ความรู้สึกหนักอึ้งในอกที่เคยเป็นดั่งเงาตามติดตัวมาเนิ่นนานพลันจางหายไปราวกับหมอกควันยามต้องแสงอรุณ เหลือไว้เพียงความว่างเปล่าที่ค่อย ๆ ถูกเติมเต็มด้วยความหวังอันริบหรี่ กวินขยับเปลือกตาที่หนักอึ้ง กะพริบถี่ ๆ เพื่อปรับให้ชินกับแสงสว่างที่ค่อย ๆ สาดส่องเข้ามาในดวงตา ภาพแรกที่เห็นคือเพดานสีขาวสะอาดตา ปราศจากร่องรอยของเขม่าควันหรือรอยเลือดใด ๆ กลิ่นยาฆ่าเชื้อจาง ๆ ลอยแตะปลายจมูก สลับกับกลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่คุ้นเคย… กลิ่นของอรุณี
กวินพยายามจะขยับตัว แต่ความเจ็บปวดแปลบแล่นไปตามกล้ามเนื้อที่ยังอ่อนแรงราวกับถูกฉีกขาด เขายังคงรู้สึกถึงสายระโยงระยางที่เชื่อมต่อเข้ากับร่างกาย มีสายน้ำเกลือที่แขน และเครื่องวัดสัญญาณชีพที่ปลายนิ้ว ทุกการเคลื่อนไหวเล็กน้อยล้วนเรียกความปวดร้าวให้แล่นผ่านเส้นประสาท แต่ท่ามกลางความเจ็บปวดนั้น ความรู้สึกถึงกลิ่นหอมของอรุณีกลับเด่นชัดขึ้น ราวกับเป็นเส้นด้ายบางเบาที่เชื่อมโยงเขากลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง กลิ่นนั้นไม่ใช่แค่กลิ่นของน้ำหอมหรือสบู่ แต่มันคือกลิ่นเฉพาะตัวของเธอ กลิ่นที่ผสมผสานความอบอุ่น ความสดชื่น และความมั่นคง เป็นกลิ่นที่เขาเคยคิดว่าจะไม่ได้สัมผัสอีกแล้ว
เขาฝืนพยุงตัวเองเล็กน้อย เงยหน้าขึ้นมองไปรอบ ๆ ห้อง แสงสว่างจ้าจากภายนอกสาดผ่านหน้าต่างบานใหญ่เข้ามาภายในห้องที่ตกแต่งด้วยโทนสีขาวและเทา ไม่มีสัญลักษณ์ใด ๆ บอกว่าที่นี่คือโรงพยาบาลทหารหรือโรงพยาบาลทั่วไป แต่กลับดูเหมือนห้องพักฟื้นพิเศษในสถานที่ลับบางแห่ง เสียงเครื่องวัดสัญญาณชีพดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เป็นเพื่อนร่วมห้องที่เงียบงัน แต่บอกเล่าเรื่องราวการต่อสู้ของชีวิตได้เป็นอย่างดี
ดวงตาของกวินกวาดมองไปทั่ว ก่อนจะหยุดลงที่ร่างของหญิงสาวที่นั่งหลับพิงพนักเก้าอี้ข้างเตียง เธอสวมเสื้อยืดสีอ่อนกับกางเกงขายาว ผมยาวสลวยของเธอหลุดลุ่ยเล็กน้อยจากการหลับใหลอย่างอ่อนเพลีย ใบหน้าของอรุณีซูบผอมลงเล็กน้อย ใต้ดวงตามีรอยคล้ำจาง ๆ บ่งบอกถึงการอดนอน แต่ถึงกระนั้น เธอก็ยังคงงดงามในสายตาของเขา ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีตีตื้นขึ้นมาในอก เขาทำให้เธอต้องเป็นห่วงมากขนาดนี้เชียวหรือ
เขาพยายามเปล่งเสียงเรียกชื่อเธอ แต่สิ่งที่ออกมาจากลำคอคือเสียงแหบแห้งเบาหวิวราวกับลมหายใจ อรุณีขยับตัวเล็กน้อย ดวงตาคู่สวยค่อย ๆ ปรือขึ้น เธอกะพริบตาถี่ ๆ เพื่อปรับโฟกัส เมื่อดวงตาของเธอสบกับดวงตาของกวิน ร่างกายของเธอก็พลันหยุดนิ่ง สีหน้าของอรุณีเปลี่ยนจากความอ่อนล้าเป็นความตกใจระคนยินดี เธอเบิกตากว้างพร้อมกับลุกพรวดขึ้นยืน เก้าอี้ที่เธอนั่งอยู่ล้มลงเสียงดัง “กวิน!” เสียงของเธอเต็มไปด้วยความโล่งใจจนกวินสัมผัสได้
อรุณีรีบก้าวเข้ามาใกล้เตียง มือเรียวของเธอเอื้อมมาจับมือของเขาที่ยังคงเสียบสายน้ำเกลือไว้ น้ำตาเอ่อคลอในดวงตาของเธอ “คุณฟื้นแล้ว… คุณฟื้นแล้วจริง ๆ ด้วย!” เสียงของเธอสั่นเครือ กวินสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นจากฝ่ามือของเธอ ความรู้สึกที่ขาดหายไปนานแสนนาน
“อ…อรุณี…” กวินพยายามพูดอีกครั้ง คราวนี้เสียงของเขาดีขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่เป็นปกติ
อรุณีปาดน้ำตาเบา ๆ พยายามสงบสติอารมณ์ “คุณนอนไปเกือบสองสัปดาห์ คุณรู้ไหมว่าฉันเป็นห่วงคุณแค่ไหน” เธอพูดเสียงแผ่ว พลางลูบหลังมือของกวินเบา ๆ ความรู้สึกผิดในใจกวินหนักอึ้งขึ้นไปอีก
“ผม…เกิดอะไรขึ้น?” กวินถามเสียงแหบแห้ง ความทรงจำสุดท้ายของเขามันพร่าเลือน มีเพียงภาพเงาราง ๆ ของการต่อสู้ แสงไฟที่ลุกโชน และความเจ็บปวดแสนสาหัสที่แล่นผ่านร่างกายก่อนทุกอย่างจะมืดดับไป
อรุณีกัดริมฝีปาก เธอลังเลเล็กน้อย ก่อนจะหันไปกดปุ่มเรียกพยาบาลที่ข้างเตียง ไม่นานนัก ประตูห้องก็เปิดออก เผยให้เห็นพยาบาลสาวสองคนและนายแพทย์อีกหนึ่งท่านเดินเข้ามาในห้อง ใบหน้าของทุกคนแสดงออกถึงความประหลาดใจระคนยินดี
“คนไข้ฟื้นแล้วครับคุณหมอ” อรุณีบอกด้วยเสียงที่ยังคงสั่นเล็กน้อย
นายแพทย์หนุ่มเดินเข้ามาใกล้เตียง พร้อมกับพยาบาลที่เริ่มตรวจสัญญาณชีพและอุปกรณ์ทางการแพทย์ต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว คุณหมอตรวจดวงตาของกวิน ส่องไฟฉายเล็ก ๆ เพื่อดูการตอบสนอง “คุณกวิน ได้ยินผมไหมครับ คุณรู้สึกตัวแล้วใช่ไหม?”
กวินพยักหน้าเล็กน้อย “ครับ”
“เยี่ยมมากเลยครับ คุณกวิน คุณนอนพักฟื้นไปหลายวันเลยนะ อาการของคุณค่อนข้างสาหัส แต่ตอนนี้ดูเหมือนคุณจะพ้นขีดอันตรายแล้ว” คุณหมอยิ้มอย่างโล่งใจ ก่อนจะหันไปสั่งงานพยาบาลบางอย่าง “ถอดสายน้ำเกลือออกได้แล้วครับ เหลือไว้เพียงเครื่องวัดสัญญาณชีพ และค่อย ๆ เริ่มอาหารเหลวอ่อน ๆ”
ในขณะที่พยาบาลกำลังจัดการกับสายต่าง ๆ ที่เชื่อมต่อกับร่างกายของเขา กวินก็พยายามรวบรวมสติอีกครั้ง “ทีม…ภารกิจ…” เขาพูดขึ้นมาอย่างยากลำบาก ภาพของอาวุธชีวภาพและใบหน้าของเพื่อนร่วมทีมผุดขึ้นมาในห้วงความคิด
อรุณีมองหน้าเขาด้วยแววตาที่ซับซ้อน “ใจเย็น ๆ ก่อนนะคะ คุณเพิ่งฟื้น คุณหมอว่าคุณต้องพักผ่อนเยอะ ๆ”
“ผมต้องรู้… เกิดอะไรขึ้น?” กวินยืนกราน สายตาของเขามองตรงไปที่อรุณี ราวกับจะค้นหาคำตอบจากดวงตาของเธอ
คุณหมอที่ยืนอยู่ข้างเตียงเข้ามาแทรก “คุณกวินครับ ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือการพักผ่อนและฟื้นฟูร่างกายของคุณ เรื่องอื่น ๆ รอได้ครับ”
“ไม่ได้ครับคุณหมอ” กวินตอบอย่างหนักแน่น แม้ร่างกายจะยังอ่อนแอ แต่จิตใจของเขาเต็มไปด้วยความเร่งรีบและความกระหายใคร่รู้ เขาต้องรู้ว่าภารกิจสำเร็จหรือไม่ เพื่อนร่วมทีมปลอดภัยหรือเปล่า และอาวุธชีวภาพที่อาจจะทำลายล้างโลกได้นั้นถูกหยุดยั้งแล้วหรือยัง
อรุณีถอนหายใจ ก่อนจะหันไปทางคุณหมอ “ไม่เป็นไรค่ะคุณหมอ ดิฉันจะเล่าให้เขาฟังเอง”
คุณหมอมองหน้าอรุณีสลับกับกวิน ก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ “ก็ได้ครับ แต่อย่าเพิ่งพูดอะไรที่ทำให้คนไข้เครียดมากเกินไปนะครับ พยาบาลครับ เดี๋ยวตามผมมาที่ห้องทำงานด้วย” พูดจบคุณหมอก็เดินออกไปพร้อมกับพยาบาลหนึ่งคน เหลือเพียงอรุณีและพยาบาลอีกคนกำลังเก็บอุปกรณ์ทางการแพทย์
เมื่อพยาบาลคนนั้นเดินออกไปจากห้องเช่นกัน บรรยากาศในห้องก็พลันเงียบสงัดลง มีเพียงเสียงเครื่องวัดสัญญาณชีพที่ดังติ๊ด ๆ เป็นจังหวะ กวินมองอรุณีอย่างรอคอย
“หลังจากที่พวกคุณบุกเข้าไปในฐานทัพนั้น…” อรุณีเริ่มเล่า น้ำเสียงของเธอแผ่วเบาและเต็มไปด้วยความกังวล “การต่อสู้รุนแรงมาก พวกเราที่อยู่ภายนอกได้ยินเสียงระเบิดและเสียงปืนดังต่อเนื่องกันหลายชั่วโมง… ทุกคนเป็นห่วงคุณมาก”
“แล้ว… แผนการล่ะ? อาวุธชีวภาพ… ถูกทำลายแล้วใช่ไหม?” กวินถามอย่างร้อนใจ
อรุณีส่ายหน้าช้า ๆ “ไม่ค่ะ… ไม่ใช่ทั้งหมด”
คำตอบของเธอทำให้หัวใจของกวินหล่นวูบ “หมายความว่าไง?”
“พวกคุณเข้าไปถึงห้องแล็บหลักได้สำเร็จ… และทำลายเชื้อชีวภาพส่วนใหญ่ทิ้งได้” อรุณีหยุดหายใจเฮือกหนึ่ง “แต่หัวหน้าขององค์กรก่อการร้ายนั้น… มันหลบหนีไปได้ พร้อมกับเชื้อชีวภาพส่วนหนึ่ง”
กวินกัดฟันแน่น ความเจ็บปวดจากบาดแผลภายนอกไม่อาจเทียบเท่าความเจ็บปวดจากความล้มเหลวที่แล่นเข้าสู่จิตใจ เขาล้มเหลว เขายังไม่ได้ไถ่ถอนศักดิ์ศรีที่เสียไปอย่างสมบูรณ์
“แล้วทีมล่ะ? แคนดี้? เจสัน? สิงห์? ปอนด์?” กวินถามถึงเพื่อนร่วมทีมด้วยความเป็นห่วง
“ทุกคนปลอดภัยดีค่ะ” อรุณีรีบตอบ ใบหน้าของเธอดูผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อยเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ “พวกเขาบาดเจ็บเล็กน้อย แต่ได้รับการรักษาและพักฟื้นแล้ว ตอนนี้พวกเขาประจำการอยู่ที่ศูนย์บัญชาการ รอฟังคำสั่งต่อไป”
กวินถอนหายใจอย่างโล่งอก อย่างน้อยเพื่อนร่วมทีมก็ปลอดภัย แต่ความรู้สึกถึงภารกิจที่ยังไม่เสร็จสิ้นกลับกัดกินจิตใจของเขา
“แล้วใคร… ใครคือคนทรยศ?” กวินถามด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาขึ้น คำถามนี้เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ค้างคาในใจเขามาโดยตลอด ตั้งแต่ก่อนที่เขาจะหมดสติ
อรุณีมองสบตาเขาอย่างจริงจัง “เรายังไม่รู้แน่ชัดค่ะ แต่หลักฐานบางอย่างชี้ไปที่… คนวงใน”
“คนวงใน?” กวินขมวดคิ้ว “หมายความว่ายังไง? ใคร?”
“ข้อมูลบางอย่างถูกส่งออกไปอย่างลับ ๆ จากภายในหน่วยงานของเรา ทำให้ศัตรูล่วงรู้แผนการเคลื่อนไหวของคุณล่วงหน้า” อรุณีอธิบาย “แต่ที่น่าตกใจกว่านั้นคือ หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น เราพบว่ามีบุคคลสำคัญคนหนึ่ง… หายตัวไป”
กวินรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ “ใคร?”
“ผู้พันชาญชัย” อรุณีตอบด้วยน้ำเสียงที่ยากจะเชื่อ
กวินเบิกตากว้าง “ผู้พันชาญชัยงั้นหรือ? ไม่จริงน่า!” ผู้พันชาญชัยคือผู้บังคับบัญชาโดยตรงของเขา เป็นคนที่กวินให้ความเคารพมาตลอด เป็นคนที่คอยปกป้องเขาจากคำครหาว่าเป็นผู้ขี้ขลาดมาโดยตลอด
“เราก็ไม่อยากจะเชื่อเหมือนกันค่ะ แต่ตอนนี้ทางหน่วยกำลังเร่งตรวจสอบประวัติและเส้นทางการเงินของผู้พันชาญชัยอย่างละเอียด และกำลังออกคำสั่งจับกุมตัว” อรุณีพูดด้วยสีหน้าหม่นหมอง “ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นคนวางแผนทั้งหมดเพื่อช่วยหัวหน้าองค์กรก่อการร้ายหลบหนี และอาจจะเป็นคนเดียวกันที่ปล่อยข่าวลือเกี่ยวกับคุณเมื่อหลายปีก่อนด้วย”
ความรู้สึกเหมือนถูกหักหลังแล่นวาบไปทั่วร่างของกวิน ผู้พันชาญชัยคือคนที่เขาไว้ใจที่สุดคนหนึ่ง แต่กลับเป็นคนทรยศตัวจริง เป็นคนที่ทำลายชีวิตและศักดิ์ศรีของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“ไม่…” กวินพึมพำกับตัวเอง ความคิดในหัวตีกันยุ่งเหยิง เขาไม่สามารถประมวลผลเรื่องราวทั้งหมดได้ในทันที ความเจ็บปวดทางกายถูกแทนที่ด้วยความเจ็บปวดทางใจที่รุนแรงกว่าหลายเท่า
“ฉันรู้ว่ามันยากที่จะยอมรับค่ะ” อรุณีวางมือลงบนแขนของเขาเบา ๆ เพื่อปลอบโยน “แต่ตอนนี้คุณต้องพักผ่อนก่อนนะคะ เรื่องนี้ยังไม่จบ เราต้องเตรียมพร้อมสำหรับภารกิจต่อไป”
“ภารกิจต่อไป?” กวินเงยหน้ามองเธออีกครั้ง
“ใช่ค่ะ” อรุณีพยักหน้า “หัวหน้าองค์กรก่อการร้ายคนนั้น พร้อมกับเชื้อชีวภาพที่เหลือ… มันเป็นอันตรายเกินไปที่จะปล่อยให้มีชีวิตอยู่” ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่ไม่ต่างจากกวิน “หน่วยงานของเรากำลังระดมกำลังเพื่อตามล่ามันให้ถึงที่สุด และคุณ… กวิน… คุณคือคนเดียวที่จะนำทีมนี้ได้”
กวินมองไปที่อรุณี ดวงตาของเขาสะท้อนความเหนื่อยล้า ความเจ็บปวด และความโกรธแค้น แต่ลึก ๆ ลงไป เขาสัมผัสได้ถึงประกายไฟแห่งความมุ่งมั่นที่เริ่มลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง เขาต้องจบเรื่องนี้ เขาต้องนำศักดิ์ศรีของตัวเองกลับคืนมา และเหนือสิ่งอื่นใด เขาต้องหยุดยั้งอันตรายที่คุกคามโลกใบนี้
แต่ก่อนที่เขาจะทันได้ตอบรับคำพูดของอรุณี ประตูห้องพักฟื้นก็ถูกเปิดออกอย่างกะทันหัน เสียงฝีเท้าหนัก ๆ หลายคู่ดังเข้ามาในห้อง พร้อมกับร่างของชายฉกรรจ์ชุดดำสามคน ใบหน้าของพวกเขาปิดบังด้วยหน้ากาก และแต่ละคนถือปืนไรเฟิลจู่โจมพร้อมเล็งมาที่เตียงของกวิน
“พวกมันมาแล้ว!” อรุณีอุทานเสียงหลง เธอรีบดึงตัวกวินให้หลบต่ำลงไปพร้อมกับดันเตียงของเขาให้เป็นกำบัง
หนึ่งในชายชุดดำพุ่งเข้ามาที่เตียงทันที กวินมองเห็นแววตาที่โหดเหี้ยมผ่านช่องว่างบนหน้ากาก เขาพยายามขยับตัว แต่ร่างกายที่ยังอ่อนแรงไม่เป็นใจ แรงระเบิดจากภายนอกห้องดังสนั่นหวั่นไหวราวกับมีบางอย่างถูกโจมตีอย่างรุนแรง เสียงสัญญาณเตือนภัยฉุกเฉินดังลั่นไปทั่วทั้งอาคารอย่างโกลาหล
“แกคงคิดว่าจะรอดไปได้ง่าย ๆ สินะไอ้ขี้ขลาด!” เสียงห้าวทุ้มดังลอดหน้ากากออกมาจากชายชุดดำคนหนึ่ง กวินรับรู้ได้ถึงพลังงานที่ไม่เป็นมิตร แรงกดดันที่พร้อมจะทำลายล้างทุกอย่างที่ขวางหน้า
กวินกัดฟันแน่น เขายังไม่ทันได้พักฟื้น เขายังไม่ทันได้เตรียมตัวด้วยซ้ำ ตอนนี้เขากลายเป็นเป้าหมายอีกครั้ง และครั้งนี้ดูเหมือนว่าศัตรูจะรู้ทุกความเคลื่อนไหวของเขาไปเสียหมด
หรือว่าผู้พันชาญชัยจะยังไม่ตาย... และกำลังจะมาเก็บเขาให้เงียบไปตลอดกาล?
เสียงปืนดังขึ้นอีกครั้งพร้อมกับร่างของอรุณีที่ดึงปืนพกออกมาจากซองใต้เสื้ออย่างรวดเร็ว เธอเริ่มยิงตอบโต้เพื่อยื้อเวลา แต่ชายชุดดำมีจำนวนมากกว่าและอาวุธที่เหนือกว่ามาก
“กวิน! คุณต้องไปจากที่นี่!” อรุณีตะโกนเสียงแข็ง ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะปกป้องเขา
กวินมองอรุณีด้วยความรู้สึกหลากหลาย เขาไม่อาจยอมให้เธอต้องมาเสี่ยงอันตรายเพราะเขาอีกแล้ว แต่ร่างกายของเขากลับไม่อยู่ในสภาพพร้อมที่จะต่อสู้หรือแม้แต่จะหนี
เสียงระเบิดดังสนั่นใกล้เข้ามาอีกครั้ง แรงสั่นสะเทือนทำให้อุปกรณ์ทางการแพทย์ข้างเตียงล้มลง แสงไฟในห้องกระพริบถี่ ๆ ก่อนจะดับลง เหลือเพียงแสงสลัวจากภายนอกที่ลอดเข้ามา
ท่ามกลางความมืดและโกลาหล กวินพยายามฝืนลุกขึ้นยืน แต่ความเจ็บปวดแล่นแปลบไปทั่วร่างจนแทบทรุดลง เขาจ้องมองไปยังร่างของชายชุดดำที่กำลังก้าวเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ และตัดสินใจว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องต่อสู้ ไม่ว่าจะด้วยสภาพร่างกายแบบใดก็ตาม
แต่ในจังหวะนั้นเอง ประตูอีกบานที่อยู่ด้านหลังชายชุดดำก็ถูกเปิดออกอย่างเงียบเชียบ เผยให้เห็นร่างของชายอีกคนหนึ่งที่ก้าวเข้ามา ชายผู้นั้นสวมชุดสีเข้ม หน้าตาของเขาถูกบดบังด้วยความมืดมิดของมุมห้อง แต่กวินสัมผัสได้ถึงออร่าอันตรายที่แผ่ออกมา
“แก… ไม่รอดแน่” เสียงนั้นกระซิบเบา ๆ แต่แผ่ความเย็นเยียบไปทั่วทั้งห้อง ชายชุดดำทั้งสามที่กำลังจะเข้าถึงตัวกวินพลันหยุดชะงักพร้อมกับหันขวับไปมอง
ก่อนที่ทุกคนจะทันได้ตอบสนอง ร่างปริศนานั้นก็พุ่งเข้าใส่ชายชุดดำที่อยู่ใกล้ที่สุดด้วยความเร็วเหนือมนุษย์ ใบมีดสั้นวาววับในมือของเขาตวัดขึ้นอย่างรวดเร็ว เสียงกรีดร้องดังขึ้นเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่ร่างของชายชุดดำคนนั้นจะล้มลงแน่นิ่งไป เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นไปทั่วผนังห้อง
กวินเบิกตากว้าง เขาไม่เคยเห็นการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วและเด็ดขาดเช่นนี้มาก่อน
“ใครน่ะ?” อรุณีอุทานด้วยความตกใจ
ชายปริศนาไม่ได้ตอบ เขาหันมาทางชายชุดดำที่เหลืออีกสองคน ใบมีดในมือของเขาเปื้อนเลือด และดวงตาของเขาก็ฉายแววเย็นชาไร้ความปรานี
“เพชฌฆาตเงา” เสียงทุ้มต่ำจากร่างปริศนาเอ่ยขึ้นอย่างเชื่องช้า แต่ดังก้องอยู่ในความเงียบงันที่เกิดขึ้นชั่วขณะหนึ่ง
ชายชุดดำทั้งสองที่เหลือมองหน้ากันด้วยความหวาดกลัว ก่อนจะพุ่งเข้าใส่ชายปริศนาพร้อมกัน
กวินพยายามจะขยับตัวเพื่อช่วยเหลือ แต่ร่างกายของเขาไม่อาจตอบสนองได้ทันการณ์ ภาพสุดท้ายที่เขาเห็นก่อนที่ความเจ็บปวดจะเข้าครอบงำและทำให้เขามืดมิดไปอีกครั้ง คือเงาที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วราวกับปีศาจ และเสียงกรีดร้องที่ดังขึ้นพร้อมกับร่างของชายชุดดำที่ล้มลงอย่างหมดท่า
แล้วความมืดก็กลืนกินทุกสิ่งอีกครั้ง ทิ้งไว้เพียงคำถามสุดท้ายที่ก้องอยู่ในหูของกวิน... "เพชฌฆาตเงา" คือใคร? และเขามาทำอะไรที่นี่?

เพชฌฆาตเงา
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก