คทาสุริยัน

ตอนที่ 152 — มรรคาแห่งเอลโดเรีย

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

344 ตอน · 1,107 คำ

การเดินทางออกจากน้ำตกศักดิ์สิทธิ์แห่งเอลโดเรียไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คาดไว้ แม้ว่าคทาสุริยันจันทราจะถูกปลุกให้ตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์แล้ว และเอลาริสจะรู้สึกถึงพลังที่มหาศาลในตัวเธอ แต่โลกภายนอกกลับดูเหมือนจะตอบสนองต่อการตื่นขึ้นของพลังนี้ด้วยความมืดมิดที่รุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก อากาศที่เคยบริสุทธิ์กลับแปรเปลี่ยนเป็นความหนักอึ้งและอึมครึม ท้องฟ้าที่เคยเป็นสีครามสดใส บัดนี้กลับถูกปกคลุมด้วยเมฆทะมึนหนาทึบ ราวกับว่าสุริยคราสแห่งจันทร์คู่ได้เริ่มต้นขึ้นก่อนกำหนด

“ข้ารู้สึกไม่ดีเลย” ‌เฟย์พึมพำขณะเดินนำหน้า ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบทิศทางอย่างระแวดระวัง “พลังแห่งความมืดมิดมันแผ่ซ่านไปทั่วทุกหนแห่ง ราวกับว่ามาลากอร์กำลังรู้สึกถึงเรา”

“นั่นเป็นไปได้” ลอร์เดนตอบด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “การที่คทาถูกปลุกให้ตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์ ย่อมทำให้มาลากอร์รับรู้ถึงภัยคุกคาม และมันจะพยายามทุกวิถีทางที่จะหยุดยั้งเรา”

ไครานเดินระวังหลังให้เอลาริส ​ดาบในมือของเขาถูกชักออกมาจากฝักแล้ว เขาสัมผัสได้ถึงความสั่นสะเทือนของผืนดิน และเสียงของสิ่งมีชีวิตประหลาดที่ดังแว่วมาในความมืด “พวกเราต้องเดินทางให้เร็วที่สุด และต้องระมัดระวังให้มากที่สุด”

เอลาริสกำคทาสุริยันจันทราในมือแน่น แสงจากคทาของเธอส่องสว่างนำทางพวกเขาไปในความมืดมิดที่กำลังคืบคลานเข้ามา เธอรู้สึกถึงความเหนื่อยล้า แต่ก็รู้สึกถึงความมุ่งมั่นที่แข็งแกร่งกว่า ‍เธอรู้ว่าเธอต้องไปให้ถึงที่หมาย ไม่ว่าจะต้องเผชิญหน้ากับอะไรก็ตาม

พวกเขาเดินทางผ่านป่าที่บัดนี้ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ต้นไม้ที่เคยเขียวขจีบัดนี้กลับเหี่ยวเฉา ใบไม้ร่วงโรยกลายเป็นสีดำสนิท พื้นดินแห้งแล้งและแตกระแหง ราวกับว่าชีวิตได้ถูกดูดกลืนไปจนหมดสิ้น

“นี่มัน… อิทธิพลของมาลากอร์” ลอร์เดนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหดหู่ ‌“มันกำลังดูดกลืนพลังชีวิตจากโลกนี้ไปเรื่อยๆ”

ทันใดนั้นเอง เสียงกรีดร้องอันน่าขนลุกก็ดังขึ้นมาจากด้านหน้า!

“เสียงอะไรน่ะ?!” เฟย์ตะโกน

เมื่อพวกเขาเดินไปถึงบริเวณที่เกิดเสียง พวกเขาก็พบกับภาพที่น่าสยดสยอง หมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งที่เคยมีชีวิตชีวา บัดนี้กลับกลายเป็นหมู่บ้านร้าง บ้านเรือนถูกทำลาย ‍ผู้คนหายไปอย่างไร้ร่องรอย เหลือไว้แต่เพียงซากปรักหักพังและความเงียบงันที่น่ากลัว

“ไม่จริงน่า…” เอลาริสพึมพำ น้ำเสียงสั่นเครือ เธอรู้สึกถึงความเจ็บปวดและหวาดกลัวที่ยังคงอบอวลอยู่ในอากาศ “มาลากอร์… มันทำอะไรกับที่นี่?”

“พวกมันอาจถูกจับตัวไป หรือถูกทำให้กลายเป็นทาสรับใช้ของมาลากอร์” ​ลอร์เดนกล่าวด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย “นี่คือสิ่งที่มาลากอร์ทำกับทุกที่ที่มันไปถึง”

ความโกรธแค้นเริ่มก่อตัวขึ้นในใจของเอลาริส เธอไม่สามารถทนเห็นภาพความทุกข์ทรมานเช่นนี้ได้อีกต่อไป เธอรู้ว่าเธอต้องหยุดมาลากอร์ให้ได้ ไม่ว่าจะต้องแลกมาด้วยอะไรก็ตาม

ขณะที่พวกเขากำลังเดินสำรวจหมู่บ้านร้างอยู่นั้น ทันใดนั้น เงาขนาดใหญ่ก็พุ่งลงมาจากท้องฟ้าอีกครั้ง!

“ระวัง!” ไครานตะโกน

คราวนี้ไม่ใช่แค่ชาโดว์วิง ​แต่เป็น ‘ดาร์คครอว์เลอร์’ สัตว์อสูรขนาดใหญ่คล้ายแมงมุม มีขาแหลมคมนับสิบขา และดวงตาสีแดงฉานที่จ้องมองพวกเขาด้วยความกระหายเลือด ดาร์คครอว์เลอร์หลายตัวพุ่งเข้าโจมตีพวกเขาจากทุกทิศทุกทาง

“พวกมันเร็วกว่าชาโดว์วิงมาก!” เฟย์ตะโกนขณะยิงธนูออกไปอย่างรวดเร็ว ธนูของเธอสามารถสังหารดาร์คครอว์เลอร์ไปได้หลายตัว ​แต่ก็มีอีกหลายตัวที่พุ่งเข้ามาใกล้

ไครานใช้ดาบฟาดฟันเข้าใส่ดาร์คครอว์เลอร์อย่างดุเดือด เขาเป็นนักรบที่แข็งแกร่ง แต่จำนวนของศัตรูก็มากเกินไป ทำให้เขาต้องตั้งรับอย่างยากลำบาก

เอลาริสรู้ว่าเธอต้องใช้พลังของเธอ เธอยกคทาสุริยันจันทราขึ้น แสงสีทอง สีเงิน และสีเขียวมรกตก็พวยพุ่งออกมาจากคทา เธอรวบรวมพลังทั้งหมดที่มี ก่อนจะปลดปล่อยคลื่นพลังงานที่รุนแรงออกไป คลื่นพลังงานปะทะเข้ากับดาร์คครอว์เลอร์ ทำให้พวกมันส่งเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดและกระเด็นถอยหลังไปหลายเมตร

แต่ดาร์คครอว์เลอร์บางตัวก็ยังคงพุ่งเข้าโจมตีเธออย่างไม่ลดละ เอลาริสต้องใช้โล่พลังงานแสงสีทองเพื่อป้องกันตัวเอง และใช้ลำแสงพลังงานสีเงินเพื่อโจมตีพวกมันกลับไป

“ระวังเอลาริส!” ลอร์เดนตะโกนเตือน “พวกมันพยายามจะล้อมพวกเราไว้!”

เอลาริสรู้สึกถึงความเหนื่อยล้าที่เริ่มก่อตัวขึ้นในร่างกาย เธอใช้พลังไปมากในการต่อสู้กับธอร์นบีสต์และในการเดินทางที่ยาวนาน แต่เธอก็รู้ว่าเธอไม่สามารถยอมแพ้ได้

เธอพยายามดึงพลังจากคทาสุริยันจันทราอีกครั้ง แต่คราวนี้เธอรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งบางอย่างกำลังขัดขวางเธออยู่ พลังงานในตัวเธอเริ่มลดลงอย่างรวดเร็ว

“ไม่จริงน่า…” เอลาริสพึมพำ “ทำไมพลังของข้าถึงได้…”

“เป็นเพราะพลังความมืดมิดของมาลากอร์ที่เข้มข้นขึ้น!” ลอร์เดนตะโกน “มันกำลังพยายามดูดกลืนพลังของท่าน!”

เอลาริสรู้สึกถึงความอ่อนแอที่เข้าครอบงำเธอ เธอพยายามที่จะต่อสู้กับมัน แต่ก็รู้สึกเหมือนว่าพลังของเธอกำลังถูกดึงออกไปจากร่างกายอย่างช้าๆ

ดาร์คครอว์เลอร์ตัวหนึ่งพุ่งเข้าโจมตีเธอจากด้านหลัง เอลาริสตั้งรับไม่ทัน แต่ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ไครานก็กระโดดเข้ามารับการโจมตีแทน!

“ไคราน!” เอลาริสตะโกนด้วยความตกใจ

กรงเล็บแหลมคมของดาร์คครอว์เลอร์พุ่งเข้าปักที่ไหล่ของไคราน ทำให้เขาต้องส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด เลือดสีแดงฉานไหลทะลักออกมาจากบาดแผล

“ไคราน!” เฟย์ตะโกนด้วยความโกรธแค้น เธอระดมยิงธนูเข้าใส่ดาร์คครอว์เลอร์ตัวนั้นอย่างไม่ยั้ง ทำให้มันต้องล้มลงกับพื้นและขาดใจตาย

เอลาริสรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน เธอเห็นไครานล้มลงกับพื้น เลือดไหลอาบไหล่ของเขา ความรู้สึกผิดเข้าครอบงำเธอ เธอไม่สามารถให้อภัยตัวเองได้ที่ปล่อยให้เพื่อนของเธอต้องบาดเจ็บเพราะเธอ

“ไคราน!” เอลาริสคลานเข้าไปหาเขา เธอใช้มืออุดบาดแผลของเขา แต่เลือดก็ยังคงไหลไม่หยุด

“ข้า… ไม่เป็นไร…” ไครานพึมพำด้วยความเจ็บปวด “ท่าน… ต้องไปต่อ…”

“ไม่!” เอลาริสตะโกน “ข้าจะไม่ทิ้งท่านไว้ที่นี่!”

ในขณะที่เอลาริสกำลังสิ้นหวังนั้นเอง ลอร์เดนก็เข้ามาช่วย เขาใช้เวทมนตร์รักษาบาดแผลของไคราน แต่บาดแผลนั้นลึกและร้ายแรงเกินกว่าที่เวทมนตร์ของเขาจะรักษาให้หายได้ในทันที

“เราต้องหาที่ปลอดภัยก่อน” ลอร์เดนกล่าว “และเราต้องหาทางรักษาไครานให้ได้”

เอลาริสเงยหน้าขึ้นมองดาร์คครอว์เลอร์ที่ยังคงล้อมรอบพวกเขาอยู่ เธอรู้ว่าเธอต้องทำอะไรบางอย่าง เธอไม่สามารถปล่อยให้เพื่อนของเธอต้องบาดเจ็บไปมากกว่านี้ได้ และเธอจะไม่ยอมให้มาลากอร์ทำลายทุกสิ่งที่เธอรัก

ความโกรธแค้นและความมุ่งมั่นเข้าครอบงำเธอ เธอไม่ยอมให้ความมืดมิดเข้าครอบงำจิตใจของเธออีกต่อไป เธอรวบรวมพลังทั้งหมดที่มีอีกครั้ง คทาสุริยันจันทราในมือของเธอเปล่งประกายเจิดจ้ายิ่งกว่าที่เคยเป็นมา

เธอหลับตาลง ก่อนจะเปิดตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตาของเธอเปล่งประกายด้วยแสงสีทองและสีเงินที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว เธอไม่ใช่แค่เอลาริสอีกต่อไป แต่เธอคือผู้พิทักษ์แห่งแสงสว่าง ผู้ซึ่งพร้อมที่จะต่อสู้เพื่อความถูกต้อง

เธอชี้คทาสุริยันจันทราไปที่ดาร์คครอว์เลอร์ที่เหลือ แสงสีทองและสีเงินพวยพุ่งออกมาจากคทา ก่อตัวเป็นลำแสงพลังงานที่รุนแรงและเจิดจ้า ลำแสงพลังงานนั้นพุ่งเข้าใส่ดาร์คครอว์เลอร์อย่างไม่ยั้ง ทำให้พวกมันส่งเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดและสลายหายไปในความมืดมิด

ในที่สุด การต่อสู้ก็ยุติลง ดาร์คครอว์เลอร์ทั้งหมดถูกกำจัดไปจนหมดสิ้น แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นก็หนักหนาสาหัส ไครานบาดเจ็บสาหัส และเอลาริสก็รู้สึกเหนื่อยล้าจนแทบจะหมดสติ

“เราต้องไปจากที่นี่” เฟย์กล่าว “ข้าเห็นถ้ำแห่งหนึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ เราจะไปหลบภัยที่นั่นก่อน”

พวกเขารีบพยุงไครานไปยังถ้ำที่เฟย์บอก ถ้ำนั้นมืดและชื้น แต่ก็ปลอดภัยจากสายตาของศัตรู

เมื่อไปถึงถ้ำ ลอร์เดนก็รีบรักษาบาดแผลของไครานอีกครั้ง แต่เขาก็รู้ว่าบาดแผลนั้นร้ายแรงเกินกว่าที่เวทมนตร์ของเขาจะรักษาให้หายได้ในทันที

“เขาต้องการสมุนไพรพิเศษ” ลอร์เดนกล่าว “สมุนไพรที่จะช่วยฟื้นฟูพลังชีวิตและรักษาบาดแผลภายใน”

“แล้วเราจะไปหามันได้จากที่ไหน?” เอลาริสถาม เธอรู้สึกถึงความสิ้นหวัง

“มีตำนานเล่าว่า มีสมุนไพรชนิดหนึ่งเรียกว่า ‘บุปผาแห่งแสงจันทร์’ มันเติบโตอยู่บนยอดเขาที่สูงที่สุดในบริเวณนี้” ลอร์เดนกล่าว “มันเป็นสมุนไพรที่หายากมาก และจะบานสะพรั่งเฉพาะในคืนที่พระจันทร์เต็มดวงเท่านั้น”

“แล้วคืนนี้… เป็นคืนพระจันทร์เต็มดวงหรือไม่?” เอลาริสถาม

ลอร์เดนเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่ถูกปกคลุมด้วยเมฆทะมึน “ข้าไม่แน่ใจนัก แต่เราไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว เราต้องไปหามันให้ได้”

เอลาริสรู้ว่าเธอต้องไป เธอไม่สามารถปล่อยให้ไครานต้องตายได้ เธอคือผู้พิทักษ์ และเธอจะต้องปกป้องเพื่อนของเธอให้ได้

“ข้าจะไปเอง” เอลาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น “ข้าจะไปหาบุปผาแห่งแสงจันทร์มาให้ได้”

เฟย์พยายามจะทักท้วง “แต่ท่านยังเหนื่อยอยู่เลยนะเอลาริส อีกอย่าง…”

“ไม่มีเวลาแล้วเฟย์” เอลาริสขัดขึ้น “ไครานต้องการมันเดี๋ยวนี้”

เธอลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ คทาสุริยันจันทราในมือของเธอส่องแสงสว่างไสว เธอรู้ว่าหนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกลและเต็มไปด้วยอันตราย แต่เธอก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมัน เธอจะต้องนำบุปผาแห่งแสงจันทร์กลับมาให้ได้ ไม่ว่าจะต้องแลกมาด้วยอะไรก็ตาม

เมื่อเอลาริสก้าวออกจากถ้ำ ความมืดมิดก็เข้าครอบคลุมเธออีกครั้ง แต่ในเวลานี้ เธอไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวอีกต่อไป เธอรู้ว่าเธอมีพลัง และเธอจะใช้พลังนั้นเพื่อปกป้องทุกสิ่งที่เธอรัก

หน้านิยาย
หน้านิยาย
คทาสุริยัน

คทาสุริยัน

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!