน” เอลาริสตอบ “ข้าสัมผัสได้ถึงความหวาดกลัวและความโกรธแค้นในตัวพวกมัน ข้าแค่พยายามที่จะปลอบประโลมพวกมัน”
ไครานมองเอลาริสด้วยความชื่นชม “ท่านมีพลังที่ยิ่งใหญ่ แต่ท่านก็ใช้มันด้วยความเมตตา นั่นคือคุณสมบัติที่แท้จริงของราชินี”
พวกเขาเดินทางต่อไปอีกไม่นาน ก็มาถึงหน้าผาสูงชันที่ปกคลุมไปด้วยหมอกหนาทึบ เมื่อหมอกเริ่มจางลง ภาพเบื้องหน้าก็ทำให้ทุกคนต้องตะลึงงัน!
น้ำตกศักดิ์สิทธิ์แห่งเอลโดเรียปรากฏขึ้นเบื้องหน้าอย่างสง่างาม มันไม่ใช่น้ำตกธรรมดา แต่มันคือน้ำตกที่ไหลลงมาจากหน้าผาสูงเสียดฟ้า สายน้ำสีขาวบริสุทธิ์ไหลหลั่งลงมากระทบกับแอ่งน้ำเบื้องล่าง เกิดเป็นละอองน้ำที่ลอยขึ้นไปในอากาศ และเมื่อละอองน้ำเหล่านั้นต้องกับแสงอาทิตย์ที่ส่องผ่านเมฆหมอกลงมา ก็เกิดเป็นรุ้งกินน้ำเจ็ดสีที่ทอดยาวราวกับสะพานสู่สวรรค์
แต่สิ่งที่ทำให้มันพิเศษยิ่งกว่านั้นคือ ต้นไม้โบราณขนาดยักษ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางแอ่งน้ำเบื้องล่าง ลำต้นของมันใหญ่โตจนต้องใช้คนหลายสิบคนโอบ แสงสีเขียวมรกตเรืองรองออกมาจากใบไม้และลำต้นของมัน ราวกับมันคือสิ่งมีชีวิตที่เปี่ยมด้วยพลังเวทมนตร์ ใต้ต้นไม้นั้นมีแท่นบูชาหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ตั้งอยู่ และมีแท่นหินที่ถูกเจาะไว้สำหรับวางคทา
“นี่แหละคือที่ที่ข้าเห็นในนิมิต” เอลาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เธอรู้สึกถึงพลังงานที่บริสุทธิ์และทรงอำนาจที่แผ่ซ่านออกมาจากน้ำตกและต้นไม้ ราวกับมันคือหัวใจของโลกที่กำลังเต้นอยู่
“ต้นไม้นั่น… มันคือ ‘ต้นไม้วิถีแห่งชีวิต’ เป็นตำนานที่เล่าขานกันมาว่ามันคือต้นไม้ที่เชื่อมโยงกับทุกสิ่งมีชีวิตบนโลก” ลอร์เดนอธิบายด้วยความตื่นเต้น “และน้ำตกนี่ก็คือสายธารแห่งชีวิตที่หล่อเลี้ยงมัน”
“เราต้องข้ามไปที่แท่นบูชานั่น” เฟย์ชี้ไปที่แท่นบูชาที่อยู่กลางแอ่งน้ำเบื้องล่าง “แต่ดูเหมือนจะไม่มีทางเดินไปถึง”
“ไม่เป็นไร” เอลาริสกล่าว “ข้าจะใช้พลังของข้าสร้างทางไปเอง”
เธอยกคทาสุริยันจันทราขึ้น แสงสีทองและสีเงินก็พวยพุ่งออกมาจากคทา ก่อนจะก่อตัวเป็นสะพานแสงที่ทอดยาวข้ามไปถึงแท่นบูชาอย่างช้าๆ สะพานแสงนั้นแข็งแกร่งและมั่นคงพอที่จะให้พวกเขาก้าวเดินผ่านไปได้
เมื่อพวกเขาไปถึงแท่นบูชาที่อยู่ใต้ต้นไม้วิถีแห่งชีวิต เอลาริสก็วางคทาสุริยันจันทราลงบนแท่นหินที่ถูกเจาะไว้สำหรับคทานี้โดยเฉพาะ
ทันทีที่คทาแตะกับแท่นหิน แสงสีทองและสีเงินก็พวยพุ่งออกมาจากคทา ผสานรวมกับแสงสีเขียวมรกตที่เรืองรองออกมาจากต้นไม้วิถีแห่งชีวิต แสงเหล่านั้นล้อมรอบคทาและเอลาริส ราวกับเกราะแห่งพลังงาน
“จงเชื่อมโยงกับหัวใจของโลก ท่านเอลาริส” เสียงกระซิบที่นุ่มนวลและอ่อนโยนดังขึ้นจากต้นไม้วิถีแห่งชีวิต มันไม่ใช่เสียงที่ชัดเจน แต่เป็นเหมือนคลื่นแห่งความคิดที่ส่งตรงเข้ามาในจิตใจของเอลาริส “จงเปิดรับพลังแห่งชีวิตที่ไหลเวียนอยู่ในทุกสรรพสิ่ง จงให้มันหลอมรวมกับพลังของท่าน”
เอลาริสหลับตาลง เธอรู้สึกถึงพลังงานที่อบอุ่นและบริสุทธิ์ที่ไหลบ่าเข้ามาในตัวเธอ ไม่ใช่พลังเวทมนตร์ที่รุนแรง แต่เป็นพลังแห่งชีวิตที่อ่อนโยนและเยียวยา เธอรู้สึกเหมือนเธอเป็นส่วนหนึ่งของต้นไม้ เป็นส่วนหนึ่งของน้ำตก เป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้
เธอรู้สึกถึงลมหายใจของต้นไม้ สัมผัสได้ถึงการไหลเวียนของน้ำในลำธาร และได้ยินเสียงกระซิบของสรรพสัตว์ที่อาศัยอยู่ในป่า เธอรู้สึกว่าเธอเชื่อมโยงกับทุกสิ่งทุกอย่างอย่างสมบูรณ์แบบ
คทาสุริยันจันทราในมือของเธอเปล่งประกายเจิดจ้ายิ่งกว่าเดิม มันไม่ได้แค่เปล่งแสง แต่เหมือนมีบางสิ่งบางอย่างกำลังก่อตัวขึ้นภายในคทา คริสตัลที่ปลายคทาเริ่มหมุนวนอย่างช้าๆ ก่อนที่จะเปล่งแสงสีรุ้งที่งดงามออกมา
ในนิมิตของเธอ เธอเห็นหัวใจของคทา ส่องประกายเจิดจ้า ราวกับดวงดาวที่ถูกจับมาขังไว้ภายใน มันคือแก่นแท้แห่งสุริยันและจันทรา ที่บัดนี้ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์
“ท่านได้ทำสำเร็จแล้ว ท่านเอลาริส” เสียงกระซิบจากต้นไม้วิถีแห่งชีวิตดังขึ้นอีกครั้ง “หัวใจแห่งคทาได้ตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์แล้ว บัดนี้ท่านคือผู้พิทักษ์ที่แท้จริง”
เอลาริสลืมตาขึ้นช้าๆ ดวงตาของเธอฉายแววแห่งความเข้าใจและความมุ่งมั่น คทาสุริยันจันทราในมือของเธอไม่ได้เป็นเพียงแค่คทาอีกต่อไป แต่มันคือส่วนหนึ่งของเธอ เป็นเหมือนสะพานที่เชื่อมโยงเธอกับพลังแห่งสุริยัน จันทรา และหัวใจของโลก
เธอรู้สึกถึงพลังที่มหาศาลที่ไหลเวียนอยู่ในตัวเธอ พร้อมที่จะใช้มันเพื่อปกป้องโลกจากความมืดมิด
“ขอบคุณท่าน… ต้นไม้วิถีแห่งชีวิต” เอลาริสกล่าวด้วยความเคารพ “ข้าจะใช้พลังนี้เพื่อปกป้องโลกของเราอย่างสุดความสามารถ”
“จงจำไว้ ท่านเอลาริส” เสียงกระซิบจากต้นไม้กล่าว “พลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ได้อยู่ที่เวทมนตร์ แต่อยู่ที่ความกล้าหาญในหัวใจ และความเชื่อมั่นในความดีงาม”
เอลาริสพยักหน้า เธอรู้ว่าหนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกลและเต็มไปด้วยอุปสรรค แต่ในเวลานี้ เธอรู้สึกพร้อมมากกว่าที่เคยเป็นมา เธอพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมาลากอร์ พร้อมที่จะปกป้องโลกที่เธอรัก และพร้อมที่จะทำตามพันธสัญญาแห่งผู้พิทักษ์
ไคราน เฟย์ และลอร์เดนมองเอลาริสด้วยความภาคภูมิใจ พวกเขารู้ว่าพวกเขาได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของเธอ เธอไม่ได้เป็นเพียงแค่เด็กสาวกำพร้าอีกต่อไป แต่เธอคือทายาทแห่งราชวงศ์สุริยันจันทรา ผู้พิทักษ์แห่งแสงสว่าง ผู้ซึ่งกำลังจะนำพาความหวังกลับคืนมาสู่โลกที่กำลังจมดิ่งลงสู่ความมืดมิด
เมื่อเอลาริสหยิบคทาสุริยันจันทราขึ้นมาอีกครั้ง คทาของเธอก็เปล่งประกายเจิดจ้ายิ่งกว่าเดิม แสงสีทอง สีเงิน และสีเขียวมรกตผสมผสานกันอย่างงดงาม ราวกับมันคือสัญลักษณ์แห่งความสมดุลของจักรวาล
“เราต้องไปจากที่นี่แล้ว” เอลาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “เราต้องไปเผชิญหน้ากับมาลากอร์”
พวกเขาเดินทางกลับออกจากน้ำตกศักดิ์สิทธิ์แห่งเอลโดเรีย ด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยมด้วยความหวังและความมุ่งมั่น แต่ในขณะที่พวกเขากำลังก้าวเดินออกจากหุบเขาแห่งนี้ เงาอันมืดมิดก็เริ่มคืบคลานเข้ามาปกคลุมท้องฟ้าอย่างช้าๆ ราวกับความมืดมิดกำลังจะกลืนกินแสงสว่างไปทั้งหมด
สุริยคราสแห่งจันทร์คู่กำลังจะมาถึงแล้ว… และการต่อสู้ครั้งสุดท้ายกำลังจะเริ่มต้นขึ้น

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก