หลายสิบปีผ่านไปนับตั้งแต่มาลากอร์ถูกผนึกไว้ในถ้ำน้ำแข็งแห่งความเงียบงัน โลกได้กลับคืนสู่ความสงบสุขอย่างแท้จริง เอลาริสในวัยที่เติบโตเป็นสตรีผู้สง่างามและเปี่ยมด้วยปัญญา ได้รับการแต่งตั้งเป็น ‘ผู้นำสูงสุดแห่งสภาผู้พิทักษ์สุริยันจันทรา’ นางได้ก่อตั้งโรงเรียนเวทมนตร์และฝึกฝนผู้มีพรสวรรค์รุ่นใหม่ให้เป็นผู้พิทักษ์อาณาจักร คาเอล ลีออน และฟาเอลยังคงเป็นเสาหลักของสภาฯ คอยให้คำปรึกษาและสนับสนุนเอลาริสอย่างไม่เสื่อมคลาย
คทาสุริยันจันทรายังคงเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวังและความยุติธรรม ศิลาแห่งแสงนิรันดร์ถูกเก็บรักษาอย่างดีในหอคอยลับของสภาฯ ใกล้กับตัวเอลาริสเอง ในขณะที่ผลึกแก่นแท้แห่งความมืดมิดยังคงหลับใหลอยู่ภายใต้ผนึกน้ำแข็งอันแข็งแกร่งในถ้ำอันห่างไกล ไร้ซึ่งการรบกวน
ทว่า… สันติสุขที่ยาวนานมักเป็นจุดเริ่มต้นของภัยคุกคามครั้งใหม่
ในคืนเดือนเพ็ญอันมืดมิดที่สุดคืนหนึ่ง ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่หาได้ยากยิ่ง เมื่อดวงจันทร์ทั้งสองดวงโคจรมาทับซ้อนกันเพียงเสี้ยววินาที เอลาริสซึ่งกำลังนั่งทำสมาธิอยู่ภายในห้องส่วนตัวของเธอ ก็รู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง
เสียงกระซิบที่คุ้นเคย… เสียงที่เคยหลอกหลอนจิตใจของเธอในอดีต… มันเริ่มดังก้องขึ้นมาอีกครั้ง แม้จะแผ่วเบาและเลือนราง แต่ก็ชัดเจนพอที่จะทำให้หัวใจของเธอเต้นระรัวด้วยความกังวล
“ผู้อ่อนแอ… เจ้าคิดว่าผนึกนั้นจะคงอยู่ตลอดไปหรือ… กาลเวลาจะกัดกร่อนทุกสิ่ง… แม้กระทั่งความมืดมิดก็ต้องหาทางออก…” เสียงนั้นไม่ใช่ของมาลากอร์ แต่เป็นเสียงที่เย็นชาและเหี้ยมเกรียมกว่า ราวกับเป็นเสียงของ ‘สิ่งอื่น’ ที่แฝงตัวอยู่กับความมืดมิดนั้น
เอลาริสเปิดตาขึ้น ดวงตาสีอำพันฉายแววเคร่งเครียด เธอรีบหยิบคทาสุริยันจันทราขึ้นมาในมือ พลังงานจากคทาอบอุ่นและปลอบประโลม แต่ก็ไม่อาจขับไล่ความรู้สึกไม่สบายใจที่เกาะกินหัวใจเธอได้
“ลีออน… คาเอล… ฟาเอล…” เอลาริสเรียกสหายของเธอทันที
ไม่นานนัก สหายทั้งสามก็มาถึง พวกเขาเห็นสีหน้าของเอลาริสก็รู้ทันทีว่ามีเรื่องไม่ชอบมาพากล
“เกิดอะไรขึ้น เอลาริส” คาเอลถามด้วยความเป็นห่วง
“ข้า… ข้าได้ยินเสียง” เอลาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “เสียงกระซิบจากความมืดมิด… มันบอกว่าผนึกกำลังจะอ่อนแอลง”
ลีออนเบิกตากว้าง “เป็นไปไม่ได้! ผนึกแห่งนิรันดร์นั้นแข็งแกร่งที่สุดในโลก มันไม่มีทางอ่อนแอลงได้ง่ายๆ”
“ข้าก็คิดเช่นนั้น” เอลาริสกล่าว “แต่เสียงนั้น… มันไม่ใช่เสียงของมาลากอร์โดยตรง แต่มันเป็นเสียงที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า ราวกับเป็นผู้ที่คอยเฝ้ารอโอกาสอยู่เงียบๆ”
ฟาเอลเดินไปที่หน้าต่าง มองออกไปยังท้องฟ้าที่ดวงจันทร์ทั้งสองดวงกำลังจะแยกจากกัน “คืนนี้ดวงจันทร์โคจรมาทับซ้อนกันเพียงเสี้ยววินาที… ปรากฏการณ์นี้อาจส่งผลกระทบต่อพลังงานบางอย่าง”
“เราต้องตรวจสอบถ้ำน้ำแข็งแห่งความเงียบงัน” เอลาริสตัดสินใจทันที “เราต้องรู้ให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับผนึกนั้น”
การเดินทางสู่ถ้ำน้ำแข็งแห่งความเงียบงันอีกครั้งนั้นแตกต่างจากครั้งแรกอย่างสิ้นเชิง คราวนี้พวกเขาไม่ได้เดินทางด้วยความหวัง แต่เดินทางด้วยความกังวลและเร่งรีบที่สุดเท่าที่จะทำได้
เมื่อมาถึงทวีปน้ำแข็งที่ห่างไกล พวกเขาก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติทันที อากาศที่เคยหนาวเย็นบริสุทธิ์กลับมีกลิ่นอายของความมืดมิดปะปนอยู่ หิมะและน้ำแข็งที่เคยขาวสะอาดกลับมีรอยด่างดำ ราวกับถูกกัดกร่อนโดยพลังงานบางอย่าง
“ดูเหมือนว่าผนึกจะได้รับผลกระทบจริงๆ” ลีออนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เคร่งเครียด
เมื่อเข้าสู่ถ้ำน้ำแข็งแห่งความเงียบงัน พวกเขาก็พบกับภาพที่น่าตกใจยิ่งกว่า ภายในถ้ำที่เคยส่องประกายระยิบระยับด้วยน้ำแข็งสีฟ้าอ่อน บัดนี้กลับมีรอยแตกร้าวปรากฏขึ้นบนผนังน้ำแข็งหลายแห่ง แสงสีม่วงเข้มเรืองรองออกมาจากรอยร้าวเหล่านั้น
ใจกลางห้องโถง แท่นบูชาน้ำแข็งที่เคยผนึกผลึกแก่นแท้แห่งความมืดมิดไว้ บัดนี้กลับมีรอยแตกร้าวขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นบนผนึกน้ำแข็ง แสงสีม่วงเข้มจากผลึกแก่นแท้แห่งความมืดมิดที่อยู่ภายในส่องออกมาอย่างชัดเจน
“ผนึกกำลังจะแตก!” คาเอลอุทานด้วยความตกใจ
เอลาริสรีบเข้าไปใกล้แท่นบูชา เธอสัมผัสได้ถึงพลังงานมืดมิดที่รั่วไหลออกมาจากรอยร้าว พลังงานนั้นรุนแรงกว่าที่เคยเป็นมา ราวกับว่ามาลากอร์กำลังจะตื่นขึ้นอีกครั้ง
“เราต้องซ่อมแซมผนึกนี้!” เอลาริสกล่าว เธอชูคทาสุริยันจันทราและศิลาแห่งแสงนิรันดร์ขึ้นพร้อมกัน พยายามที่จะใช้พลังของเธอในการซ่อมแซมผนึกน้ำแข็ง
แสงสีทองและเงินจากคทา ผสมผสานกับแสงสีทองอร่ามจากศิลาแห่งแสงนิรันดร์ พุ่งเข้าสู่รอยร้าวบนผนึกน้ำแข็ง พลังงานของเอลาริสพยายามที่จะเติมเต็มรอยร้าวเหล่านั้นและเสริมสร้างความแข็งแกร่งของผนึก
แต่แล้ว เสียงกระซิบที่เย็นชาและเหี้ยมเกรียมก็ดังก้องขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้มันดังชัดเจนยิ่งกว่าเดิม ราวกับว่ามันอยู่ใกล้ตัวพวกเขามาก
“เจ้าคิดว่าจะหยุดยั้งสิ่งที่ถูกลิขิตไว้ได้หรือ… ผู้พิทักษ์ที่โง่เขลา… ความมืดมิดของข้าจะกลับมาแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม… และเจ้าจะไม่อาจหยุดยั้งมันได้!”
ทันใดนั้น ผนึกน้ำแข็งก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง รอยร้าวขยายตัวใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว พลังงานของเอลาริสไม่สามารถต้านทานได้
“มันแข็งแกร่งเกินไป!” เอลาริสกล่าวด้วยความเจ็บปวด “พลังของข้าไม่พอที่จะซ่อมแซมผนึกนี้ได้!”
ลีออนเปิดตำราโบราณที่เขาพกติดตัวมา “ตามตำรากล่าวว่า หากผนึกแห่งนิรันดร์เริ่มอ่อนแอลง จะมีเพียง ‘แก่นแท้แห่งธาตุทั้งห้า’ เท่านั้นที่จะสามารถเสริมสร้างความแข็งแกร่งของผนึกได้อีกครั้ง”
“แก่นแท้แห่งธาตุทั้งห้าคืออะไร” ฟาเอลถาม
“มันคือวัตถุศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกสร้างขึ้นจากพลังงานบริสุทธิ์ของธาตุทั้งห้า ดิน น้ำ ลม ไฟ และจิตวิญญาณ” ลีออนตอบ “มันถูกซ่อนอยู่ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่แตกต่างกันทั่วโลก และมีเพียงผู้ที่คู่ควรเท่านั้นที่จะสามารถค้นพบและนำมาใช้งานได้”
“หมายความว่าเราต้องออกเดินทางเพื่อค้นหาแก่นแท้แห่งธาตุทั้งห้า” เอลาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง
“ใช่… นี่คือภาระหน้าที่ใหม่ของเรา” ลีออนพยักหน้า
ขณะที่พวกเขากำลังปรึกษากันอยู่นั้น เสียงหัวเราะอันชั่วร้ายก็ดังก้องไปทั่วถ้ำน้ำแข็ง
เงาดำขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นมาจากรอยร้าวบนผนึกน้ำแข็ง มันไม่ใช่ร่างของมาลากอร์ แต่เป็นร่างของปีศาจที่บิดเบี้ยวและน่าเกลียดน่ากลัวกว่าปีศาจตัวไหนๆ ที่พวกเขาเคยเจอมา
“เจ้าคิดว่าจะไปถึงแก่นแท้แห่งธาตุทั้งห้าได้หรือ… ผู้อ่อนแอ… ข้าจะหยุดยั้งพวกเจ้าไว้ที่นี่!” ปีศาจคำราม มันพุ่งเข้าโจมตีพวกเขาอย่างรวดเร็ว
เอลาริสรู้ว่าเธอไม่มีเวลา เธอต้องปกป้องสหายของเธอ และเธอต้องออกเดินทางเพื่อค้นหาแก่นแท้แห่งธาตุทั้งห้าให้ได้ ก่อนที่มาลากอร์จะกลับมาแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม
การเดินทางครั้งใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และคราวนี้มันจะต้องอันตรายและยากลำบากยิ่งกว่าครั้งไหนๆ เพราะภัยคุกคามที่แท้จริงได้เริ่มตื่นขึ้นแล้ว

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก