เปลือกตาที่หนักอึ้งค่อย ๆ ขยับ กะพริบถี่ ๆ เพื่อปรับให้ชินกับแสงสว่างที่ค่อย ๆ สาดส่องเข้ามาในดวงตา ภาพแรกที่เห็นคือเพดานสีขาวสะอาดตา ปราศจากร่องรอยของเขม่าควันหรือรอยเลือดใด ๆ กลิ่นยาฆ่าเชื้อจาง ๆ ลอยแตะปลายจมูก สลับกับกลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่คุ้นเคย… กลิ่นของอรุณี
กวินพยายามจะขยับตัว แต่ความเจ็บปวดแปลบแล่นไปตามกล้ามเนื้อที่ยังอ่อนแรงราวกับถูกฉีกขาด เขายังคงรู้สึกถึงสายระโยงระยางที่เชื่อมต่อเข้ากับร่างกาย มีสายน้ำเกลือที่แขน และเครื่องวัดสัญญาณชีพที่ปลายนิ้ว ความรู้สึกหนักอึ้งในอกที่เคยเป็นดั่งเงาตามติดตัวมานานแสนนานยังคงเบาบางลงอย่างน่าประหลาด ราวกับมีบางสิ่งถูกปลดเปลื้องออกไป ไม่ใช่ทั้งหมด แต่มากพอที่จะทำให้ลมหายใจเบาขึ้น และความคิดกระจ่างขึ้น
เขาหันศีรษะไปทางขวาอย่างเชื่องช้า ดวงตาที่ยังพร่ามัวค่อยๆ โฟกัส ภาพของอรุณีปรากฏขึ้น หญิงสาวกำลังหลับอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียง มือข้างหนึ่งของเธอยังคงกอบกุมมือของเขาไว้หลวมๆ ใบหน้าของเธอซูบซีดเล็กน้อย ใต้ดวงตามีรอยคล้ำจางๆ บ่งบอกถึงความอ่อนล้า แต่ร่องรอยของความกังวลและทุกข์ทรมานที่เคยเห็นในช่วงที่ผ่านมาดูจะจางลงไปมากแทนที่ด้วยความสงบที่มาพร้อมกับการผ่อนคลาย
กวินมองใบหน้าอ่อนเยาว์นั้นเนิ่นนาน ความรู้สึกผิดและความรักผุดขึ้นในใจพร้อมๆ กัน เธอต้องผ่านอะไรมาบ้าง เขาไม่รู้แน่ชัด แต่เขารู้ว่าเธอต้องเป็นห่วงเขามากแค่ไหน เขานึกย้อนไปถึงภาพสุดท้ายก่อนที่สติจะดับวูบไป ภาพที่เธอตะโกนเรียกชื่อเขา ภาพที่เธอพยายามจะเอื้อมมือมาหาเขาท่ามกลางเปลวเพลิงและควันไฟ
เขาขยับนิ้วโป้งเบาๆ ลูบไปบนหลังมือของเธอ แผ่วเบาราวกับกลัวว่าจะไปรบกวนการนอนของเธอ
อรุณีรู้สึกตัวทันที ดวงตาของเธอเปิดขึ้นช้าๆ ก่อนจะเบิกกว้างเมื่อเห็นว่ากวินกำลังมองเธออยู่ แววตาของเธอเต็มไปด้วยความประหลาดใจ ความโล่งใจ และน้ำตาที่เอ่อคลอ
“กวิน…” เสียงของเธอแหบพร่า ราวกับไม่ได้พูดมานาน หรือพูดไม่ออกด้วยความตื้นตันใจ เธอดึงมือออกจากมือเขา แล้วยกขึ้นมาป้องปากตัวเอง น้ำตาไหลรินลงมาเป็นทาง
กวินพยายามจะยิ้มให้เธอ แต่กล้ามเนื้อใบหน้ายังคงเกร็งและเจ็บปวด เขาพยายามเปล่งเสียงออกมา “อะ… รุ…”
“ไม่ต้องพูดอะไรเลยค่ะ” อรุณีรีบพูด เธอโน้มตัวเข้ามาใกล้ วางมืออีกข้างลงบนหน้าผากของเขาเบาๆ “คุณปลอดภัยแล้วนะ… ปลอดภัยแล้วจริงๆ”
ความจริงที่ว่าเขาปลอดภัยแล้ว กระแทกเข้ามาในความรู้สึกของกวินพร้อมกับถ้อยคำของเธอ เขาจำได้ว่าตัวเองรู้สึกเหมือนกำลังจะตายอยู่หลายครั้งในช่วงภารกิจครั้งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวินาทีสุดท้ายที่เขาสลบไป เขาคิดว่านั่นคือจุดจบ เขาคิดว่าเขาจะไม่ฟื้นขึ้นมาอีกแล้ว แต่เขาก็อยู่ที่นี่ ที่นี่กับอรุณี
“ทีม…?” กวินพยายามถามอีกครั้ง เสียงของเขายังคงแหบพร่าและเบาจนแทบไม่ได้ยิน
อรุณีเช็ดน้ำตาออก แล้วบีบมือเขาเบาๆ “ปลอดภัยค่ะ ทุกคนปลอดภัยดี สังคมเองก็ปลอดภัย… เขาบาดเจ็บเล็กน้อย แต่ตอนนี้ฟื้นตัวดีแล้ว”
กวินพยักหน้าเล็กน้อย ความรู้สึกโล่งใจอีกระลอกหนึ่งถาโถมเข้ามา เขาไม่ได้ทำผิดพลาดอีกแล้ว เขาไม่ได้ทิ้งใครไว้ข้างหลังอีกแล้ว ครั้งนี้เขาทำสำเร็จ เขานำพาทุกคนกลับมาได้สำเร็จ แม้ว่าตัวเขาเองจะต้องแลกมาด้วยบาดแผลสาหัสก็ตาม
“นาน… เท่าไหร่?” เขาถามอีก
อรุณีมองเขาด้วยแววตาอ่อนโยน “คุณหลับไปสามวันเต็มๆ ค่ะ หมอบอกว่าคุณผ่านช่วงวิกฤตมาแล้ว แค่ต้องพักฟื้นร่างกายให้แข็งแรง”
สามวัน… กวินพยายามประมวลผลข้อมูล เขาสูญเสียเวลาไปถึงสามวัน แต่ความรู้สึกของการนอนหลับนั้นช่างล้ำลึกและไร้ความฝัน ราวกับถูกดึงลงไปสู่ห้วงลึกที่ไม่มีก้นบึ้ง ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับสภาพจิตใจของเขาในขณะนั้น
“ภารกิจ…?” กวินถามอีกครั้ง นี่คือคำถามที่สำคัญที่สุดในใจเขา
อรุณีลังเลเล็กน้อย ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้น “เราทำสำเร็จค่ะ… อาวุธชีวภาพถูกทำลาย สารพิษถูกทำให้เป็นกลาง ฐานทัพขององค์กรถูกทำลายลงทั้งหมด… ไม่มีภัยคุกคามจากอาวุธชีวภาพที่พวกมันสร้างขึ้นมาอีกแล้ว”
ถ้อยคำนั้นราวกับเป็นยาชั้นดีที่ไหลซึมเข้าไปในกระแสเลือดของกวิน ความรู้สึกโล่งเบาที่เคยมีอยู่แล้วนั้นทวีความรุนแรงขึ้นเป็นทบเท่าทวีคูณ มันไม่ใช่แค่การรอดชีวิต แต่มันคือการทำสำเร็จ เขาสามารถหยุดยั้งหายนะที่อาจจะทำลายล้างโลกได้จริง เขาสามารถพิสูจน์ตัวเองได้จริง เขาก้มหน้าลงเล็กน้อย พยายามกลั้นน้ำตาที่เอ่อคลอขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ ความรู้สึกของศักดิ์ศรีที่เคยสูญหายไปนานแสนนาน กำลังกลับคืนมาอย่างช้าๆ แต่ชัดเจน
“ดีใจด้วยนะคะ” อรุณีพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน เธอเช็ดน้ำตาที่ไหลลงมาจากหางตาของเขาเบาๆ “คุณทำได้แล้ว คุณกวิน คุณช่วยโลกได้แล้วจริงๆ”
คำพูดของอรุณีทำให้เขารู้สึกเหมือนได้รับรางวัลอันล้ำค่าที่สุด ไม่ใช่คำชมเชยจากผู้บังคับบัญชา ไม่ใช่เหรียญกล้าหาญ แต่เป็นความเข้าใจและการยอมรับจากคนที่อยู่เคียงข้างเขาเสมอมา
“แต่…” อรุณีเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง สีหน้าของเธอเปลี่ยนเป็นจริงจังอีกครั้ง “มันยังไม่จบแค่นั้นค่ะ”
กวินเงยหน้าขึ้นมองเธอ แววตาของเขาเต็มไปด้วยคำถาม
“พวกเรา… พวกเราพบหลักฐานบางอย่าง” อรุณีพูดเสียงเบาลง ราวกับกลัวว่าจะมีใครได้ยิน “หลักฐานที่ชี้ว่ามีคนทรยศอยู่ในหน่วยงานของเราเอง คนที่ให้ข้อมูลกับองค์กรก่อการร้ายมาตลอด”
ความรู้สึกโล่งใจที่เคยมีอยู่เมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา ความหนาวเย็นที่แผ่ซ่านเข้ามาในกระดูกสันหลังแทนที่ความอบอุ่น กวินเคยสงสัยเรื่องนี้มาตลอด ตั้งแต่ตอนที่ภารกิจแรกๆ ของพวกเขาดูเหมือนจะถูกคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า แต่เขาไม่เคยมีหลักฐานที่แน่ชัด
“ใคร…?” เสียงของกวินแหบพร่า แทบจะเป็นกระซิบ
อรุณีส่ายหน้า “เรายังไม่รู้แน่ชัดค่ะ แต่หลักฐานชี้ไปที่ระดับสูง… เป็นคนที่เราไว้วางใจมาตลอด”
คำว่า “ระดับสูง” ทำให้กวินใจหล่นวูบ เขาเริ่มทบทวนเหตุการณ์ทั้งหมดที่ผ่านมา เขาพยายามนึกว่าใครที่เขาสามารถเชื่อมโยงกับเรื่องนี้ได้ หัวของเขายังคงหมุนวนด้วยความอ่อนแรง แต่ความคิดของเขากลับทำงานอย่างรวดเร็ว
“คุณพยัคฆ์…?” กวินเอ่ยชื่อที่ผุดขึ้นมาในใจ
อรุณีมองเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความกังวล “ท่านผู้อำนวยการธนินทร์กำลังสอบสวนเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดค่ะ ท่านสั่งให้ปิดเป็นความลับสูงสุด จนกว่าจะจับตัวคนทรยศได้”
ความรู้สึกสับสนและความไม่ไว้วางใจเริ่มกัดกินเข้ามาในจิตใจของกวินอีกครั้ง แม้จะมีความรู้สึกโล่งเบาจากการทำภารกิจสำเร็จ แต่ความจริงอันเลวร้ายนี้กลับเข้ามาแทนที่ การทรยศหักหลังในหมู่พวกพ้องเดียวกันนั้นเจ็บปวดกว่าบาดแผลทางกายหลายเท่า
ในขณะนั้นเอง เสียงประตูเปิดออก ธนินทร์เดินเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ข้างหลังเขามีหมอประจำหน่วยงานที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าทีมแพทย์เดินตามมาด้วย
“กวิน! ดีใจที่นายฟื้นแล้ว” ธนินทร์พูดด้วยน้ำเสียงจริงจังแต่แฝงด้วยความโล่งใจ เขายืนอยู่ข้างเตียง มองลงมาที่กวินด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา
“ท่านผู้อำนวยการ” กวินพยายามจะขยับตัวทำความเคารพ แต่ธนินทร์ยกมือห้ามไว้
“ไม่ต้องหรอก กวิน นายยังบาดเจ็บอยู่” ธนินทร์หันไปทางอรุณี “อรุณี เธอไปพักเถอะ ฉันจะอยู่คุยกับกวินเอง”
อรุณีมองหน้าธนินทร์สลับกับกวิน ก่อนจะพยักหน้าอย่างช้าๆ “ค่ะท่านผู้อำนวยการ” เธอหันมาบีบมือของกวินเบาๆ อีกครั้ง ก่อนจะเดินออกไปจากห้องอย่างเงียบเชียบ ทิ้งให้กวินอยู่กับธนินทร์และหมอ
หมอเข้ามาตรวจร่างกายกวินอย่างละเอียด ตรวจวัดสัญญาณชีพต่างๆ และพูดคุยถึงอาการของเขา กวินพยายามตอบคำถามอย่างตั้งใจ แต่ใจของเขากลับจดจ่ออยู่กับธนินทร์ เขาอยากรู้ว่าอรุณีพูดเรื่องจริงแค่ไหน และมันร้ายแรงเพียงใด
หลังจากที่หมอตรวจเสร็จและเดินออกไปแล้ว ธนินทร์ก็หันกลับมาหากวิน ใบหน้าของเขาดูเหนื่อยล้าและเต็มไปด้วยความกังวล
“ฉันรู้ว่าเธอคุยอะไรกับอรุณี” ธนินทร์เริ่มพูด “และใช่… มันเป็นเรื่องจริง”
กวินมองธนินทร์ด้วยความคาดหวัง
“เราพบหลักฐานที่ชัดเจนว่ามีหนอนบ่อนไส้ในหน่วยงานของเราจริงๆ” ธนินทร์พูดเสียงทุ้มต่ำ “ข้อมูลของพวกเราถูกรั่วไหลไปตลอด และมันเป็นสาเหตุที่ทำให้พวกเราต้องเจออุปสรรคมากมายในภารกิจนี้”
“ใครครับ?” กวินถามอีกครั้ง น้ำเสียงของเขาเริ่มหนักแน่นขึ้น แม้ร่างกายจะยังอ่อนแอ แต่จิตใจของเขาเริ่มกลับมาเป็นนักรบอีกครั้ง
ธนินทร์จ้องมองเข้าไปในดวงตาของกวินอย่างลึกซึ้ง “เรายังไม่สามารถระบุตัวตนได้แน่ชัด แต่หลักฐานชี้ไปที่คนใกล้ตัว… คนที่ฉันไม่เคยคิดมาก่อน”
“คุณสงสัยใครครับ?” กวินไม่ลดละ
ธนินทร์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ “มันเป็นคนที่ฉันเชื่อใจมาตลอด กวิน” เขาเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังตัดสินใจว่าจะบอกหรือไม่ “ฉันสงสัย… พยัคฆ์”
คำตอบนั้นทำให้กวินรู้สึกเหมือนถูกกระแทกเข้าที่หน้าอก ความสงสัยที่เขามีเมื่อครู่ถูกยืนยันโดยตรงจากธนินทร์ พยัคฆ์… ผู้ชายที่เป็นเหมือนพี่ชายและผู้บังคับบัญชาที่เขานับถือมาตลอด เป็นคนที่คอยปกป้องเขาตอนที่เขากำลังตกต่ำที่สุด
“ไม่จริง…” กวินพึมพำ “คุณพยัคฆ์ไม่น่าจะทำเรื่องแบบนี้ได้”
“ฉันก็หวังว่าจะเป็นอย่างนั้น” ธนินทร์ตอบด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด “แต่หลักฐานมันมัดตัวเกินไป กวิน… เราพบรหัสผ่านที่พยัคฆ์ใช้ในการเข้าถึงข้อมูลลับบางอย่าง ที่เป็นข้อมูลเดียวกับที่ถูกส่งไปให้องค์กรก่อการร้าย”
กวินนิ่งเงียบไป เขาพยายามประมวลผลข้อมูลทั้งหมดที่ได้รับในเวลาอันสั้น ความจริงที่ว่าพยัคฆ์อาจจะเป็นคนทรยศนั้นยากเกินกว่าจะยอมรับ มันเหมือนกับการถูกหักหลังโดยครอบครัวเดียวกัน
“เขาอยู่ที่ไหนครับ?” กวินถาม
ธนินทร์ส่ายหน้า “เขาหายตัวไป กวิน หลังจากการโจมตีฐานขององค์กรก่อการร้าย เขาก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย เราค้นหามาตลอดสามวันที่ผ่านมา แต่ไม่พบเขา”
ความรู้สึกเย็นยะเยือกแล่นไปทั่วร่างของกวิน การหายตัวไปของพยัคฆ์ยิ่งตอกย้ำความสงสัย ธนินทร์พูดต่อด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นขึ้น
“นี่คือเหตุผลที่ฉันต้องการให้นายฟื้นตัวโดยเร็วที่สุด กวิน” ธนินทร์มองกวินอย่างจริงจัง “เราต้องการให้นายเป็นคนนำทีมชุดใหม่เพื่อตามล่าพยัคฆ์ และเปิดโปงความจริงทั้งหมด”
กวินมองธนินทร์ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่กลับมาอีกครั้ง เขาไม่เคยคิดว่าเขาจะต้องมาเผชิญหน้ากับคนที่เคยเป็นเหมือนพี่ชายของเขาเอง แต่ถ้าพยัคฆ์คือคนทรยศจริง และเขาคือคนที่ทำให้เพื่อนร่วมทีมของเขาต้องตกอยู่ในอันตราย เขาก็พร้อมที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อเปิดโปงความจริง
“ผมพร้อมครับท่านผู้อำนวยการ” กวินตอบด้วยน้ำเสียงที่มั่นคง “เมื่อไหร่ที่ผมพร้อม ผมจะไปตามล่าเขาเอง”
ธนินทร์พยักหน้า “ดีมาก กวิน ฉันรู้ว่าฉันสามารถพึ่งพานายได้เสมอ” เขาลดสายตาลงเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่เบาลง “แต่มีอีกเรื่องหนึ่งที่ฉันต้องบอกนาย… เรื่องที่อาจจะทำให้สถานการณ์ทั้งหมดนี้ซับซ้อนยิ่งขึ้น”
กวินจ้องมองธนินทร์อย่างรอคอย หัวใจของเขาเต้นรัวอย่างไม่เป็นจังหวะ เขาอดสงสัยไม่ได้ว่ามีอะไรที่เลวร้ายกว่าการที่พยัคฆ์เป็นคนทรยศอีก
ธนินทร์เงยหน้าขึ้นมองกวินอีกครั้ง แววตาของเขาเต็มไปด้วยความหนักใจและมืดมิด ราวกับกำลังจะบอกข่าวร้ายที่สุด
“เราได้รับรายงานข่าวกรองล่าสุด” ธนินทร์กล่าว “ว่าก่อนที่ฐานขององค์กรก่อการร้ายจะถูกทำลายลงทั้งหมด พยัคฆ์… เขากำลังติดต่อกับกลุ่มผู้ก่อการร้ายอีกกลุ่มหนึ่ง… กลุ่มที่อันตรายยิ่งกว่า กลุ่มที่มีชื่อว่า… ฟินิกซ์”
กวินรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน ฟินิกซ์… เขาเคยได้ยินชื่อนี้มาบ้าง เป็นกลุ่มลึกลับที่อยู่เบื้องหลังการก่อการร้ายข้ามชาติมาหลายครั้ง แต่ไม่เคยมีใครระบุตัวตนผู้นำหรือฐานที่มั่นของมันได้
“พวกเขาแข็งแกร่งกว่าองค์กรเดิมหลายเท่า” ธนินทร์พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “และถ้าพยัคฆ์ไปร่วมมือกับฟินิกซ์จริง… เรากำลังจะเผชิญหน้ากับศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดเท่าที่เราเคยเจอมา”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้อง หัวใจของกวินบีบรัดอย่างแรง ความรู้สึกโล่งเบาที่เคยมีอยู่นั้นมลายหายไปจนหมดสิ้น แทนที่ด้วยความหนักอึ้งและภาระอันใหญ่หลวงที่กำลังจะมาถึง เขาพึ่งจะรอดตายมาหมาดๆ แต่ตอนนี้เขากลับต้องเผชิญหน้ากับภัยคุกคามที่ใหญ่หลวงกว่าเดิมหลายเท่า และศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดอาจจะเป็นคนที่เขาเคยเชื่อใจมากที่สุด
กวินหลับตาลงช้าๆ พยายามรวบรวมสติและพละกำลังทั้งหมดที่เหลืออยู่ เขารู้สึกถึงความอ่อนแอทางกาย แต่จิตวิญญาณของนักรบในตัวเขากำลังถูกปลุกให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง เขาจะต้องแข็งแกร่งกว่าเดิม เขาจะต้องฉลาดกว่าเดิม และเขาจะต้องไม่ผิดพลาดอีกแล้ว
เมื่อเขาลืมตาขึ้น ธนินทร์ยังคงยืนจ้องมองเขาอยู่ กวินเห็นแววตาของความคาดหวังและคำขอร้องในดวงตาของผู้อำนวยการ
“ฟินิกซ์… จะต้องถูกหยุด” กวินพูดเสียงทุ้มต่ำ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นอันแรงกล้า “ไม่ว่าจะต้องแลกมาด้วยอะไรก็ตาม”
ธนินทร์พยักหน้าอย่างช้าๆ “ใช่ กวิน แต่เรามีเวลาไม่มาก” เขาเดินมาหยุดอยู่ข้างเตียงกวิน มองหน้าเขาอย่างจริงจัง “เรามีเบาะแสว่าฟินิกซ์กำลังวางแผนโจมตีครั้งใหญ่… ครั้งที่อาจจะทำให้โลกตกอยู่ในความโกลาหลอย่างแท้จริง และเราเชื่อว่าพยัคฆ์คือคนที่รู้รายละเอียดทั้งหมด”
กวินกำมือแน่น ความรู้สึกของความรับผิดชอบถาโถมเข้ามาอีกครั้ง แต่คราวนี้มันไม่ใช่ความกลัว แต่เป็นความตั้งใจแน่วแน่ เขารู้สึกเหมือนถูกผลักเข้าไปในวังวนของภารกิจที่ไม่มีวันจบสิ้น และครั้งนี้ เดิมพันสูงกว่าที่เคยเป็นมาทั้งหมด เขารอดมาได้ก็จริง แต่การต่อสู้ที่แท้จริงกำลังจะเริ่มต้นขึ้น
“พวกเขาจะโจมตีที่ไหนครับ?” กวินถาม เสียงของเขาแข็งกร้าว
ธนินทร์มองกวินด้วยสายตาที่ลึกซึ้ง “เรายังไม่รู้แน่ชัด… แต่เรามีข้อมูลว่าเป้าหมายของฟินิกซ์อาจจะไม่ใช่แค่ประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นศูนย์กลางอำนาจระดับโลก ที่จะสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการเมืองทั่วโลก และนี่คือส่วนที่น่ากังวลที่สุด… เราพบร่องรอยของอุปกรณ์บางอย่างที่พยัคฆ์อาจจะนำติดตัวไปด้วย”
กวินรอฟังคำตอบอย่างกระวนกระวาย
“มันเป็นอุปกรณ์ที่สามารถควบคุมระบบดาวเทียมทางทหารได้” ธนินทร์พูดเสียงเคร่งเครียด “ถ้าฟินิกซ์ได้มันไปอยู่ในมือ และพยัคฆ์ให้ความช่วยเหลือ… โลกทั้งใบจะตกอยู่ในความเสี่ยงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน”
กวินนิ่งเงียบไปอีกครั้ง ภาพของพยัคฆ์ในอดีตฉายซ้ำในหัว ภาพของชายผู้ซื่อสัตย์ ภักดี และเป็นที่พึ่ง แต่ตอนนี้ ภาพเหล่านั้นกำลังถูกบิดเบือนด้วยความมืดมิดของการทรยศ เขาจะต้องหาคำตอบ และเขาจะต้องหยุดพยัคฆ์ให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม
“ผมจะทำให้ได้ครับ” กวินพูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นอันแรงกล้า เขารู้สึกถึงพลังงานบางอย่างที่เริ่มกลับคืนมาในร่างกาย ความเจ็บปวดที่เคยมีอยู่ดูเหมือนจะจางหายไปชั่วขณะ แทนที่ด้วยความมุ่งมั่นอันแรงกล้า
ธนินทร์พยักหน้าอย่างเห็นด้วย ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกังวลอย่างเห็นได้ชัด
“อีกเรื่องหนึ่ง กวิน” ธนินทร์กล่าว “ในระหว่างที่พยัคฆ์หายตัวไป เราพบสัญญาณแปลกๆ จากเครือข่ายภายในของหน่วยงานเรา… สัญญาณที่บ่งบอกว่ามีใครบางคนกำลังพยายามจะเข้าถึงข้อมูลลับของนาย”
กวินรู้สึกหนาวเยือกไปถึงไขสันหลัง ข้อมูลลับของเขา? ทำไมใครบางคนถึงต้องการข้อมูลของเขา? และใครคือคนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมดนี้? ความรู้สึกว่าถูกเฝ้าดูและถูกคุกคามกลับมาอีกครั้ง แต่คราวนี้มันรู้สึกใกล้ตัวกว่าที่เคย
“ใคร…” กวินถามอีกครั้ง แต่คราวนี้คำถามของเขาไม่ได้ต้องการแค่ชื่อ แต่ต้องการความจริงเบื้องหลังทั้งหมด
ธนินทร์ส่ายหน้าช้าๆ “เรายังไม่รู้แน่ชัด แต่ดูเหมือนว่าเป้าหมายของพวกเขาไม่ใช่แค่ข้อมูล แต่น่าจะเป็นตัวนายเอง กวิน… และมันยิ่งตอกย้ำว่าพวกเขากำลังจะเข้ามาใกล้ตัวเรามากขึ้นเรื่อยๆ”
แสงไฟในห้องดูเหมือนจะหรี่ลง ความมืดมิดเริ่มคืบคลานเข้ามาในความคิดของกวิน เขารอดชีวิตจากสมรภูมิที่นรกที่สุดมาได้ แต่กลับพบว่าสงครามที่แท้จริงเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น และครั้งนี้ เขาอาจจะต้องเผชิญหน้ากับเงาที่อยู่ใกล้ตัวเขามากที่สุด… เงาที่กำลังจะเข้ามากินวิญญาณของเขาเอง

เพชฌฆาตเงา
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก