เอลาริสก้าวออกจากถ้ำที่มืดมิดและชื้นแฉะ เข้าสู่ความมืดมิดที่หนาทึบยิ่งกว่าภายนอก อากาศเย็นยะเยือกกัดกินผิวหนังของเธอ แสงจากคทาสุริยันจันทราส่องสว่างเรืองรอง เป็นเพียงสิ่งเดียวที่ขับไล่เงามืดรอบกายเธอได้บ้างเล็กน้อย ท้องฟ้าถูกปกคลุมด้วยเมฆทะมึนหนาทึบจนมองไม่เห็นแม้แต่ดวงดาว ราวกับว่าโลกทั้งใบกำลังจมดิ่งลงสู่ห้วงเหวแห่งความมืดมิด
“บุปผาแห่งแสงจันทร์… บนยอดเขาที่สูงที่สุด” เอลาริสพึมพำกับตัวเอง เธอเงยหน้ามองยอดเขาที่สูงเสียดฟ้าซึ่งถูกปกคลุมด้วยหมอกหนาทึบ มันดูเหมือนจะสูงเสียดเมฆ จนยากที่จะจินตนาการว่าจะปีนขึ้นไปได้อย่างไร
เธอเริ่มออกเดินทางอย่างช้าๆ คทาสุริยันจันทราในมือของเธอส่องสว่างนำทาง เธอใช้พลังของคทาเพื่อส่องแสงไปยังเส้นทางที่มืดมิดข้างหน้า และเพื่อป้องกันตัวเองจากอันตรายที่อาจจะซุ่มซ่อนอยู่
การเดินทางขึ้นสู่ยอดเขานั้นยากลำบากยิ่งกว่าที่เธอคิดไว้ พื้นดินเต็มไปด้วยหินแหลมคมและรากไม้ที่บิดงอราวกับงูยักษ์ที่กำลังหลับใหล อากาศเบาบางลงเรื่อยๆ ทำให้เธอหายใจลำบากมากขึ้น แต่เธอก็ไม่ยอมแพ้ เธอระลึกถึงใบหน้าของไครานที่บาดเจ็บสาหัส และความมุ่งมั่นที่จะช่วยชีวิตเขาให้ได้
ขณะที่เธอกำลังปีนขึ้นไปบนทางลาดชันนั้นเอง ทันใดนั้น เงาขนาดใหญ่ก็พุ่งเข้าโจมตีเธอจากด้านข้าง!
“อะไรน่ะ?!” เอลาริสอุทานด้วยความตกใจ
มันคือ ‘ชาโดว์เบรธ’ สิ่งมีชีวิตที่มองไม่เห็นตัวตนที่แท้จริง แต่เป็นเพียงเงาที่เคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็วและว่องไว ชาโดว์เบรธหลายตัวพุ่งเข้าโจมตีเธอจากทุกทิศทุกทาง พวกมันไม่มีรูปร่างที่ชัดเจน แต่สัมผัสได้ถึงความเย็นเยือกที่กัดกินจิตวิญญาณ
เอลาริสพยายามใช้คทาสุริยันจันทราฟาดฟันเข้าใส่พวกมัน แต่คทาของเธอกลับทะลุผ่านร่างของพวกมันไปราวกับฟันอากาศธาตุ
“มันเป็นแค่เงา…” เอลาริสพึมพำ “ข้าจะโจมตีพวกมันได้อย่างไร?”
ชาโดว์เบรธตัวหนึ่งพุ่งเข้าใกล้เธอ มันพยายามที่จะดูดกลืนพลังงานชีวิตจากตัวเธอ เอลาริสรู้สึกถึงความอ่อนแอที่เข้าครอบงำเธออีกครั้ง เธอรู้สึกเหมือนพลังของเธอกำลังถูกดึงออกไปอย่างช้าๆ
เธอพยายามดึงพลังจากคทาสุริยันจันทราอีกครั้ง แต่คราวนี้เธอรู้สึกว่าพลังของเธอไม่เพียงพอที่จะต่อกรกับพวกมันได้ เธอรู้สึกเหมือนกำลังจะหมดสติ
“ไม่… ข้าจะยอมแพ้ไม่ได้!” เอลาริสกัดฟัน เธอระลึกถึงคำกล่าวของเอเธล ‘พลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ได้อยู่ที่เวทมนตร์ แต่อยู่ที่ความกล้าหาญในหัวใจ และความเชื่อมั่นในความดีงาม’
เธอหลับตาลง พยายามรวบรวมสมาธิทั้งหมดที่มี เธอไม่ได้พยายามที่จะโจมตีพวกมันด้วยพลังเวทมนตร์ แต่เธอพยายามที่จะใช้พลังแห่งแสงสว่างที่บริสุทธิ์เพื่อขับไล่พวกมัน
เธอเปิดตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตาของเธอเปล่งประกายด้วยแสงสีทองที่เจิดจ้า เธอชี้คทาสุริยันจันทราขึ้นไปบนท้องฟ้า แสงสีทองก็พวยพุ่งออกมาจากคทา ก่อนจะก่อตัวเป็นลำแสงพลังงานที่พุ่งทะลุเมฆทะมึนขึ้นไปบนท้องฟ้า
ลำแสงพลังงานนั้นส่องสว่างไปทั่วบริเวณ ทำให้ชาโดว์เบรธที่ซุ่มซ่อนอยู่ในความมืดต้องส่งเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด พวกมันไม่สามารถทนต่อแสงสว่างที่บริสุทธิ์ได้ และค่อยๆ สลายหายไปในความมืดมิด
เอลาริสรู้สึกถึงความเหนื่อยล้าที่เข้าครอบงำเธอ แต่เธอก็รู้สึกถึงความภาคภูมิใจที่เธอสามารถเอาชนะพวกมันได้ เธอรู้ว่าพลังของเธอไม่ได้อยู่ที่การทำลาย แต่เป็นการขับไล่ความมืดมิดด้วยแสงสว่าง
เธอเดินทางต่อไป ปีนขึ้นสู่ยอดเขาที่สูงชันมากขึ้นเรื่อยๆ อากาศยิ่งเบาบางลง ทำให้เธอหายใจลำบากมากขึ้น แต่เธอก็ไม่ยอมแพ้
ในที่สุด เธอก็มาถึงยอดเขา ที่นั่นมีลานกว้างขนาดใหญ่ที่ถูกปกคลุมด้วยหินแหลมคมและเศษซากของต้นไม้ที่แห้งตาย รอบด้านมีลมพัดกรรโชกอย่างรุนแรง ทำให้เธอแทบจะทรงตัวไม่อยู่
เธอเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า เมฆทะมึนยังคงปกคลุมท้องฟ้าอยู่ แต่ในเวลานี้ เธอรู้สึกว่ามีบางสิ่งบางอย่างกำลังจะเปลี่ยนแปลงไป
ทันใดนั้นเอง แสงสีเงินอ่อนๆ ก็เริ่มส่องประกายออกมาจากเมฆทะมึน เมฆเหล่านั้นเริ่มเคลื่อนตัวออกไปอย่างช้าๆ เผยให้เห็นดวงจันทร์เต็มดวงที่ส่องแสงเจิดจ้าอยู่บนท้องฟ้า!
“พระจันทร์เต็มดวง!” เอลาริสอุทานด้วยความดีใจ
เธอรีบกวาดสายตามองไปรอบๆ ลานกว้าง ค้นหาบุปผาแห่งแสงจันทร์ที่ลอร์เดนบอกไว้
ในที่สุด เธอก็พบมัน!
บุปผาแห่งแสงจันทร์เติบโตอยู่บนโขดหินสูงชันที่อยู่ไม่ไกลจากเธอ มันเป็นดอกไม้สีเงินบริสุทธิ์ที่เปล่งแสงเรืองรองในความมืด ราวกับว่ามันถูกสร้างขึ้นมาจากแสงจันทร์โดยตรง กลีบดอกของมันบางเบาและโปร่งใส ราวกับปีกของผีเสื้อกลางคืนที่กำลังโบยบิน
เอลาริสรู้สึกถึงความสุขที่ท่วมท้น เธอรีบเดินเข้าไปหาบุปผาแห่งแสงจันทร์อย่างรวดเร็ว
แต่ในขณะที่เธอกำลังจะเอื้อมมือไปเก็บมันนั้นเอง ทันใดนั้น เสียงหัวเราะอันเย็นยะเยือกก็ดังขึ้นมาจากด้านหลัง!
“ในที่สุดข้าก็หาเจ้าเจอ… ทายาทแห่งสุริยันจันทรา” เสียงนั้นกล่าวด้วยความชั่วร้าย “เจ้าคิดว่าจะหนีข้าพ้นอย่างนั้นหรือ?”
เอลาริสหันกลับไปมองด้วยความตกใจ สิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้าเธอคือร่างของ ‘ลอร์ดเซเรนัส’ แม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพปีศาจของมาลากอร์ เขาสวมเกราะสีดำสนิทที่ประดับด้วยหนามแหลมคม ใบหน้าของเขาซีดเซียวราวกับศพ ดวงตาของเขาสีแดงฉานราวกับเปลวไฟแห่งนรก และมีรอยยิ้มอันชั่วร้ายประดับอยู่บนใบหน้า
“ลอร์ดเซเรนัส!” เอลาริสอุทาน
“ไม่ต้องตกใจไปหรอกแม่หนู” ลอร์ดเซเรนัสกล่าวด้วยเสียงหัวเราะอันเย็นยะเยือก “ข้าแค่มาทำตามคำสั่งของนายท่านมาลากอร์ เพื่อนำตัวเจ้ากลับไปหาเขา”
“ข้าไม่ไปกับเจ้าหรอก!” เอลาริสกล่าวอย่างเด็ดขาด เธอชี้คทาสุริยันจันทราไปที่ลอร์ดเซเรนัส
“โฮะๆๆๆ” ลอร์ดเซเรนัสหัวเราะ “เจ้าคิดว่าคทาของเจ้าจะทำอะไรข้าได้งั้นหรือ? เจ้ายังเด็กนัก ยังอ่อนหัดนัก”
เขาชี้มือมาที่เอลาริส พลังงานสีดำมืดก็พุ่งออกมาจากปลายนิ้วของเขา พลังงานนั้นรุนแรงและเย็นยะเยือก ราวกับความมืดมิดที่กำลังจะกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่าง
เอลาริสยกคทาสุริยันจันทราขึ้น แสงสีทองและสีเงินก็พวยพุ่งออกมาจากคทา ปะทะเข้ากับพลังงานสีดำมืดของลอร์ดเซเรนัส เกิดเป็นคลื่นพลังงานที่รุนแรงจนทำให้พื้นดินสั่นสะเทือน
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด ลอร์ดเซเรนัสเป็นศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าที่เธอเคยเจอมา เขาเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็วและว่องไว และพลังของเขาก็ร้ายกาจเกินกว่าที่เธอจะจินตนาการได้
เอลาริสต้องใช้พลังทั้งหมดที่มีเพื่อต่อกรกับเขา เธอใช้ลำแสงพลังงาน แสงสีทองและสีเงินเพื่อโจมตีเขา และใช้โล่พลังงานเพื่อป้องกันตัวเอง แต่ลอร์ดเซเรนัสก็สามารถหลบหลีกและโจมตีกลับมาได้อย่างรวดเร็ว
“เจ้าคิดว่าจะชนะข้าอย่างนั้นหรือ?” ลอร์ดเซเรนัสหัวเราะ “เจ้ายังไม่รู้ถึงพลังที่แท้จริงของความมืดมิด!”
เขาปลดปล่อยพลังงานสีดำมืดออกมาจากร่างกายของเขาอย่างมหาศาล พลังงานนั้นก่อตัวเป็นพายุหมุนขนาดใหญ่ที่พุ่งเข้าโจมตีเอลาริส พายุหมุนนั้นรุนแรงจนทำให้เธอแทบจะทรงตัวไม่อยู่
เอลาริสรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่เข้าครอบงำเธอ เธอรู้สึกเหมือนร่างกายของเธอกำลังจะถูกฉีกเป็นชิ้นๆ แต่เธอก็ไม่ยอมแพ้ เธอระลึกถึงใบหน้าของไคราน เฟย์ และลอร์เดน และความมุ่งมั่นที่จะปกป้องพวกเขาให้ได้
เธอรวบรวมพลังทั้งหมดที่มีอีกครั้ง คทาสุริยันจันทราในมือของเธอเปล่งประกายเจิดจ้ายิ่งกว่าที่เคยเป็นมา เธอชี้คทาไปที่ลอร์ดเซเรนัส แสงสีทองและสีเงินพวยพุ่งออกมาจากคทา ผสมผสานกันเป็นลำแสงพลังงานขนาดใหญ่ที่พุ่งเข้าใส่ลอร์ดเซเรนัสอย่างไม่ยั้ง
ลำแสงพลังงานนั้นปะทะเข้ากับลอร์ดเซเรนัสอย่างจัง ทำให้เขาส่งเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ร่างของเขากระเด็นถอยหลังไปหลายเมตร และเกราะสีดำสนิทของเขาก็แตกสลายเป็นชิ้นๆ
ลอร์ดเซเรนัสล้มลงกับพื้นอย่างหมดสภาพ เขามองเอลาริสด้วยความตกใจและหวาดกลัว “เป็นไปไม่ได้… เจ้า… เจ้ามีพลังขนาดนี้ได้อย่างไร?”
เอลาริสรู้สึกถึงความเหนื่อยล้าที่เข้าครอบงำเธอ แต่เธอก็รู้สึกถึงความภาคภูมิใจที่เธอสามารถเอาชนะลอร์ดเซเรนัสได้ เธอรู้ว่าพลังของเธอไม่ได้อยู่ที่การทำลาย แต่เป็นการปกป้อง
เธอเดินเข้าไปหาลอร์ดเซเรนัสอย่างช้าๆ คทาสุริยันจันทราในมือของเธอส่องแสงสว่างไสว
“ข้าจะหยุดเจ้า และข้าจะหยุดมาลากอร์ให้ได้” เอลาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
ลอร์ดเซเรนัสพยายามที่จะลุกขึ้นยืน แต่เขาก็ทำไม่ได้ เขาบาดเจ็บสาหัสเกินกว่าที่จะต่อสู้ได้อีกต่อไป
“เจ้า… จะต้องเสียใจ…” ลอร์ดเซเรนัสพึมพำ ก่อนที่เขาจะสลายหายไปในความมืดมิด เหลือไว้แต่เพียงเศษซากของเกราะที่แตกสลาย
เอลาริสถอนหายใจด้วยความโล่งอก เธอรู้สึกถึงความเหนื่อยล้าที่เข้าครอบงำเธอ แต่เธอก็รู้ว่าเธอทำสำเร็จแล้ว เธอสามารถปกป้องบุปผาแห่งแสงจันทร์ได้ และเธอก็สามารถเอาชนะลอร์ดเซเรนัสได้
เธอมองไปที่บุปผาแห่งแสงจันทร์ที่ยังคงเปล่งแสงเรืองรองอยู่บนโขดหิน เธอเดินเข้าไปเก็บมันอย่างระมัดระวัง บุปผาแห่งแสงจันทร์ให้ความรู้สึกอบอุ่นและบริสุทธิ์ในมือของเธอ
เธอรู้ว่าเธอต้องรีบกลับไปหาไคราน เธอต้องนำบุปผาแห่งแสงจันทร์ไปรักษาเขาให้ได้
เอลาริสรีบลงจากยอดเขาอย่างรวดเร็ว คทาสุริยันจันทราในมือของเธอส่องแสงสว่างไสว เธอรู้ว่าหนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกลและเต็มไปด้วยอันตราย แต่เธอก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมัน เธอจะต้องปกป้องเพื่อนของเธอให้ได้ และเธอจะต้องหยุดมาลากอร์ให้ได้

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก