คทาสุริยัน

ตอนที่ 338 — การเดินทางครั้งใหม่และคำสาปแห่งอดีตที่ตื่นขึ้น

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

344 ตอน · 943 คำ

การต่อสู้ในถ้ำน้ำแข็งแห่งความเงียบงันเป็นไปอย่างดุเดือด ปีศาจที่ปรากฏกายออกมาจากรอยร้าวของผนึกน้ำแข็งนั้นแข็งแกร่งกว่าที่คาดไว้มาก มันไม่ใช่แค่ปีศาจรับใช้ธรรมดา แต่เป็น ‘เงาแห่งความสิ้นหวัง’ ที่เกิดจากเศษเสี้ยวของพลังงานมืดมิดที่รั่วไหลออกมาจากผลึกแก่นแท้ของมาลากอร์ ทำให้มันมีความสามารถในการดูดซับความกลัวและความสิ้นหวังของผู้คนเพื่อเพิ่มพลังให้กับตัวเอง

เอลาริสใช้คทาสุริยันจันทราและศิลาแห่งแสงนิรันดร์ในการต่อสู้ แสงสีทองและเงินจากคทา ‌ผสมผสานกับแสงสีทองอร่ามจากศิลา พุ่งเข้าปะทะกับเงาแห่งความสิ้นหวังอย่างต่อเนื่อง คาเอลใช้ดาบของเขาฟาดฟันเข้าใส่ ฟาเอลยิงธนูได้อย่างแม่นยำ ส่วนลีออนก็ใช้เวทมนตร์โจมตีและป้องกันสลับกันไป

แต่เงาแห่งความสิ้นหวังนั้นมีจำนวนมากเกินกว่าที่พวกเขาจะรับมือไหว ยิ่งพวกเขาสู้ ความกลัวและความสิ้นหวังในใจของพวกเขาก็ยิ่งถูกเงาแห่งความสิ้นหวังดูดซับไป ทำให้มันแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ

“เราสู้มันไม่ได้หรอก!” ​ฟาเอลตะโกน เขาถูกเงาแห่งความสิ้นหวังโจมตีจนได้รับบาดเจ็บ

“เราต้องถอย!” คาเอลกล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง

เอลาริสรู้ว่าพวกเขาไม่มีทางเลือกอื่น เธอรวบรวมพลังทั้งหมดที่มีเข้าสู่คทาและศิลา ปลดปล่อยคลื่นพลังงานขนาดใหญ่ที่ผลักดันเงาแห่งความสิ้นหวังให้ถอยร่นออกไปชั่วขณะ

“รีบหนีไป!” เอลาริสตะโกน เธอใช้พลังของเธอในการเปิดทางหนีออกจากถ้ำน้ำแข็งที่กำลังพังทลาย

พวกเขาหนีออกมาจากถ้ำน้ำแข็งแห่งความเงียบงันได้ทันเวลา ผนึกน้ำแข็งที่เคยแข็งแกร่งบัดนี้ได้พังทลายลงมา ‍เสียงคำรามของเงาแห่งความสิ้นหวังดังก้องไปทั่วทวีปน้ำแข็ง

เอลาริสและสหายยืนหายใจหอบอยู่บนยอดเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ พวกเขาเหนื่อยล้าและได้รับบาดเจ็บ แต่พวกเขาก็รอดมาได้

“เราต้องรีบออกเดินทางเพื่อค้นหาแก่นแท้แห่งธาตุทั้งห้า” เอลาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง “เรามีเวลาน้อยลงทุกที”

ลีออนกางแผนที่ที่เขาพกติดตัวมา “ตามตำราโบราณ แก่นแท้แห่งธาตุทั้งห้าถูกซ่อนอยู่ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่แตกต่างกันทั่วโลก”

“แก่นแท้แห่งธาตุดินถูกซ่อนอยู่ใน ‘ถ้ำแห่งพฤกษา’ ‌ที่ตั้งอยู่ในป่าลึกทางทิศตะวันตก”

“แก่นแท้แห่งธาตุน้ำถูกซ่อนอยู่ใน ‘ทะเลสาบแห่งแสงจันทร์’ ที่ตั้งอยู่ในหุบเขาลึกทางทิศใต้”

“แก่นแท้แห่งธาตุลมถูกซ่อนอยู่ใน ‘วิหารแห่งเมฆา’ ที่ตั้งอยู่บนยอดเขาสูงที่สุดทางทิศเหนือ”

“แก่นแท้แห่งธาตุไฟถูกซ่อนอยู่ใน ‘ภูเขาไฟแห่งเปลวเพลิง’ ที่ตั้งอยู่ในดินแดนแห่งทะเลทรายทางทิศตะวันออก”

“และแก่นแท้แห่งธาตุจิตวิญญาณ… ตำราไม่ได้บอกว่ามันอยู่ที่ไหน ‍มันบอกเพียงแค่ว่า ‘จิตวิญญาณจะนำทางผู้ที่คู่ควรไปสู่แก่นแท้ของตนเอง’”

เอลาริสจ้องมองไปที่แผนที่ เธอรู้ว่าการเดินทางครั้งนี้จะต้องยาวนานและอันตรายยิ่งกว่าครั้งไหนๆ

“เราจะไปที่ไหนกันก่อนดี” ฟาเอลถาม

“เราจะไปที่ถ้ำแห่งพฤกษาเพื่อค้นหาแก่นแท้แห่งธาตุดินก่อน” เอลาริสตัดสินใจ “มันอยู่ใกล้ที่สุด และเราก็ต้องการพลังของธาตุดินเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับตัวเราเอง”

พวกเขาเริ่มเดินทางทันที มุ่งหน้าสู่ป่าลึกทางทิศตะวันตก ​การเดินทางครั้งใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว พร้อมกับความหวังและความกังวลที่ผสมผสานกัน

ตลอดการเดินทาง พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับอุปสรรคมากมาย ทั้งปีศาจที่มาลากอร์ส่งมาตามล่า สัตว์ป่าที่ดุร้าย และสภาพอากาศที่แปรปรวน

แต่เอลาริสและสหายก็ไม่ย่อท้อ พวกเขาช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เอลาริสใช้พลังของคทาและศิลาแห่งแสงนิรันดร์ในการต่อสู้และปกป้องสหาย ​คาเอลใช้ดาบของเขาฟาดฟันปีศาจ ลีออนใช้ความรู้ของเขาในการนำทางและแก้ปริศนา ส่วนฟาเอลก็ใช้ทักษะการยิงธนูและความว่องไวของเขาในการสอดแนมและโจมตีศัตรู

หลายสัปดาห์ผ่านไป ในที่สุดพวกเขาก็เดินทางมาถึงป่าลึกที่แผนที่ชี้บอก ป่านั้นเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ที่เก่าแก่และสูงเสียดฟ้า พืชพรรณที่เขียวขจีและดอกไม้ป่าที่งดงาม อากาศที่นี่บริสุทธิ์และสดชื่น ราวกับว่าความมืดมิดของมาลากอร์ไม่อาจเข้าถึงได้

“ที่นี่แหละ… ​‘ถ้ำแห่งพฤกษา’” ลีออนกล่าว “ดูเหมือนว่าเวทมนตร์โบราณจะปกป้องสถานที่แห่งนี้ไว้”

พวกเขาเดินสำรวจไปตามป่า จนกระทั่งมาถึงทางเข้าถ้ำขนาดใหญ่ที่ถูกปกคลุมไปด้วยเถาวัลย์และมอสสีเขียวชอุ่ม ทางเข้าถ้ำนั้นดูเหมือนจะไม่มีอะไรพิเศษ แต่เอลาริสสัมผัสได้ถึงพลังงานของธาตุดินที่แข็งแกร่งแผ่ออกมาจากที่แห่งนั้น

“เราต้องเข้าไปข้างใน” เอลาริสกล่าว

แต่ก่อนที่พวกเขาจะก้าวเข้าไป เสียงกระซิบที่คุ้นเคยก็ดังก้องขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้มันไม่ใช่เสียงของมาลากอร์ แต่เป็นเสียงที่เย็นชาและเหี้ยมเกรียมของเงาแห่งความสิ้นหวัง ที่ตามมาถึงที่นี่

“เจ้าคิดว่าจะหาแก่นแท้แห่งธาตุดินได้ง่ายๆ หรือ… ผู้อ่อนแอ… ข้าจะหยุดยั้งพวกเจ้าไว้ที่นี่!” เงาแห่งความสิ้นหวังคำราม มันปรากฏกายขึ้นมาจากเงามืด ล้อมรอบตัวพวกเขาไว้

เอลาริสกำคทาแน่น เธอรู้ว่าเธอต้องต่อสู้กับมันอีกครั้ง

แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีเสียงกระซิบอีกเสียงหนึ่งดังก้องขึ้นมาในหัวของเอลาริส มันเป็นเสียงที่อ่อนโยนและอบอุ่น ราวกับเสียงของราชินีเอเธล

‘จงเชื่อมั่นในพลังของเจ้า เอลาริส… จงเชื่อมั่นในธรรมชาติ… จิตวิญญาณของเจ้าคือแก่นแท้ที่แท้จริง’

เอลาริสหลับตาลง เธอพยายามที่จะเชื่อมโยงกับพลังงานของธรรมชาติรอบตัวเธอ พลังงานของต้นไม้ พลังงานของดิน และพลังงานของชีวิตที่บริสุทธิ์

เมื่อเธอเปิดตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตาของเธอไม่ได้เปล่งประกายด้วยแสงสีทองและเงินอีกต่อไป แต่มันกลับเปล่งประกายด้วยแสงสีเขียวอ่อนๆ ที่ส่องสว่างเจิดจ้า ราวกับพลังงานของธรรมชาติได้หลอมรวมเข้ากับเธอ

เอลาริสชูคทาสุริยันจันทราขึ้นเหนือศีรษะ เธอไม่ได้ร่ายเวทมนตร์โจมตี แต่เธอใช้พลังของเธอในการเชื่อมโยงกับธาตุดินรอบตัวเธอ

พื้นดินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ต้นไม้ใหญ่รอบๆ ตัวพวกเขาเริ่มเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว กิ่งก้านของต้นไม้เหล่านั้นพันธนาการเงาแห่งความสิ้นหวังไว้ รากของต้นไม้ชอนไชเข้าสู่พื้นดิน สร้างกำแพงป้องกันรอบตัวพวกเขา

เงาแห่งความสิ้นหวังส่งเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด มันพยายามที่จะหลุดพ้นจากการพันธนาการของต้นไม้ แต่พลังของธรรมชาติแข็งแกร่งเกินกว่าที่มันจะต้านทานได้

“เจ้าไม่อาจเอาชนะพลังของธรรมชาติได้หรอก!” เอลาริสตวาดเสียงก้อง

เงาแห่งความสิ้นหวังค่อยๆ สลายตัวไปในอากาศ เหลือไว้เพียงความว่างเปล่า

เอลาริสหายใจหอบ เธอรู้สึกเหนื่อยล้าอย่างมาก แต่เธอก็สามารถเอาชนะเงาแห่งความสิ้นหวังได้ในที่สุด

“เจ้าทำได้แล้ว เอลาริส!” ฟาเอลอุทานด้วยความดีใจ

“เจ้าใช้พลังของธาตุดินได้แล้ว” ลีออนกล่าวด้วยความชื่นชม

เอลาริสยิ้ม เธอรู้สึกถึงความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นในตัวเธอ เธอรู้ว่าเธอได้ก้าวไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว

พวกเขาเดินเข้าไปในถ้ำแห่งพฤกษา ภายในถ้ำนั้นเต็มไปด้วยพืชพรรณที่แปลกตาและงดงาม มีแสงเรืองรองสีเขียวอ่อนๆ ที่มาจากมอสและพืชเรืองแสงที่ปกคลุมอยู่ตามผนังถ้ำ

ใจกลางถ้ำมีต้นไม้ขนาดใหญ่ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ต้นไม้ต้นนั้นสูงเสียดฟ้า กิ่งก้านของมันแผ่กว้างปกคลุมไปทั่วถ้ำ รากของมันหยั่งลึกเข้าไปในพื้นดิน

ใจกลางของต้นไม้ต้นนั้นมีผลึกสีเขียวมรกตขนาดเท่ากำปั้นมือเปล่งแสงเรืองรองออกมาอย่างงดงาม

“นั่นคือแก่นแท้แห่งธาตุดิน!” เอลาริสอุทาน

เอลาริสเดินเข้าไปใกล้ต้นไม้ เธอสัมผัสได้ถึงพลังงานที่อบอุ่นและเปี่ยมด้วยชีวิตชีวาที่แผ่ออกมาจากผลึกสีเขียวมรกต

เธอค่อยๆ หยิบผลึกสีเขียวมรกตออกมาจากใจกลางของต้นไม้ ทันทีที่เธอถือผลึกนั้นไว้ในมือ พลังงานของธาตุดินก็ไหลทะลักเข้าสู่ร่างของเธอ ทำให้เธอรู้สึกแข็งแกร่งและมั่นคงยิ่งขึ้น

แก่นแท้แห่งธาตุดินได้อยู่ในมือของเอลาริสแล้ว แต่การเดินทางของเธอยังไม่สิ้นสุด ยังมีแก่นแท้แห่งธาตุอีกสี่ชิ้นที่รอคอยการค้นพบ และภัยคุกคามจากมาลากอร์ก็ยังคงอยู่

เอลาริสรู้ว่าเธอต้องเร่งรีบ เธอต้องรวบรวมแก่นแท้แห่งธาตุทั้งห้าให้ได้ ก่อนที่มาลากอร์จะกลับมาแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม และก่อนที่ความมืดมิดจะกลืนกินโลกใบนี้ไปตลอดกาล

การเดินทางครั้งใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจังแล้ว และชะตากรรมของทุกอาณาจักรก็อยู่ในมือของเอลาริสอีกครั้ง

หน้านิยาย
หน้านิยาย
คทาสุริยัน

คทาสุริยัน

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!