เปลือกตาที่หนักอึ้งค่อย ๆ ขยับ กะพริบถี่ ๆ เพื่อปรับให้ชินกับแสงสว่างที่ค่อย ๆ สาดส่องเข้ามาในดวงตา ภาพแรกที่เห็นคือเพดานสีขาวสะอาดตา ปราศจากร่องรอยของเขม่าควันหรือรอยเลือดใด ๆ กลิ่นยาฆ่าเชื้อจาง ๆ ลอยแตะปลายจมูก สลับกับกลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่คุ้นเคย… กลิ่นของอรุณี
กวินพยายามจะขยับตัว แต่ความเจ็บปวดแปลบแล่นไปตามกล้ามเนื้อที่ยังอ่อนแรงราวกับถูกฉีกขาด เขายังคงรู้สึกถึงสายระโยงระยางที่เชื่อมต่อเข้ากับร่างกาย มีสายน้ำเกลือที่แขน และเครื่องวัดสัญญาณชีพที่ปลายนิ้ว ความรู้สึกหนักอึ้งในอกที่เคยเป็นดั่งเงาตามติดมาเนิ่นนานนั้น จางหายไปราวกับควันไฟยามต้องลม ร่องรอยของบาดแผลภายนอกอาจยังคงอยู่ แต่ภายในจิตใจของเขากลับรู้สึกเบาราวขนนก เป็นความเบาที่เกิดจากการได้เผชิญหน้ากับความหวาดกลัวที่ฝังรากลึก และได้ก้าวข้ามมันไป
“กวิน!”
เสียงที่คุ้นเคย กระแทกกระทั้นเข้ามาในโสตประสาทของเขาพร้อมกับแรงบีบกระชับที่มือข้างซ้ายที่ปราศจากสายระโยงระยาง ดวงตาของกวินกะพริบอีกครั้ง ภาพของอรุณีค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น เธออยู่ตรงหน้าเขา ใบหน้าซีดเซียว แต่ดวงตาเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความโล่งใจ ริมฝีปากสั่นระริก ก่อนที่เธอจะยิ้มออกมาทั้งน้ำตา เป็นรอยยิ้มที่สวยงามที่สุดเท่าที่กวินเคยเห็นมา
“คุณตื่นแล้ว…” อรุณีพูดเสียงแผ่ว พยายามกลั้นสะอื้น “คุณตื่นแล้วจริง ๆ”
กวินพยายามจะตอบ แต่ลำคอยังแห้งผาก เสียงที่ออกมาจึงเป็นเพียงเสียงแหบพร่าคล้ายกระซิบ เขายกมือข้างที่ว่างขึ้นหมายจะสัมผัสใบหน้าของเธอ แต่อรุณีกลับคว้ามือเขาไปบีบแน่นอีกครั้ง
“อย่าเพิ่งขยับมากค่ะ คุณบาดเจ็บหนักมาก” เธอพูดพร้อมกับปาดน้ำตาออกจากแก้ม “คุณนอนไปสามวันเต็ม ๆ เลยนะรู้ไหม”
สามวัน... กวินพยายามทบทวนความทรงจำ ภาพเหตุการณ์สุดท้ายก่อนที่เขาจะหมดสติยังคงพร่าเลือน เขาจำได้เพียงเศษเสี้ยวของการต่อสู้ที่ดุเดือด เสียงปืน กลิ่นดินปืน ควัน และความเจ็บปวดที่ท่วมท้นจนร่างกายไม่อาจทานทนไหว เขาจำได้ถึงใบหน้าของพวกมันที่เต็มไปด้วยความแค้น และเสียงตะโกนของริวที่พยายามเตือนให้ระวัง ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบลง
“ทีม… เป็นยังไงบ้าง?” กวินพยายามพูดอีกครั้ง คราวนี้เสียงของเขาชัดขึ้นเล็กน้อย แม้จะยังแหบพร่า
อรุณีมองเขาด้วยแววตาอ่อนโยน “ทุกคนปลอดภัยค่ะ ริวกับดาบมีแผลถลอกนิดหน่อย หมอมีแผลที่แขน แต่ไม่มีใครบาดเจ็บสาหัสเหมือนคุณ”
ความโล่งใจถาโถมเข้าสู่หัวใจของกวินอย่างรุนแรง ราวกับน้ำเย็นที่รดลงบนเปลวไฟที่โหมกระหน่ำ ความรู้สึกหนักอึ้งที่เคยเกาะกินจิตใจเกี่ยวกับความรับผิดชอบในชีวิตของลูกทีมได้ปลดเปลื้องลงไปอีกขั้นอย่างสมบูรณ์ ความรู้สึกที่เคยถูกตราหน้าว่าเป็นคนขี้ขลาด ไม่คู่ควรกับการเป็นผู้นำ ได้ถูกเผาผลาญไปในสมรภูมิรบครั้งล่าสุด เขารู้สึกว่าตัวเองได้ทำในสิ่งที่ควรทำแล้ว แม้จะต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดทางกาย แต่จิตใจของเขากลับแข็งแกร่งขึ้น
“แล้ว… ภารกิจล่ะ?” กวินถามต่อ สิ่งนี้สำคัญที่สุด
สีหน้าของอรุณีเปลี่ยนไปเล็กน้อย แววตาที่เคยเต็มไปด้วยความโล่งใจฉายแววความกังวลขึ้นมาแทนที่ เธอถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะตอบ “เราทำลายห้องปฏิบัติการหลักได้ค่ะ ทำลายสารตั้งต้นที่สำคัญ และควบคุมตัวนักวิทยาศาสตร์บางส่วนเอาไว้ได้”
นั่นฟังดูดี แต่ความลังเลในน้ำเสียงของเธอทำให้กวินรู้สึกไม่สบายใจ
“แต่ว่า?” เขาเค้นถาม พยายามจับสัญญาณความผิดปกติ
อรุณีเม้มปากแน่น เธอหันไปมองประตูห้องที่เปิดแง้มอยู่เล็กน้อย เหมือนต้องการให้แน่ใจว่าไม่มีใครได้ยิน จากนั้นเธอก็หันกลับมาสบตากับกวิน
“กวิน… มีบางอย่างที่เราต้องบอกคุณ” เธอกล่าวเสียงเครียด “หลังจากที่คุณหมดสติไป เราค้นพบหลักฐานเพิ่มเติมที่ฐานของพวกมัน… แผนการขององค์กรนี้ซับซ้อนกว่าที่เราคิดไว้มาก และที่สำคัญกว่านั้น…”
ประตูห้องเปิดผางออกในจังหวะที่อรุณีกำลังจะพูดต่อ ชายร่างสูงในชุดสูทสีเข้ม ใบหน้าคมคาย แต่แฝงไปด้วยความเยือกเย็นก้าวเข้ามาในห้องพร้อมกับนายแพทย์อีกสองสามคน กวินจำเขาได้ทันที… พลเอกประจักษ์ หัวหน้าหน่วยงานลับที่มอบภารกิจนี้ให้เขา
“คุณอรุณีครับ ผมขอคุยกับคุณกวินเป็นการส่วนตัวสักครู่” พลเอกประจักษ์กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แฝงไปด้วยอำนาจ
อรุณีหันไปมองพลเอกประจักษ์ด้วยแววตาไม่พอใจ เธอไม่เต็มใจที่จะปล่อยกวินให้อยู่ลำพังในสภาพที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แต่เมื่อเห็นสายตาที่เด็ดขาดของพลเอกประจักษ์ เธอก็ทำได้เพียงถอนหายใจและยอมเดินออกไปจากห้องอย่างไม่เต็มใจ ก่อนออกไป เธอหันมาบีบมือของกวินอีกครั้ง เป็นการบอกให้เขาระมัดระวัง
เมื่ออรุณีและนายแพทย์ออกไปจากห้องแล้ว พลเอกประจักษ์ก็เดินเข้ามาใกล้เตียงคนไข้มากขึ้น ดวงตาคมกริบของเขากวาดมองสำรวจร่างกายของกวินตั้งแต่หัวจรดเท้า ราวกับประเมินความพร้อมของเขา
“คุณกวิน ผมต้องชมเชยในความกล้าหาญและความเด็ดขาดของคุณ ภารกิจในครั้งนี้ แม้จะเต็มไปด้วยความสูญเสีย แต่ก็ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง” พลเอกประจักษ์กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ไม่มีอารมณ์ร่วมมากนัก
“ระดับหนึ่ง?” กวินทวนคำ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความสงสัย เขาคาดหวังคำว่า 'ประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์'
พลเอกประจักษ์ถอนหายใจ “เราทำลายห้องปฏิบัติการหลักของพวกมันได้จริง ทำลายสารตั้งต้นสำคัญ และจับกุมนักวิทยาศาสตร์ได้จำนวนหนึ่ง แต่เราพบว่า… มีฐานที่มั่นลับอีกแห่งหนึ่งขององค์กร ‘เงา’ ที่พวกมันใช้เป็นที่เก็บตัวอย่างอาวุธชีวภาพที่พัฒนาเสร็จสมบูรณ์แล้ว”
กวินรู้สึกเหมือนถูกน้ำเย็นสาดเข้าใส่ ร่างกายของเขาที่อ่อนแรงอยู่แล้ว กลับรู้สึกชาไปทั้งตัว ความโล่งใจที่เพิ่งได้สัมผัสไปเมื่อครู่ มลายหายไปในพริบตา
“นั่นหมายความว่า… อาวุธชีวภาพยังอยู่?” กวินถามเสียงเบา หวังว่าเขาจะเข้าใจผิด
พลเอกประจักษ์พยักหน้าช้า ๆ “ใช่ครับ และเลวร้ายกว่านั้น… เราเชื่อว่าบุคคลที่อยู่เบื้องหลังการทรยศหักหลังในทีมของคุณ… ได้ใช้โอกาสช่วงชุลมุนหลบหนีไปพร้อมกับข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับฐานที่มั่นแห่งที่สอง และอาจรวมถึงตัวอย่างอาวุธชีวภาพบางส่วนด้วย”
คำพูดของพลเอกประจักษ์ราวกับค้อนที่กระหน่ำลงบนศีรษะของกวิน การทรยศหักหลัง… มันเป็นเงาที่คอยหลอกหลอนเขามาตลอด และตอนนี้มันก็กลับมาอีกครั้งในรูปแบบที่เลวร้ายกว่าเดิม
“ใคร… ใครคือคนทรยศ?” กวินถามด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว ความเจ็บปวดทางกายถูกบดบังด้วยความโกรธที่เริ่มปะทุขึ้นในใจ
พลเอกประจักษ์จ้องมองกวินด้วยสายตาที่ลึกซึ้ง “เรายังไม่ทราบแน่ชัดครับ แต่มีข้อมูลบางอย่างที่ชี้ไปที่บุคคลใกล้ชิด… บุคคลที่คุณไว้วางใจ”
กวินรู้สึกเหมือนหัวใจของเขาถูกบีบรัดอย่างแรง เขาพยายามทบทวนใบหน้าของลูกทีมทุกคน ริว ดาบ หมอ… ใครกันแน่ที่ทรยศพวกเขา? ใครกันที่ยอมเอาชีวิตของคนทั้งโลกไปแลกกับผลประโยชน์ส่วนตัว? ความคิดนี้ทำให้เลือดในกายของเขาร้อนระอุขึ้นมาทันที
“ผมต้องการ… รายละเอียดทั้งหมด” กวินพูดเสียงลอดไรฟัน ความเจ็บปวดจากบาดแผลไม่สำคัญอีกต่อไป สิ่งเดียวที่เขารับรู้ได้คือความมุ่งมั่นที่จะตามล่าคนทรยศผู้นั้น และหยุดยั้งหายนะที่ยังคุกคามโลกอยู่
พลเอกประจักษ์มองเขาด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก ก่อนจะหยิบแท็บเล็ตขนาดเล็กขึ้นมาแล้วเปิดภาพบางอย่างให้กวินดู
“ข้อมูลที่เราได้มาจากแหล่งข่าวลับ ชี้ชัดว่าคนทรยศได้หลบหนีไปพร้อมกับแผนที่และรหัสเข้าถึงฐานลับแห่งที่สอง ซึ่งเป็นสถานที่ที่เก็บอาวุธชีวภาพตัวจริงไว้” พลเอกประจักษ์กล่าว น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจัง “และที่สำคัญที่สุด… คนทรยศผู้นั้น… กำลังเดินทางไปยังจุดนัดพบกับกลุ่มผู้ซื้อรายใหญ่ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า”
ภาพบนแท็บเล็ตฉายให้เห็นแผนที่โลก พร้อมจุดสีแดงสองจุดที่กะพริบอยู่ จุดหนึ่งอยู่ในทะเลทรายอันห่างไกล อีกจุดหนึ่ง… อยู่ใกล้กับเมืองหลวงที่เขาเพิ่งจะจากมา
“เราไม่มีเวลามากนัก คุณกวิน” พลเอกประจักษ์กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “อาวุธชีวภาพตัวจริงมีพลังทำลายล้างสูงกว่าที่เราเคยประเมินไว้มาก หากมันตกไปอยู่ในมือของกลุ่มผู้ก่อการร้าย… โลกอาจถึงจุดจบเร็วกว่าที่เราจะจินตนาการได้”
กวินมองไปยังภาพบนแท็บเล็ต ดวงตาของเขากลับมาคมกริบอีกครั้ง ความอ่อนแอที่เคยมีเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหายไปจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงความเด็ดเดี่ยวและความมุ่งมั่นดุจเพชฌฆาต ที่สุดแล้ว ภารกิจของเขายังไม่จบสิ้น และคราวนี้มันเดิมพันด้วยอนาคตของมวลมนุษยชาติอย่างแท้จริง
“ผมจะไป” กวินกล่าวเสียงแข็ง ดวงตาของเขาจ้องตรงไปยังพลเอกประจักษ์
พลเอกประจักษ์ยิ้มมุมปากเล็กน้อย “ผมรู้ว่าคุณจะพูดแบบนั้น แต่คุณต้องรู้ว่า… ภารกิจครั้งต่อไปอันตรายกว่าครั้งก่อนหลายเท่า และคราวนี้… คุณจะต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดเท่าที่คุณเคยเจอมา”
กวินเตรียมจะถามว่าศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดคือใคร แต่พลเอกประจักษ์ก็ชิงพูดขึ้นมาก่อน น้ำเสียงของเขาลดต่ำลงจนเกือบเป็นกระซิบ แฝงไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่กวินไม่เคยได้ยินจากเขามาก่อน
“เราเชื่อว่าคนทรยศผู้นั้น… คือคนที่วางแผนทั้งหมดนี้ตั้งแต่แรกเริ่ม” พลเอกประจักษ์กล่าวพลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของกวิน “และตอนนี้มันได้เผยตัวตนที่แท้จริงออกมาแล้ว…”
กวินรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าแล่นไปทั่วร่าง คำพูดสุดท้ายของพลเอกประจักษ์ทำให้เขารู้สึกหนาวสะท้านถึงขั้วหัวใจ หากคนทรยศผู้นั้นคือผู้บงการอยู่เบื้องหลังแผนการทั้งหมด นั่นหมายความว่าพวกเขาได้ต่อสู้กับหุ่นเชิดมาตลอด และตอนนี้… พวกเขากำลังจะต้องเผชิญหน้ากับปรมาจารย์ผู้ชักใยเบื้องหลังเงาที่ซับซ้อนยิ่งกว่าที่เคยคิดไว้
“มันคือใคร?” กวินถามเสียงต่ำ เต็มไปด้วยความคาดหวัง และความหวาดระแวง
พลเอกประจักษ์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ สีหน้าของเขาเคร่งเครียดลงกว่าเดิม “หลักฐานที่เราได้มา… มันชี้ไปที่…”
เสียงเปิดประตูห้องดังขึ้นอีกครั้งอย่างกะทันหัน อรุณีเดินกลับเข้ามาในห้องพร้อมกับสีหน้าตื่นตระหนก สายตาของเธอกวาดมองมาที่กวินสลับกับพลเอกประจักษ์ ก่อนจะหยุดอยู่ที่แท็บเล็ตในมือของพลเอกประจักษ์
“ท่านคะ!” อรุณีพูดเสียงกระหืดกระหอบ “สัญญาณชีพของคนไข้… มันหายไปแล้วค่ะ!”
กวินหันขวับไปมองอรุณีด้วยความตกใจ ขณะที่พลเอกประจักษ์รีบหันไปดูแท็บเล็ตในมือของเขา ซึ่งตอนนี้ปรากฏภาพบุคคลที่กำลังถูกจับตามอง แต่สิ่งที่ทำให้กวินหัวใจหล่นวูบคือ… จอภาพที่แสดงผลสัญญาณชีพของบุคคลนั้นกลับว่างเปล่า ตัวเลขทุกอย่างกลายเป็นศูนย์
“เป็นไปไม่ได้!” พลเอกประจักษ์อุทาน สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความไม่เชื่อและตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด
กวินพยายามลุกขึ้นนั่ง แต่ร่างกายกลับอ่อนแรงเกินกว่าจะทำได้ เขากวาดสายตาไปรอบ ๆ ห้อง มองหาเครื่องวัดสัญญาณชีพของตัวเอง แล้วเขาก็สังเกตเห็นว่าเครื่องวัดสัญญาณชีพที่แขนของเขาถูกดึงออกไปแล้ว และสายระโยงระยางที่เคยเชื่อมต่อกับตัวเขาก็หลุดออกจากร่างกายอย่างเงียบงัน
“เกิดอะไรขึ้น?” กวินถามเสียงแผ่ว มองไปที่อรุณีและพลเอกประจักษ์ด้วยความไม่เข้าใจ
อรุณีวิ่งเข้ามาที่เตียงคนไข้ของกวินอย่างรวดเร็ว ใบหน้าของเธอซีดเผือดราวกับกระดาษ
“ไม่ใช่คุณค่ะกวิน…” อรุณีพูดเสียงสั่นเทา พยายามจะตรวจสอบสัญญาณชีพของกวิน “ไม่ใช่สัญญาณชีพของคุณที่หายไป…”
พลเอกประจักษ์เงยหน้าขึ้นจากแท็บเล็ต ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความตกใจอย่างที่สุด
“มันคือ… สัญญาณชีพของเป้าหมายที่เรากำลังจับตาดูอยู่” พลเอกประจักษ์พูดเสียงพร่า “คนที่ทรยศเรา… เขาหายไปแล้ว!”
กวินรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหมุนคว้าง เขาไม่ได้บาดเจ็บหนักจากการต่อสู้เพียงเท่านั้น แต่ยังถูกหลอกใช้ให้เป็นเบี้ยตัวหนึ่งในกระดานหมากกลที่ซับซ้อนเกินกว่าจะจินตนาการได้ และตอนนี้… คนทรยศที่แท้จริง… ผู้บงการอยู่เบื้องหลังเงา… ได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย พร้อมกับอาวุธชีวภาพที่อาจทำลายล้างโลกได้ทุกเมื่อ
เขาควรจะรู้สึกโล่งใจที่ตื่นขึ้นมา แต่กลับรู้สึกเหมือนตื่นขึ้นมาสู่ฝันร้ายที่เลวร้ายกว่าเดิมหลายเท่า ภารกิจยังไม่จบสิ้น และภัยคุกคามยังคงแขวนอยู่บนเส้นด้ายที่เปราะบาง แต่ที่น่ากลัวที่สุดคือ… เขายังไม่รู้เลยว่าใครคือศัตรูที่แท้จริง และมันอยู่ใกล้ตัวเขามากแค่ไหน!
“ท่านคะ! เราได้รับรายงานด่วนค่ะ!” เสียงเจ้าหน้าที่คนหนึ่งตะโกนมาจากด้านนอกประตูห้อง “เครื่องบินขนส่งลำเลียงสินค้าของกองทัพ… ถูกจี้! และกำลังมุ่งหน้าไปยังทิศตะวันออกเฉียงใต้!”
พลเอกประจักษ์และอรุณีหันไปมองหน้ากันด้วยความตกใจ ก่อนที่สายตาของทั้งคู่จะหันกลับมาที่กวินพร้อมกัน
“ทิศตะวันออกเฉียงใต้?” กวินทวนคำ ใบหน้าของเขาซีดเผือด เขารู้สึกถึงลางสังหรณ์อันเลวร้ายที่เข้ามาเกาะกุมหัวใจ
พลเอกประจักษ์พยักหน้าช้า ๆ “นั่นเป็นทิศทางเดียวกับ… จุดนัดพบของกลุ่มผู้ก่อการร้ายในทะเลทราย”
กวินรู้สึกเหมือนถูกสายฟ้าฟาดลงกลางกบาล คนทรยศ… ไม่ได้หนีไปเฉย ๆ แต่กำลังใช้ทรัพยากรของกองทัพ เพื่อส่งมอบอาวุธชีวภาพให้กับกลุ่มผู้ก่อการร้าย! และสิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือ…
“เครื่องบินลำนั้น… มีรหัสเข้าถึงฐานลับอีกแห่งของหน่วยงานเรา!” เสียงของเจ้าหน้าที่ดังขึ้นอีกครั้ง “เป็นฐานเก็บ… ข้อมูลลับสุดยอดเกี่ยวกับปฏิบัติการทั้งหมด และรายชื่อเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่เกี่ยวข้อง!”
กวินหลับตาลงอย่างช้า ๆ ภาพของใบหน้าที่คุ้นเคยบางใบแวบเข้ามาในห้วงความคิด ความรู้สึกเย็นยะเยือกแล่นไปทั่วทั้งร่าง เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมพลเอกประจักษ์ถึงบอกว่าคนทรยศผู้นั้นคือคนที่วางแผนทั้งหมดตั้งแต่แรก เพราะมันไม่ได้ต้องการเพียงแค่เงินจากการขายอาวุธชีวภาพ แต่มันต้องการทำลายหน่วยงานนี้จากภายใน ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาสร้างมา และสิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือ… มันยังคงอยู่ในเงามืดที่เขาไม่อาจมองเห็นตัวตนที่แท้จริงได้!
แต่แล้ว... ภาพใบหน้าหนึ่งก็ปรากฏขึ้นมาอย่างชัดเจนในห้วงความคิดของเขา เป็นใบหน้าที่เขาไม่เคยคิดจะสงสัย เป็นรอยยิ้มที่เขาเคยไว้ใจ แต่บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย... ความรู้สึกที่เปลี่ยนจากความไว้วางใจมาเป็นความหวาดระแวง และความจริงที่กำลังจะถูกเปิดเผยนั้น อาจทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่เขายึดมั่นไว้ตลอดชีวิต
กวินกัดฟันแน่น เขายกมือขึ้นกุมศีรษะที่เริ่มปวดตุบๆ อีกครั้ง ความจริงกำลังบีบคั้นเข้ามาจนแทบจะขาดใจ เขารู้สึกเหมือนกำลังถูกดึงเข้าสู่วังวนแห่งการทรยศหักหลังที่ลึกและมืดมิดกว่าที่เขาเคยจินตนาการไว้หลายเท่า และคนที่อยู่เบื้องหลังเงาเหล่านี้... คือคนที่ใกล้ชิดกับเขาอย่างคาดไม่ถึง!
“เราต้องหยุดมันให้ได้!” กวินพูดเสียงลอดไรฟัน พยายามข่มความเจ็บปวดและความสับสนทั้งหมดลงไป แต่ในใจของเขา กลับมีคำถามหนึ่งดังขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุมได้...
ใครกันแน่ที่อยู่เบื้องหลังเงาที่ซับซ้อนนี้? และเขาจะสามารถเชื่อใจใครได้อีก… เมื่อแม้แต่คนที่เขาคิดว่ารู้จักดีที่สุด ก็อาจเป็นแค่เงาที่ซ้อนทับอยู่บนความจริงอันโหดร้าย?

เพชฌฆาตเงา
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก