โดย : มนต์ตรา ประกาศิต
344 ตอน · 823 คำ
การเดินทางสู่ ‘ห้วงลึกแห่งความว่างเปล่า’ เป็นการเดินทางที่แตกต่างจากครั้งใดๆ ที่ผ่านมา เอลาริสต้องใช้พลังเวทมิติที่ได้เรียนรู้จากวิหารแห่งบรรพกาล เพื่อเปิดประตูสู่สถานที่ที่อยู่กึ่งกลางระหว่างโลกและอีกมิติหนึ่ง สถานที่ที่ไม่มีกาลเวลา ไม่มีทิศทาง และเต็มไปด้วยความมืดมิดอันไร้สิ้นสุด
“พวกเจ้าพร้อมแล้วใช่ไหม” เอลาริสถามสหายของเธอ ขณะที่พวกเขายืนอยู่บนแท่นหินโบราณที่ฟาเอลันระบุว่าเป็นจุดเชื่อมต่อ คาเอลพยักหน้าอย่างมั่นคง ดาบในมือของเขาเปล่งประกายวับวาว ไลราพยักหน้าเช่นกัน กริชในมือของเธอสะท้อนแสงสลัวๆ ฟาเอลันยืนอยู่ด้านหลังพวกเขา ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น เอลาริสหลับตาลง เธอรวบรวมพลังเวททั้งหมดในกาย เธอชูมือขึ้นเหนือศีรษะ และร่ายมนตร์แห่งการเปิดประตูมิติ เสียงของเธอดังก้องไปทั่ว ราวกับบทเพลงโบราณที่กำลังฉีกกระชากมิติ
“โอ้ มิติแห่งกาลเวลา! จงเปิดออก! ห้วงลึกแห่งความว่างเปล่า! จงเผยตน!” ทันใดนั้น อากาศรอบตัวพวกเขาก็เริ่มบิดเบี้ยว แสงสว่างจางหายไป และแทนที่ด้วยความมืดมิดที่ไร้สิ้นสุด รอยแยกขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าพวกเขา รอยแยกนั้นเปล่งประกายสีม่วงดำ ราวกับเป็นประตูสู่ห้วงเหว “เข้าไป!” เอลาริสตะโกน พวกเขาทั้งสี่ก้าวผ่านรอยแยกเข้าไปในห้วงลึกแห่งความว่างเปล่า ทันทีที่เข้ามาในมิติแห่งนี้ พวกเขาก็รู้สึกเหมือนร่างกายกำลังถูกดึงรั้งในทิศทางที่แตกต่างกันไป ความรู้สึกเวียนหัวและอึดอัดเข้าครอบงำ “ยึดมั่นในสติของพวกเจ้า!” ฟาเอลันเตือน “มิติแห่งนี้จะพยายามบิดเบือนจิตใจของพวกเจ้า” เอลาริสใช้พลังของเธอเพื่อสร้างเกราะป้องกันรอบตัวพวกเขา เกราะนั้นเปล่งประกายสีขาวนวล ช่วยให้พวกเขาคงรูปร่างและสติสัมปชัญญะไว้ได้
พวกเขาเดินทางผ่านความมืดมิดอันไร้สิ้นสุด มีเพียงแสงจากเกราะของเอลาริสที่ส่องสว่างนำทาง พวกเขาเห็นภาพหลอนผุดขึ้นมา ภาพของความกลัว ความสงสัย และความอ่อนแอที่ซ่อนอยู่ในจิตใจของพวกเขา “นี่คือการทดสอบ” เอลาริสกล่าว “เราต้องไม่ยอมแพ้” คาเอลและไลราจับมือกันแน่น พวกเขามองหน้ากัน และพยักหน้าให้กัน พวกเขามุ่งมั่นที่จะไปให้ถึงจุดหมาย หลังจากผ่านไปนานเท่าที่ไม่อาจระบุได้ พวกเขาก็เห็นแสงสลัวๆ ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า แสงนั้นนำพวกเขาไปยังเกาะลอยฟ้าขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางห้วงลึกแห่งความว่างเปล่า เกาะนั้นเต็มไปด้วยหินสีดำสนิท และมีแท่นบูชาขนาดใหญ่อยู่ใจกลาง “นั่นคือที่ตั้งของแก่นแท้แห่งมาลากอร์” ฟาเอลันกล่าว แต่เมื่อพวกเขาเข้าใกล้เกาะลอยฟ้า พวกเขาก็พบว่ามันไม่ได้ว่างเปล่า เงาทมิฬจำนวนมหาศาลปรากฏกายขึ้นจากความมืด พวกมันมีรูปร่างคล้ายปีศาจ แต่มีขนาดที่แตกต่างกันไป บางตัวมีขนาดเท่ามนุษย์ บางตัวมีขนาดใหญ่เท่าภูเขา พวกมันมีดวงตาสีแดงฉานและกรงเล็บแหลมคม
“พวกมันมาแล้ว!” คาเอลคำราม เขาพุ่งเข้าใส่เงาทมิฬในทันที ดาบของเขาสับลงไปอย่างรวดเร็ว ไลราโยนกริชคู่ใจออกไป กริชพุ่งเข้าปักที่ร่างของเงาทมิฬหลายตัว ทำให้พวกมันชะงักไปชั่วขณะ เอลาริสยืนอยู่เบื้องหน้าพวกเขา เธอรวบรวมพลังเวทในกาย แสงสีขาวนวลพุ่งออกจากมือของเธอ สร้างเกราะป้องกันรอบตัวพวกเขาอีกครั้ง “พวกเจ้าถ่วงเวลาให้ข้า” เอลาริสกล่าว “ข้าจะเข้าไปทำลายแก่นแท้แห่งมาลากอร์” คาเอลและไลราพยักหน้า พวกเขารู้ว่านี่คือการต่อสู้ครั้งสุดท้าย เอลาริสพุ่งทะลวงผ่านฝูงเงาทมิฬ เธอใช้พลังเวทของเธอเพื่อปัดป้องการโจมตี และใช้ความเร็วของเธอเพื่อหลบหลีก พวกเธอพุ่งตรงไปยังแท่นบูชาที่อยู่ใจกลางเกาะ
เมื่อเอลาริสมาถึงแท่นบูชา เธอก็พบกับสิ่งที่น่าสะพรึงกลัว บนแท่นบูชานั้น มีหัวใจสีดำทะมึนขนาดมหึมากำลังเต้นตุบๆ มันเต้นอย่างช้าๆ แต่ทรงพลัง และทุกครั้งที่มันเต้น พลังงานมืดก็จะแผ่ออกมา สร้างความมืดมิดและความหวาดกลัวไปทั่ว “แก่นแท้แห่งมาลากอร์” เอลาริสพึมพำ ทันใดนั้น เสียงคำรามอันชั่วร้ายก็ดังก้องขึ้นจากเบื้องหลัง เงาทมิฬขนาดมหึมาปรากฏกายขึ้น มันมีรูปร่างคล้ายมาลากอร์ แต่มีขนาดเล็กกว่า และมันมีดวงตาสีแดงฉานที่เต็มไปด้วยความแค้น “เจ้าคิดว่าจะทำลายข้าได้งั้นหรือ เด็กน้อย” เสียงของมันดังก้อง ราวกับเสียงฟ้าร้อง “ข้าคือแก่นแท้แห่งมาลากอร์ ข้าคือความมืดมิดนิรันดร์!” แก่นแท้แห่งมาลากอร์พุ่งเข้าใส่เอลาริส มันปล่อยกระแสพลังงานมืดออกมาจากมือ พลังงานนั้นรุนแรงจนแทบจะฉีกกระชากทุกสิ่งให้เป็นเสี่ยงๆ
เอลาริสสร้างเกราะพลังงานป้องกันการโจมตี แสงสีขาวบริสุทธิ์ของเกราะกระทบกับพลังงานมืด เกิดเสียงดังสนั่น “ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าคืนชีพ!” เอลาริสประกาศกร้าว เธอรู้ว่าเธอต้องใช้ ‘เพลงแห่งการชำระล้าง’ เพื่อทำลายแก่นแท้แห่งมาลากอร์ เธอหลับตาลง เธอสัมผัสถึงพลังงานในตัวเธอ เธอรวบรวมสมาธิทั้งหมด เธอเริ่มร่ายเพลงแห่งการชำระล้าง เสียงของเธออ่อนโยน แต่ก็ทรงพลัง ราวกับบทเพลงแห่งแสงสว่างที่กำลังขับไล่ความมืดมิด “โอ้ แสงสว่างแห่งสุริยันจันทรา! จงชำระล้างความมืดมิด! โอ้ เสียงเพลงแห่งชีวิต! จงขับไล่ความชั่วร้าย!” แสงสีขาวบริสุทธิ์พุ่งออกจากร่างของเอลาริส มันไม่ใช่แค่แสงสว่าง แต่มันเป็นกระแสพลังงานที่บริสุทธิ์และทรงพลังอย่างเหลือเชื่อ แสงนั้นพุ่งเข้าใส่แก่นแท้แห่งมาลากอร์ แสงนั้นสว่างจ้าและอบอุ่น ราวกับกำลังโอบกอดมันไว้
แก่นแท้แห่งมาลากอร์กรีดร้องด้วยความเจ็บปวด มันพยายามดิ้นรน แต่ก็ไม่สามารถหลุดพ้นจากแสงนั้นได้ แสงนั้นเริ่มกลืนกินมันช้าๆ ร่างของแก่นแท้แห่งมาลากอร์เริ่มแตกสลายเป็นเศษเสี้ยวของความมืดมิด มันพยายามดิ้นรนเฮือกสุดท้าย แต่ก็ไม่เป็นผล เมื่อแสงสว่างจางลง แก่นแท้แห่งมาลากอร์ก็หายไป เหลือไว้เพียงความว่างเปล่าบนแท่นบูชา และความเงียบสงัด เอลาริสทรุดตัวลง หายใจหอบถี่ พลังงานของเธอหมดลงแล้ว แต่เธอก็ทำสำเร็จ เธอทำลายแก่นแท้แห่งมาลากอร์ได้สำเร็จ
คาเอลและไลราที่กำลังต่อสู้กับเงาทมิฬอยู่เบื้องหลัง ก็รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลง พลังงานมืดที่แผ่ออกมาจากเงาทมิฬเริ่มอ่อนแอลง และพวกมันก็เริ่มแตกสลายหายไปในอากาศธาตุ “เราทำสำเร็จแล้ว!” ไลราร้องด้วยความดีใจ คาเอลรีบวิ่งเข้ามาหาเอลาริส “ฝ่าบาทไม่เป็นอะไรนะพ่ะย่ะค่ะ” เอลาริสพยักหน้า เธอเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว เธอยิ้มอย่างอ่อนแรง “ความมืดมิดได้จากไปแล้ว” เธอพึมพำ “โลกปลอดภัยแล้ว” ฟาเอลันเดินเข้ามาหาพวกเขา ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ “เจ้าได้ทำตามพันธสัญญาของบรรพบุรุษแล้วเอลาริส เจ้าคือผู้พิทักษ์ที่แท้จริง”
เอลาริสมองไปยังเพื่อนๆ ของเธอ รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเธอ ความเหนื่อยล้าและความเจ็บปวดหายไปในทันที เหลือไว้เพียงความสุขและความอิ่มเอมใจ พวกเขาใช้พลังเวทมิติของเอลาริสเพื่อเปิดประตูมิติกลับสู่โลกอีกครั้ง การเดินทางกลับนั้นง่ายกว่าการเดินทางมามากนัก เมื่อกลับมาถึงโลก พวกเขาก็พบว่าท้องฟ้าสดใส ดวงอาทิตย์สาดส่องลงมาอย่างอบอุ่น โลกใบนี้ได้รับการปกป้องแล้วอย่างแท้จริง เอลาริสรู้ว่าการเดินทางของเธออาจจะจบลงแล้ว แต่เรื่องราวของเธอกำลังจะถูกเล่าขานไปชั่วลูกชั่วหลาน เธอคือราชินีแห่งสุริยันจันทรา ผู้พิทักษ์แห่งแสง ผู้ที่นำพาสันติภาพกลับคืนสู่โลกใบนี้

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก