ความมืดมิดที่ปกคลุมโลกยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ท้องฟ้าถูกปกคลุมด้วยเมฆทะมึนหนาทึบจนมองไม่เห็นแม้แต่แสงอาทิตย์ ลมพายุพัดกรรโชกอย่างรุนแรง พัดพาเอาฝุ่นทรายและเศษซากปรักหักพังมาด้วยราวกับโลกกำลังจะแตกสลาย นี่คือสัญญาณที่ชัดเจนว่าสุริยคราสแห่งจันทร์คู่กำลังจะมาถึงแล้ว และมาลากอร์กำลังรวบรวมพลังเพื่อปลดปล่อยความมืดมิดสู่ทุกอาณาจักร
เอลาริสและสหายของเธอเดินทางผ่านทะเลทรายที่กว้างใหญ่ไพศาล มุ่งหน้าไปยัง ‘หอคอยแห่งสุริยันจันทรา’ ที่ซึ่งพวกเขาเชื่อว่าจะพบกับคำตอบสุดท้ายของการผนึกมาลากอร์ และเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้ครั้งสุดท้าย
“ข้ารู้สึกได้ถึงพลังที่มหาศาลที่แผ่ซ่านออกมาจากหอคอยแห่งนั้น” ลอร์เดนกล่าวขณะพยุงแว่นตาขึ้น “มันเป็นพลังที่เก่าแก่และทรงอำนาจยิ่งกว่าที่ข้าเคยสัมผัสได้จากที่ไหนมาก่อน”
“ข้าก็รู้สึกได้ถึงมัน” เอลาริสพยักหน้า คทาสุริยันจันทราในมือของเธอเปล่งประกายเจิดจ้ายิ่งกว่าเดิม ตอบสนองต่อพลังงานที่แผ่ซ่านออกมาจากหอคอย “มันเป็นเหมือนแม่เหล็กที่ดึงดูดข้าเข้าไป”
ไครานเดินระวังหลังให้เอลาริส ดาบในมือของเขาถูกชักออกมาจากฝักแล้ว เขาสัมผัสได้ถึงความสั่นสะเทือนของผืนดิน และเสียงของสิ่งมีชีวิตประหลาดที่ดังแว่วมาในความมืด “พวกเราต้องระมัดระวังให้มาก มาลากอร์คงไม่ปล่อยให้เราไปถึงที่นั่นได้ง่ายๆ หรอก”
เฟย์พยักหน้าเห็นด้วย เธอสอดส่องไปรอบทิศทาง คันธนูเตรียมพร้อมในมือ “ข้ารู้สึกเหมือนมีสายตาหลายคู่กำลังจ้องมองเราอยู่”
ในที่สุด พวกเขาก็มาถึงเชิงเขาที่ตั้งของหอคอยแห่งสุริยันจันทรา หอคอยนั้นสูงเสียดฟ้า สร้างจากหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ที่เปล่งแสงเรืองรองในความมืดมิด แม้จะถูกปกคลุมด้วยเถาวัลย์และมอสที่เก่าแก่ แต่ก็ยังคงความสง่างามและความลึกลับเอาไว้
แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาต้องตกตะลึงคือ กองทัพปีศาจจำนวนมหาศาลที่ล้อมรอบหอคอยเอาไว้!
“ไม่จริงน่า…” เอลาริสพึมพำ “พวกมันมาที่นี่ได้อย่างไร?”
“มาลากอร์คงรู้ว่าเรากำลังจะมาที่นี่” ลอร์เดนกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “มันคงต้องการที่จะหยุดเราไม่ให้เข้าไปในหอคอย”
“พวกเราต้องบุกฝ่าเข้าไป” ไครานกล่าวอย่างเด็ดขาด “เราไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว”
“เราจะต่อสู้เคียงข้างท่านเอลาริส” เฟย์กล่าว
เอลาริสมองไปยังกองทัพปีศาจที่ล้อมรอบหอคอย เธอรู้สึกถึงความหวาดกลัวเล็กน้อย แต่ก็รู้สึกถึงความมุ่งมั่นที่แข็งแกร่งกว่า เธอรู้ว่าเธอต้องทำมันให้ได้ เธอจะต้องเข้าไปในหอคอยแห่งสุริยันจันทราให้ได้
“เราจะบุกฝ่าเข้าไป!” เอลาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
การต่อสู้เริ่มต้นขึ้นอย่างดุเดือด ไครานพุ่งเข้าโจมตีปีศาจที่อยู่ด้านหน้าอย่างกล้าหาญ ดาบของเขาสะท้อนแสงวูบวาบในความมืด เขาฟาดฟันเข้าใส่ปีศาจอย่างไม่เกรงกลัว
เฟย์ระดมยิงธนูเข้าใส่ปีศาจจากระยะไกล ธนูแต่ละดอกพุ่งตรงเข้าปักที่หัวใจของปีศาจ ทำให้พวกมันล้มลงกับพื้นอย่างหมดสภาพ
ลอร์เดนใช้เวทมนมนตร์โจมตีปีศาจ เขาปลดปล่อยลูกไฟและสายฟ้าเข้าใส่ปีศาจ ทำให้พวกมันส่งเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด
เอลาริสใช้คทาสุริยันจันทราโจมตีปีศาจ เธอปลดปล่อยลำแสงพลังงาน แสงสีทองและสีเงินเข้าใส่ปีศาจ ทำให้พวกมันสลายหายไปในความมืดมิด
แต่จำนวนของปีศาจนั้นมีมากเกินไป พวกมันพุ่งเข้าโจมตีพวกเขาจากทุกทิศทุกทาง ทำให้พวกเขาต้องตั้งรับอย่างยากลำบาก
“ระวังเอลาริส!” ไครานตะโกนเตือน
ปีศาจตัวหนึ่งพุ่งเข้าโจมตีเอลาริสจากด้านหลัง เอลาริสตั้งรับไม่ทัน แต่ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง คทาสุริยันจันทราในมือของเธอก็เปล่งแสงเจิดจ้า และสร้างโล่พลังงานขึ้นมาโดยอัตโนมัติ โล่พลังงานนั้นแข็งแกร่งพอที่จะป้องกันการโจมตีของปีศาจได้
“สุดยอด!” เฟย์ตะโกน “คทาของท่านมีพลังมากกว่าที่คิด!”
เอลาริสรู้สึกถึงพลังที่มหาศาลที่ไหลเวียนอยู่ในตัวเธอ เธอรู้ว่าเธอสามารถใช้พลังของคทาได้ดีขึ้นกว่าเดิมมาก เธอรวบรวมพลังทั้งหมดที่มีอีกครั้ง ก่อนจะปลดปล่อยคลื่นพลังงานขนาดใหญ่ที่พุ่งเข้าใส่ปีศาจทั้งหมด คลื่นพลังงานนั้นรุนแรงจนทำให้ปีศาจทั้งหมดกระเด็นถอยหลังไปหลายเมตร และบางส่วนก็สลายหายไปในความมืดมิด
แต่ในขณะที่พวกเขากำลังคิดว่าพวกเขาชนะแล้วนั้นเอง ทันใดนั้น เงาขนาดใหญ่ก็พุ่งลงมาจากท้องฟ้า!
“ไม่จริงน่า…” เอลาริสพึมพำ
สิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้าพวกเขาคือ ‘มาลากอร์’ ราชาปีศาจผู้ยิ่งใหญ่ เขามีรูปร่างสูงใหญ่ราวกับภูเขา ผิวหนังของเขาเป็นสีดำสนิท ดวงตาของเขาสีแดงฉานราวกับเปลวไฟแห่งนรก และมีปีกขนาดใหญ่ที่ทำจากเงามืด เขาปลดปล่อยพลังงานความมืดมิดออกมาจากร่างกายของเขาอย่างมหาศาล พลังงานนั้นรุนแรงจนทำให้พื้นดินสั่นสะเทือน และอากาศรอบๆ ก็เย็นยะเยือกจนแทบจะแข็งตัว
“ในที่สุดข้าก็เจอเจ้า… ทายาทแห่งสุริยันจันทรา” มาลากอร์กล่าวด้วยเสียงที่ทุ้มต่ำและน่าสะพรึงกลัว “เจ้าคิดว่าจะมาหยุดข้าได้ง่ายๆ อย่างนั้นหรือ?”
เอลาริสรู้สึกถึงความหวาดกลัวที่เข้าครอบงำเธอ เธอไม่เคยเจอศัตรูที่แข็งแกร่งขนาดนี้มาก่อน มาลากอร์แข็งแกร่งกว่าที่เธอจินตนาการไว้มาก
“ข้าจะหยุดเจ้าให้ได้!” เอลาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ แต่ก็เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
มาลากอร์หัวเราะ “เจ้ายังเด็กนัก ยังอ่อนหัดนัก เจ้าไม่มีทางเอาชนะข้าได้หรอก”
เขาชี้มือมาที่เอลาริส พลังงานสีดำมืดก็พุ่งออกมาจากปลายนิ้วของเขา พลังงานนั้นรุนแรงและเย็นยะเยือก ราวกับความมืดมิดที่กำลังจะกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่าง
เอลาริสยกคทาสุริยันจันทราขึ้น แสงสีทองและสีเงินก็พวยพุ่งออกมาจากคทา ปะทะเข้ากับพลังงานสีดำมืดของมาลากอร์ เกิดเป็นคลื่นพลังงานที่รุนแรงจนทำให้พื้นดินสั่นสะเทือน และอากาศรอบๆ ก็ถูกฉีกเป็นชิ้นๆ
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด มาลากอร์เป็นศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าที่เธอเคยเจอมา เขาเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็วและว่องไว และพลังของเขาก็ร้ายกาจเกินกว่าที่เธอจะจินตนาการได้
เอลาริสต้องใช้พลังทั้งหมดที่มีเพื่อต่อกรกับเขา เธอใช้ลำแสงพลังงาน แสงสีทองและสีเงินเพื่อโจมตีเขา และใช้โล่พลังงานเพื่อป้องกันตัวเอง แต่มาลากอร์ก็สามารถหลบหลีกและโจมตีกลับมาได้อย่างรวดเร็ว
ไคราน เฟย์ และลอร์เดนพยายามที่จะช่วยเอลาริส แต่พลังของมาลากอร์นั้นมหาศาลเกินกว่าที่พวกเขาจะต่อกรได้ พวกเขาถูกโจมตีจนกระเด็นถอยหลังไปหลายเมตร และบางส่วนก็บาดเจ็บสาหัส
“พวกเจ้าอ่อนแอเกินไป!” มาลากอร์หัวเราะ “เจ้าคิดว่าจะมาหยุดข้าได้งั้นหรือ?”
เอลาริสรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่เข้าครอบงำเธอ เธอเห็นเพื่อนๆ ของเธอต้องบาดเจ็บเพราะเธอ ความรู้สึกผิดเข้าครอบงำเธอ เธอไม่สามารถให้อภัยตัวเองได้ที่ปล่อยให้เพื่อนของเธอต้องบาดเจ็บเพราะเธอ
เธอรวบรวมพลังทั้งหมดที่มีอีกครั้ง คทาสุริยันจันทราในมือของเธอเปล่งประกายเจิดจ้ายิ่งกว่าที่เคยเป็นมา เธอชี้คทาไปที่มาลากอร์ แสงสีทองและสีเงินพวยพุ่งออกมาจากคทา ผสมผสานกันเป็นลำแสงพลังงานขนาดใหญ่ที่พุ่งเข้าใส่มาลากอร์อย่างไม่ยั้ง
ลำแสงพลังงานนั้นปะทะเข้ากับมาลากอร์อย่างจัง ทำให้เขาส่งเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ร่างของเขากระเด็นถอยหลังไปหลายเมตร และพลังงานความมืดมิดที่ปกคลุมเขาก็เริ่มจางหายไป
มาลากอร์ล้มลงกับพื้นอย่างหมดสภาพ เขามองเอลาริสด้วยความตกใจและหวาดกลัว “เป็นไปไม่ได้… เจ้า… เจ้ามีพลังขนาดนี้ได้อย่างไร?”
เอลาริสรู้สึกถึงความเหนื่อยล้าที่เข้าครอบงำเธอ แต่เธอก็รู้สึกถึงความภาคภูมิใจที่เธอสามารถเอาชนะมาลากอร์ได้ เธอรู้ว่าพลังของเธอไม่ได้อยู่ที่การทำลาย แต่เป็นการปกป้อง
แต่ในขณะที่เอลาริสกำลังจะเข้าไปจัดการกับมาลากอร์นั้นเอง ทันใดนั้น มาลากอร์ก็หัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง
“เจ้าคิดว่าจะชนะข้าอย่างนั้นหรือ?” มาลากอร์กล่าว “เจ้ายังไม่รู้ถึงพลังที่แท้จริงของความมืดมิด!”
เขาปลดปล่อยพลังงานความมืดมิดออกมาจากร่างกายของเขาอีกครั้ง คราวนี้พลังงานนั้นรุนแรงยิ่งกว่าเดิมหลายเท่า มันไม่ใช่แค่พลังงานที่รุนแรง แต่เป็นพลังงานที่ดูดกลืนทุกสิ่งทุกอย่างเข้าสู่ความมืดมิด
เอลาริสรู้สึกถึงความหวาดกลัวที่เข้าครอบงำเธอ เธอไม่เคยเจอพลังที่ร้ายกาจขนาดนี้มาก่อน เธอรู้สึกเหมือนร่างกายของเธอกำลังจะถูกดูดกลืนเข้าสู่ความมืดมิด
“ไม่!” เอลาริสตะโกน “ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าทำลายโลกใบนี้!”
เธอรวบรวมพลังทั้งหมดที่มีอีกครั้ง คทาสุริยันจันทราในมือของเธอเปล่งประกายเจิดจ้ายิ่งกว่าที่เคยเป็นมา เธอชี้คทาไปที่มาลากอร์ แสงสีทองและสีเงินพวยพุ่งออกมาจากคทา ผสมผสานกันเป็นลำแสงพลังงานขนาดใหญ่ที่พุ่งเข้าใส่มาลากอร์อย่างไม่ยั้ง
ลำแสงพลังงานนั้นปะทะเข้ากับมาลากอร์อย่างจัง เกิดเป็นคลื่นพลังงานที่รุนแรงจนทำให้พื้นดินสั่นสะเทือน และอากาศรอบๆ ก็ถูกฉีกเป็นชิ้นๆ
มาลากอร์ส่งเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ร่างของเขากระเด็นถอยหลังไปหลายเมตร และพลังงานความมืดมิดที่ปกคลุมเขาก็เริ่มจางหายไป
แต่ในขณะที่มาลากอร์กำลังจะสลายหายไปนั้นเอง ทันใดนั้น เขาก็ใช้พลังสุดท้ายของเขาเพื่อสร้างม่านพลังงานสีดำมืดขึ้นมา ม่านพลังงานนั้นแข็งแกร่งพอที่จะป้องกันการโจมตีของเอลาริสได้
“เจ้ายังไม่ชนะหรอก… ทายาทแห่งสุริยันจันทรา” มาลากอร์กล่าวด้วยเสียงที่ทุ้มต่ำและน่าสะพรึงกลัว “สุริยคราสแห่งจันทร์คู่กำลังจะมาถึงแล้ว… และเมื่อถึงเวลานั้น… โลกนี้จะตกเป็นของข้า!”
มาลากอร์หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ก่อนที่เขาจะหายตัวไปในความมืดมิด เหลือไว้แต่เพียงม่านพลังงานสีดำมืดที่ยังคงล้อมรอบหอคอยแห่งสุริยันจันทราเอาไว้
เอลาริสรู้สึกถึงความเหนื่อยล้าที่เข้าครอบงำเธอ เธอทรุดตัวลงกับพื้นอย่างหมดแรง เธอรู้ว่าเธอไม่สามารถหยุดมาลากอร์ได้ในตอนนี้ แต่เธอก็รู้ว่าเธอจะต้องหาทางเข้าไปในหอคอยแห่งสุริยันจันทราให้ได้ เพื่อค้นหาคำตอบสุดท้าย และเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้ครั้งสุดท้าย

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก