สุริยคราสแห่งจันทร์คู่กำลังจะมาถึงแล้ว ท้องฟ้าถูกปกคลุมด้วยเมฆทะมึนหนาทึบจนมองไม่เห็นแม้แต่ดวงดาว ลมพายุพัดกรรโชกอย่างรุนแรง พัดพาเอาฝุ่นทรายและเศษซากปรักหักพังมาด้วยราวกับโลกกำลังจะแตกสลาย ความมืดมิดเข้าครอบคลุมทุกอาณาจักร ผู้คนต่างหวาดกลัวและสิ้นหวัง เพราะรู้ว่าเวลาแห่งการพิพากษากำลังจะมาถึง
เอลาริสและสหายของเธอเดินทางผ่านดินแดนที่บัดนี้กลายเป็นซากปรักหักพัง ผู้คนต่างวิ่งหนีเอาชีวิตรอดจากปีศาจที่ออกมาอาละวาดตามท้องถนน เสียงกรีดร้องและเสียงแห่งความหวาดกลัวดังระงมไปทั่วทุกหนแห่ง
“นี่มัน… โลกกำลังจะแตกสลายอย่างนั้นหรือ?” เฟย์พึมพำ น้ำเสียงเจือความหวาดหวั่น ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบทิศทางอย่างสิ้นหวัง
“เราต้องหยุดมาลากอร์ให้ได้” เอลาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น คทาสุริยันจันทราในมือของเธอเปล่งประกายเจิดจ้ายิ่งกว่าเดิม เป็นเหมือนความหวังเดียวในความมืดมิด
ลอร์เดนกวาดสายตามองไปรอบๆ “ตามคำทำนายของออโรร่า มาลากอร์จะปรากฏตัวขึ้นที่ ‘วิหารแห่งราตรีไร้ดาว’ ซึ่งเป็นสถานที่ที่เก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในโลก”
“แล้ววิหารแห่งราตรีไร้ดาวอยู่ที่ไหน?” ไครานถาม
“มันอยู่บนยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก” ลอร์เดนตอบ “เป็นสถานที่ที่เข้าถึงยากมาก และถูกปกคลุมด้วยเวทมนตร์ดำที่ร้ายกาจที่สุด”
“เราต้องไปที่นั่นให้เร็วที่สุด” เอลาริสกล่าว “สุริยคราสกำลังจะมาถึงแล้ว”
พวกเขาเดินทางต่อไป มุ่งหน้าไปยังวิหารแห่งราตรีไร้ดาว หนทางข้างหน้าเต็มไปด้วยอันตราย พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับปีศาจจำนวนมหาศาลที่ออกมาอาละวาดตามท้องถนน และต้องผ่านดินแดนที่ถูกทำลายจนไม่เหลือเค้าเดิม
แต่พวกเขาก็ไม่ยอมแพ้ พวกเขารู้ว่าพวกเขาคือความหวังสุดท้ายของโลกใบนี้ และพวกเขาจะต้องทำมันให้ได้
ในที่สุด พวกเขาก็มาถึงเชิงเขาที่ตั้งของวิหารแห่งราตรีไร้ดาว วิหารนั้นสูงเสียดฟ้า สร้างจากหินอ่อนสีดำสนิทที่เปล่งแสงเรืองรองในความมืดมิด มันดูน่าเกรงขามและลึกลับ ราวกับเป็นประตูสู่มิติอื่น
แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาต้องตกตะลึงคือ ‘มาลากอร์’ ที่ยืนอยู่บนยอดวิหาร ร่างของเขาสูงใหญ่ราวกับภูเขา ดวงตาของเขาสีแดงฉานราวกับเปลวไฟแห่งนรก และมีปีกขนาดใหญ่ที่ทำจากเงามืด เขาปลดปล่อยพลังงานความมืดมิดออกมาจากร่างกายของเขาอย่างมหาศาล พลังงานนั้นรุนแรงจนทำให้พื้นดินสั่นสะเทือน และอากาศรอบๆ ก็เย็นยะเยือกจนแทบจะแข็งตัว
“ในที่สุดพวกเจ้าก็มาถึง… ทายาทแห่งสุริยันจันทรา” มาลากอร์กล่าวด้วยเสียงที่ทุ้มต่ำและน่าสะพรึงกลัว “ข้ารอคอยพวกเจ้ามานานแสนนาน”
เอลาริสรู้สึกถึงความหวาดกลัวที่เข้าครอบงำเธอ มาลากอร์แข็งแกร่งกว่าที่เธอเคยเจอมาหลายเท่า และพลังของเขาก็ร้ายกาจเกินกว่าที่เธอจะจินตนาการได้
“ข้าจะหยุดเจ้าให้ได้!” เอลาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
“โฮะๆๆๆ” มาลากอร์หัวเราะ “เจ้าคิดว่าจะหยุดข้าได้งั้นหรือ? เจ้ายังเด็กนัก ยังอ่อนหัดนัก”
ทันใดนั้นเอง ท้องฟ้าที่ถูกปกคลุมด้วยเมฆทะมึนก็เริ่มเคลื่อนตัวออกไปอย่างช้าๆ เผยให้เห็นดวงจันทร์สองดวงที่ส่องแสงเจิดจ้าอยู่บนท้องฟ้า!
“สุริยคราสแห่งจันทร์คู่!” เอลาริสอุทาน
แสงของดวงจันทร์ทั้งสองส่องลงมายังวิหารแห่งราตรีไร้ดาว ทำให้วิหารเปล่งแสงสีม่วงเข้มที่งดงาม แต่ก็แฝงไว้ด้วยความน่าสะพรึงกลัว
มาลากอร์ส่งเสียงคำรามด้วยความยินดี “ในที่สุดก็ถึงเวลาแล้ว! เวลาที่ข้าจะได้ปลดปล่อยความมืดมิดสู่ทุกอาณาจักร!”
เขาปลดปล่อยพลังงานความมืดมิดออกมาจากร่างกายของเขาอย่างมหาศาล พลังงานนั้นรุนแรงจนทำให้พื้นดินสั่นสะเทือน และอากาศรอบๆ ก็ถูกฉีกเป็นชิ้นๆ
เอลาริสรู้ว่าเธอไม่มีเวลาให้ลังเลอีกต่อไป เธอจะต้องทำมันให้ได้ ไม่ว่าจะต้องแลกมาด้วยอะไรก็ตาม
เธอชี้คทาสุริยันจันทราขึ้นไปบนท้องฟ้า แสงสีทองและสีเงินพวยพุ่งออกมาจากคทา ผสมผสานกันเป็นลำแสงพลังงานขนาดใหญ่ที่พุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า
ลำแสงพลังงานนั้นปะทะเข้ากับแสงของดวงจันทร์ทั้งสอง เกิดเป็นคลื่นพลังงานที่รุนแรงจนทำให้พื้นดินสั่นสะเทือน และอากาศรอบๆ ก็ถูกฉีกเป็นชิ้นๆ
เอลาริสรู้สึกถึงพลังที่มหาศาลที่ไหลเวียนอยู่ในตัวเธอ เธอรู้สึกว่าเธอพร้อมแล้วที่จะเผชิญหน้ากับโชคชะตาที่รออยู่
“เราจะช่วยท่านเอลาริส!” ไคราน เฟย์ และลอร์เดนตะโกน พวกเขายืนอยู่เคียงข้างเอลาริส พร้อมที่จะต่อสู้เคียงข้างเธอจนถึงที่สุด
เอลาริสพยักหน้า เธอรู้ว่าเธอไม่ได้อยู่เพียงลำพัง เธอมีเพื่อนๆ

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก