ความเจ็บปวดแปลบแล่นไปตามกล้ามเนื้อที่ยังอ่อนแรงราวกับถูกฉีกขาด ทำให้กวินต้องกัดฟันกรอด เสียงเครื่องวัดสัญญาณชีพดังติ๊ด...ติ๊ด...เป็นจังหวะสม่ำเสมอ เป็นหลักฐานเดียวที่บอกว่าเขายังคงมีชีวิตอยู่ แม้ร่างกายจะปฏิเสธการเคลื่อนไหวทุกรูปแบบ เปลือกตาที่หนักอึ้งค่อย ๆ ขยับ กะพริบถี่ ๆ เพื่อปรับให้ชินกับแสงสว่างที่ค่อย ๆ สาดส่องเข้ามาในดวงตา ภาพแรกที่เห็นคือเพดานสีขาวสะอาดตา ปราศจากร่องรอยของเขม่าควันหรือรอยเลือดใด ๆ กลิ่นยาฆ่าเชื้อจาง ๆ ลอยแตะปลายจมูก สลับกับกลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่คุ้นเคย… กลิ่นของอรุณี
กวินพยายามจะขยับตัวอีกครั้ง แต่แขนซ้ายกลับถูกตรึงไว้ด้วยสายน้ำเกลือที่เชื่อมต่อกับถุงของเหลวใส ความรู้สึกหน่วงที่ข้อมือทำให้เขาต้องทอดถอนหายใจแผ่วเบา ดวงตาค่อย ๆ กวาดมองไปรอบ ๆ ห้อง ภาพเบลอ ๆ ค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น เขามองเห็นม่านสีฟ้าอ่อนที่พลิ้วไหวตามแรงลมจากเครื่องปรับอากาศ และหน้าต่างบานใหญ่ที่เผยให้เห็นท้องฟ้าสีครามสดใสผิดกับสภาพจิตใจของเขา บรรยากาศเงียบสงบจนน่าประหลาดใจ ราวกับว่าโลกภายนอกได้หยุดหมุนไปพร้อมกับการหมดสติของเขา
แล้วสายตาของเขาก็หยุดลงที่ร่างหนึ่งที่นั่งหลับพิงพนักเก้าอี้ข้างเตียง เส้นผมสีดำขลับที่เคยถูกรวบไว้อย่างเป็นระเบียบคลอเคลียอยู่ข้างแก้มยามหลับใหล ใบหน้าหวานซึ้งที่มักจะฉายแววเข้มแข็งยามปฏิบัติหน้าที่ บัดนี้กลับผ่อนคลายลง เผยให้เห็นถึงความอ่อนล้าและความกังวลที่ซ่อนอยู่ใต้เปลือกตาที่ปิดสนิท มือเรียวเล็กที่เคยจับปืนได้อย่างมั่นคง บัดนี้กลับวางทับกันอยู่บนหน้าตักอย่างอ่อนแรง อรุณี... ใช่ เธออยู่ตรงนี้จริงๆ กลิ่นหอมอ่อนๆ ของเธอที่เขาจำได้ขึ้นใจ ไม่ได้เป็นเพียงภาพหลอนจากความฝัน
ความรู้สึกหนักอึ้งในอกที่เคยเป็นดั่งเงาตามติดตัวมาเนิ่นนานพลันจางหายไปราวกับหมอกควันยามต้องแสงอรุณ เหลือไว้เพียงความว่างเปล่าที่ค่อย ๆ ถูกเติมเต็มด้วยความหวังอันริบหรี่ หวังว่าทุกอย่างจะผ่านพ้นไปได้ด้วยดี หวังว่าจะไม่สูญเสียใครไปอีก หวังว่าจะสามารถไถ่ถอนศักดิ์ศรีที่เคยสูญเสียไปได้สำเร็จ
กวินพยายามกระแอมไอเบาๆ เพื่อปลุกเธอ แต่น้ำเสียงกลับแหบแห้งจนแทบไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา เขาขยับปลายนิ้วที่ยังคงเชื่อมต่อกับเครื่องวัดสัญญาณชีพเบาๆ เป็นจังหวะถี่ขึ้นตามแรงกระตุ้น เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ส่งเสียงเตือนเบาๆ ทำให้ร่างที่นั่งอยู่ข้างเตียงสะดุ้งตื่น อรุณีค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตาเรียวสวยกะพริบถี่ๆ เพื่อปรับให้ชินกับแสงสว่าง ก่อนจะเบิกกว้างขึ้นเมื่อเห็นว่าดวงตาของเขากำลังจับจ้องอยู่ที่เธอ
"กวิน... คุณฟื้นแล้ว!" เสียงของอรุณีเต็มไปด้วยความตื้นตันจนเกือบเป็นเสียงกระซิบ เธอรีบลุกพรวดขึ้นมายืนข้างเตียง ใบหน้าของเธอฉายแววโล่งอกอย่างเห็นได้ชัด น้ำตาคลอเบ้าอย่างไม่รู้ตัว กวินพยายามจะยิ้มตอบ แต่ริมฝีปากกลับแตกแห้งและเจ็บแปลบ เขาพยักหน้าเบาๆ แทน
"อรุณี..." เสียงของเขายังคงแหบพร่า "เกิดอะไรขึ้น... ผม..."
อรุณีรีบกดปุ่มฉุกเฉินข้างเตียง ก่อนจะหันกลับมาจับมือเขาเบาๆ "คุณไม่ต้องพูดอะไรตอนนี้ค่ะ คุณพักผ่อนเถอะ หมอกำลังจะมา" เธอพูดด้วยน้ำเสียงอบอุ่นและอ่อนโยน แววตาของเธอบอกเล่าเรื่องราวมากมายที่ยังไม่ได้เอ่ยออกมา
ไม่นานนัก ประตูห้องก็เปิดออก เผยให้เห็นคุณหมอและพยาบาลสองสามคน พวกเขาเข้ามาตรวจดูอาการของกวินอย่างละเอียด อรุณียืนมองอยู่ไม่ห่างด้วยความเป็นห่วง หมออธิบายว่าเขาหมดสติไปเกือบสามวันจากการระเบิดและแรงกระแทกจากอุบัติเหตุ อาการบาดเจ็บที่ซี่โครงและศีรษะค่อนข้างรุนแรง แต่โชคดีที่ไม่มีอาการเลือดคั่งในสมอง เพียงแต่ต้องพักฟื้นอีกระยะหนึ่ง
"คุณโชคดีมากครับ คุณกวิน" คุณหมอพูดด้วยรอยยิ้ม "ถ้ามาช้ากว่านี้อีกนิดคงไม่รอด"
คำพูดของคุณหมอทำให้กวินนึกถึงเหตุการณ์ก่อนที่เขาจะหมดสติ ภาพสุดท้ายที่จำได้คือแรงระเบิดมหาศาลที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งฐานทัพ เสียงกรีดร้องและควันไฟที่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า เขากับทีมกำลังพยายามหลบหนีออกจากอุโมงค์ที่กำลังถล่มลงมา ภาพของรัตน์ที่ล้มลงไปต่อหน้าต่อตา ภาพของธามที่พยายามพยุงเขา ภาพของอรุณีที่ยิงคุ้มกัน... แล้วทุกอย่างก็มืดดับไป
"ทีมของผม... พวกเขาปลอดภัยดีไหม?" กวินพยายามถามด้วยเสียงที่ดังขึ้นเล็กน้อย ความกังวลฉายชัดในดวงตา
อรุณีเหลือบมองคุณหมอเล็กน้อย ก่อนจะตอบเขาด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้เป็นปกติที่สุด "ทุกคนปลอดภัยดีค่ะ รัตน์อาการดีขึ้นมากแล้ว ส่วนธาม... ธามกำลังฟื้นตัวค่ะ" คำว่า "กำลังฟื้นตัว" ของเธอฟังดูเน้นย้ำและแปลกไปเล็กน้อย แต่กวินยังไม่มีแรงมากพอที่จะซักไซ้
หลังจากคุณหมอและพยาบาลออกไปแล้ว อรุณีก็กลับมานั่งข้างเตียง เธอหยิบผ้าชุบน้ำอุ่นมาเช็ดตามใบหน้าและลำคอของเขาอย่างอ่อนโยน ความอบอุ่นจากสัมผัสของเธอทำให้กวินรู้สึกผ่อนคลายลงอย่างไม่น่าเชื่อ
"เกิดอะไรขึ้นกันแน่... เราหยุดพวกมันได้ไหม? อาวุธชีวภาพนั่น..." กวินถามขึ้นอีกครั้ง เขารู้สึกได้ถึงความเร่งรีบในน้ำเสียงของตัวเอง
อรุณีถอนหายใจแผ่วเบา เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและเรื่องราวที่หนักอึ้ง "เราทำสำเร็จค่ะ อาวุธชีวภาพถูกทำลายไปแล้ว ส่วนหัวหน้าองค์กร... พวกเราก็จัดการได้..." เธอหยุดเว้นวรรคไปครู่หนึ่ง "แต่... มีเรื่องหนึ่งที่เราต้องบอกคุณ"
หัวใจของกวินเต้นระรัวอย่างควบคุมไม่ได้ เขารับรู้ถึงความผิดปกติในน้ำเสียงของอรุณี "เรื่องอะไร?"
"มันคือเรื่องของคนที่ทรยศเรา... คนที่ทำให้ทุกอย่างมันยากขึ้น" อรุณีหลบสายตาไปทางหน้าต่าง แสงแดดยามบ่ายสาดส่องเข้ามาทำให้เห็นเงาที่ทอดลงบนพื้น "เราจับตัวเขาได้ค่ะ แต่ก่อนที่เขาจะถูกสอบสวนอย่างละเอียด เขาก็... ฆ่าตัวตายในห้องขัง"
กวินนิ่งเงียบไปชั่วขณะ สมองของเขากำลังประมวลผลข้อมูลที่ได้รับ เขาไม่เคยคาดคิดว่าเรื่องราวจะจบลงแบบนี้ การทรยศหักหลังเป็นสิ่งที่เขาคาดการณ์ไว้เสมอ แต่การที่ผู้ทรยศจบชีวิตตัวเองไปก่อนที่จะถูกเปิดเผยความจริงทั้งหมด มันทิ้งปริศนาที่ใหญ่หลวงไว้เบื้องหลัง
"ใคร... ใครคือคนทรยศ?" กวินถามด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาขึ้นเล็กน้อย ใบหน้าของเขาปรากฏแววเคร่งเครียดอีกครั้ง
อรุณีเม้มริมฝีปากแน่น เธอดูลังเลที่จะตอบ ดวงตาของเธอกวาดมองไปรอบห้องราวกับกำลังหาคำพูดที่เหมาะสม "เขาคือ... พลเอกวิชาญค่ะ"
คำตอบของอรุณีทำให้กวินรู้สึกเหมือนถูกสายฟ้าฟาดลงกลางใจ พลเอกวิชาญ ผู้บังคับบัญชาโดยตรงของพวกเขา ผู้ที่มอบหมายภารกิจนี้ให้เขาด้วยตัวเอง ชายผู้ที่เคยเป็นเหมือนครูและพี่ชายในวงการทหารของเขา ไม่น่าเป็นไปได้!
"ไม่จริง... เป็นไปไม่ได้" กวินพึมพำกับตัวเอง ใบหน้าซีดเผือด
"เราก็ไม่อยากจะเชื่อค่ะ แต่หลักฐานทุกอย่างมันชี้ไปที่เขาจริง ๆ เขาวางแผนมาตั้งแต่แรก เขานำทางพวกเราไปสู่กับดักหลายครั้ง และเขาคือคนที่ปล่อยข้อมูลสำคัญให้แก่องค์กรก่อการร้าย" อรุณีพูดด้วยน้ำเสียงที่เจ็บปวด "เราคิดว่าเขาพยายามทำลายทุกอย่างที่คุณสร้างขึ้น เขาต้องการให้ภารกิจล้มเหลว และต้องการให้คุณ... ตาย"
กวินหลับตาลง ภาพของพลเอกวิชาญผุดขึ้นมาในความทรงจำ ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มที่มักจะให้กำลังใจเขาเสมอ คำพูดที่เคยบอกให้เขาเชื่อมั่นในตัวเอง ความรู้สึกผิดหวังและโกรธแค้นประดังเข้ามาจนเขาจุกแน่นในอก นี่คือราคาที่เขาต้องจ่ายจากการไว้ใจคนผิดอย่างนั้นหรือ? นี่คือสิ่งที่ทำให้ทีมของเขาต้องตกอยู่ในอันตรายสาหัส?
"แล้ว... ทำไม?" กวินกัดฟันถาม พยายามระงับความเจ็บปวดทั้งทางกายและใจ
อรุณีส่ายหน้า "เราไม่รู้ค่ะ แต่ก่อนที่เขาจะ... จากไป เขาเขียนจดหมายทิ้งไว้ฉบับหนึ่ง บอกว่าเขาทำไปเพราะ 'ความจำเป็น' บางอย่าง แต่ก็ยังไม่มีใครเข้าใจความหมายที่แท้จริงของมัน"
"จดหมายอยู่ไหน?"
"ทางหน่วยเก็บไว้เป็นหลักฐานค่ะ" อรุณีตอบ "แต่มีเรื่องที่น่ากังวลกว่านั้นค่ะกวิน"
กวินลืมตาขึ้นมองเธอ ใบหน้าของอรุณีดูจริงจังและกังวลอย่างเห็นได้ชัด "อะไร?"
"หลังจากที่เราจัดการกับฐานทัพใหญ่และอาวุธชีวภาพได้แล้ว เราคิดว่าทุกอย่างจบลงด้วยดี แต่เมื่อคืนนี้เอง... มีรายงานว่าเกิดเหตุการณ์แปลกประหลาดขึ้นในหลายเมืองใหญ่ทั่วโลก มีการโจมตีทางไซเบอร์พร้อมกัน สร้างความปั่นป่วนให้กับระบบโครงสร้างพื้นฐาน ระบบการสื่อสาร และตลาดหุ้น" อรุณีพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด "และที่สำคัญที่สุด... มีการปล่อยสารเคมีบางอย่างในระบบประปาของเมืองหลวงบางแห่ง ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้น... สารตัวนั้นมีโครงสร้างคล้ายกับสารตั้งต้นของอาวุธชีวภาพที่เราเพิ่งทำลายไป"
กวินเบิกตากว้าง ความหวังที่เพิ่งเริ่มก่อตัวในใจพลันมลายหายไปสิ้น อาวุธชีวภาพยังไม่หมดไป? หรือนี่คือแผนการสำรอง?
"คุณหมายความว่า... พวกมันยังไม่ถูกหยุด?"
อรุณีกัดริมฝีปากแน่น "ดูเหมือนว่า... สิ่งที่เราทำลายไปเป็นแค่เพียงส่วนหนึ่งของแผนการทั้งหมด พลเอกวิชาญอาจเป็นแค่เบี้ยตัวหนึ่ง หรืออาจเป็นกุญแจสำคัญที่เปิดประตูสู่แผนการที่ใหญ่กว่าที่เราจะจินตนาการได้"
หัวใจของกวินเต้นรัวแรงจนแทบจะทะลุออกมาจากอก ความเหนื่อยล้าและอาการบาดเจ็บของเขาถูกบดบังด้วยความรู้สึกเร่งด่วนและอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามา เขาเพิ่งจะฟื้นจากความตาย แต่โลกกลับกำลังเผชิญหน้ากับหายนะครั้งใหม่ และดูเหมือนว่าเขาจะเป็นคนเดียวที่สามารถหยุดมันได้
"เราต้องหาทางหยุดพวกมันให้ได้" กวินพูดเสียงหนักแน่น พยายามจะขยับตัวลุกขึ้นจากเตียง แต่ความเจ็บปวดที่แล่นไปทั่วร่างทำให้เขานิ่วหน้า
อรุณีรีบประคองเขาไว้ "คุณยังไม่แข็งแรงพอค่ะกวิน"
"ผมไม่สน... เราไม่มีเวลาแล้ว" แววตาของกวินเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยว "ภารกิจยังไม่จบใช่ไหมอรุณี?"
อรุณีมองตอบเขาด้วยความเข้าใจ ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ "ค่ะ... ภารกิจยังไม่จบ"
ทันใดนั้นเอง เสียงประตูห้องก็ถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรง โดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า ร่างสูงใหญ่ในชุดสีดำสนิทสามคนก้าวเข้ามาในห้อง แต่ละคนถือปืนไรเฟิลจู่โจมพร้อมเล็งมาที่พวกเขา แสงสะท้อนจากปลายกระบอกปืนส่องประกายวาววับในความมืดที่ลอดเข้ามาจากโถงทางเดินด้านนอก
"กวิน ชินภัทรสินธุ์!" หนึ่งในชายชุดดำตะโกนเสียงกร้าว "แกต้องมากับพวกเรา!"
อรุณีผลักกวินให้หลบไปด้านหลังเตียง ก่อนจะชักปืนพกคู่ใจออกมาจากเอวอย่างรวดเร็ว เธอเตรียมพร้อมที่จะยิง แต่ชายชุดดำอีกคนกลับพุ่งเข้ามาหาเธออย่างรวดเร็วเกินคาด เขาเหวี่ยงหมัดเข้าใส่เธออย่างจัง อรุณีหลบได้ทัน แต่ก็ทำให้เธอเสียจังหวะ
กวินมองดูเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยความตกใจ ร่างกายของเขายังอ่อนแอเกินกว่าจะช่วยเหลืออะไรได้ เขาพยายามจะขยับตัวอีกครั้ง แต่กลับรู้สึกถึงเข็มฉีดยาที่แทงเข้าที่คอของเขาอย่างรวดเร็วจากด้านหลัง ชายชุดดำอีกคนหนึ่งโผล่เข้ามาจากมุมมืดโดยที่เขาไม่ทันสังเกตเห็น
ภาพสุดท้ายที่กวินเห็นก่อนที่ทุกอย่างจะมืดดับลงอีกครั้ง คือใบหน้าของอรุณีที่กำลังต่อสู้อย่างดุเดือดกับชายชุดดำสองคน และดวงตาที่เต็มไปด้วยความตกใจและหวาดกลัวเมื่อเห็นเขากำลังจะหมดสติไปอีกครั้ง... ท่ามกลางเสียงปืนที่เริ่มดังระงมขึ้นจากด้านนอกห้องพร้อมกับเสียงกรีดร้องของผู้คน... นี่มันอะไรกัน... พวกมันมาได้อย่างไร... และใคร... ใครคือคนบงการอยู่เบื้องหลังทั้งหมดนี้อีกครั้งกันแน่...ความเจ็บปวดแปลบแล่นไปตามกล้ามเนื้อที่ยังอ่อนแรงราวกับถูกฉีกขาด ทำให้กวินต้องกัดฟันกรอด เสียงเครื่องวัดสัญญาณชีพดังติ๊ด...ติ๊ด...เป็นจังหวะสม่ำเสมอ เป็นหลักฐานเดียวที่บอกว่าเขายังคงมีชีวิตอยู่ แม้ร่างกายจะปฏิเสธการเคลื่อนไหวทุกรูปแบบ เปลือกตาที่หนักอึ้งค่อย ๆ ขยับ กะพริบถี่ ๆ เพื่อปรับให้ชินกับแสงสว่างที่ค่อย ๆ สาดส่องเข้ามาในดวงตา ภาพแรกที่เห็นคือเพดานสีขาวสะอาดตา ปราศจากร่องรอยของเขม่าควันหรือรอยเลือดใด ๆ กลิ่นยาฆ่าเชื้อจาง ๆ ลอยแตะปลายจมูก สลับกับกลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่คุ้นเคย… กลิ่นของอรุณี
กวินพยายามจะขยับตัวอีกครั้ง แต่แขนซ้ายกลับถูกตรึงไว้ด้วยสายน้ำเกลือที่เชื่อมต่อกับถุงของเหลวใส ความรู้สึกหน่วงที่ข้อมือทำให้เขาต้องทอดถอนหายใจแผ่วเบา ดวงตาค่อย ๆ กวาดมองไปรอบ ๆ ห้อง ภาพเบลอ ๆ ค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น เขามองเห็นม่านสีฟ้าอ่อนที่พลิ้วไหวตามแรงลมจากเครื่องปรับอากาศ และหน้าต่างบานใหญ่ที่เผยให้เห็นท้องฟ้าสีครามสดใสผิดกับสภาพจิตใจของเขา บรรยากาศเงียบสงบจนน่าประหลาดใจ ราวกับว่าโลกภายนอกได้หยุดหมุนไปพร้อมกับการหมดสติของเขา
แล้วสายตาของเขาก็หยุดลงที่ร่างหนึ่งที่นั่งหลับพิงพนักเก้าอี้ข้างเตียง เส้นผมสีดำขลับที่เคยถูกรวบไว้อย่างเป็นระเบียบคลอเคลียอยู่ข้างแก้มยามหลับใหล ใบหน้าหวานซึ้งที่มักจะฉายแววเข้มแข็งยามปฏิบัติหน้าที่ บัดนี้กลับผ่อนคลายลง เผยให้เห็นถึงความอ่อนล้าและความกังวลที่ซ่อนอยู่ใต้เปลือกตาที่ปิดสนิท มือเรียวเล็กที่เคยจับปืนได้อย่างมั่นคง บัดนี้กลับวางทับกันอยู่บนหน้าตักอย่างอ่อนแรง อรุณี... ใช่ เธออยู่ตรงนี้จริงๆ กลิ่นหอมอ่อนๆ ของเธอที่เขาจำได้ขึ้นใจ ไม่ได้เป็นเพียงภาพหลอนจากความฝัน
ความรู้สึกหนักอึ้งในอกที่เคยเป็นดั่งเงาตามติดตัวมาเนิ่นนานพลันจางหายไปราวกับหมอกควันยามต้องแสงอรุณ เหลือไว้เพียงความว่างเปล่าที่ค่อย ๆ ถูกเติมเต็มด้วยความหวังอันริบหรี่ หวังว่าทุกอย่างจะผ่านพ้นไปได้ด้วยดี หวังว่าจะไม่สูญเสียใครไปอีก หวังว่าจะสามารถไถ่ถอนศักดิ์ศรีที่เคยสูญเสียไปได้สำเร็จ
กวินพยายามกระแอมไอเบาๆ เพื่อปลุกเธอ แต่น้ำเสียงกลับแหบแห้งจนแทบไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา เขาขยับปลายนิ้วที่ยังคงเชื่อมต่อกับเครื่องวัดสัญญาณชีพเบาๆ เป็นจังหวะถี่ขึ้นตามแรงกระตุ้น เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ส่งเสียงเตือนเบาๆ ทำให้ร่างที่นั่งอยู่ข้างเตียงสะดุ้งตื่น อรุณีค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตาเรียวสวยกะพริบถี่ๆ เพื่อปรับให้ชินกับแสงสว่าง ก่อนจะเบิกกว้างขึ้นเมื่อเห็นว่าดวงตาของเขากำลังจับจ้องอยู่ที่เธอ
"กวิน... คุณฟื้นแล้ว!" เสียงของอรุณีเต็มไปด้วยความตื้นตันจนเกือบเป็นเสียงกระซิบ เธอรีบลุกพรวดขึ้นมายืนข้างเตียง ใบหน้าของเธอฉายแววโล่งอกอย่างเห็นได้ชัด น้ำตาคลอเบ้าอย่างไม่รู้ตัว กวินพยายามจะยิ้มตอบ แต่ริมฝีปากกลับแตกแห้งและเจ็บแปลบ เขาพยักหน้าเบาๆ แทน
"อรุณี..." เสียงของเขายังคงแหบพร่า "เกิดอะไรขึ้น... ผม..."
อรุณีรีบกดปุ่มฉุกเฉินข้างเตียง ก่อนจะหันกลับมาจับมือเขาเบาๆ "คุณไม่ต้องพูดอะไรตอนนี้ค่ะ คุณพักผ่อนเถอะ หมอกำลังจะมา" เธอพูดด้วยน้ำเสียงอบอุ่นและอ่อนโยน แววตาของเธอบอกเล่าเรื่องราวมากมายที่ยังไม่ได้เอ่ยออกมา
ไม่นานนัก ประตูห้องก็เปิดออก เผยให้เห็นคุณหมอและพยาบาลสองสามคน พวกเขาเข้ามาตรวจดูอาการของกวินอย่างละเอียด อรุณียืนมองอยู่ไม่ห่างด้วยความเป็นห่วง หมออธิบายว่าเขาหมดสติไปเกือบสามวันจากการระเบิดและแรงกระแทกจากอุบัติเหตุ อาการบาดเจ็บที่ซี่โครงและศีรษะค่อนข้างรุนแรง แต่โชคดีที่ไม่มีอาการเลือดคั่งในสมอง เพียงแต่ต้องพักฟื้นอีกระยะหนึ่ง
"คุณโชคดีมากครับ คุณกวิน" คุณหมอพูดด้วยรอยยิ้ม "ถ้ามาช้ากว่านี้อีกนิดคงไม่รอด"
คำพูดของคุณหมอทำให้กวินนึกถึงเหตุการณ์ก่อนที่เขาจะหมดสติ ภาพสุดท้ายที่จำได้คือแรงระเบิดมหาศาลที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งฐานทัพ เสียงกรีดร้องและควันไฟที่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า เขากับทีมกำลังพยายามหลบหนีออกจากอุโมงค์ที่กำลังถล่มลงมา ภาพของรัตน์ที่ล้มลงไปต่อหน้าต่อตา ภาพของธามที่พยายามพยุงเขา ภาพของอรุณีที่ยิงคุ้มกัน... แล้วทุกอย่างก็มืดดับไป
"ทีมของผม... พวกเขาปลอดภัยดีไหม?" กวินพยายามถามด้วยเสียงที่ดังขึ้นเล็กน้อย ความกังวลฉายชัดในดวงตา
อรุณีเหลือบมองคุณหมอเล็กน้อย ก่อนจะตอบเขาด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้เป็นปกติที่สุด "ทุกคนปลอดภัยดีค่ะ รัตน์อาการดีขึ้นมากแล้ว ส่วนธาม... ธามกำลังฟื้นตัวค่ะ" คำว่า "กำลังฟื้นตัว" ของเธอฟังดูเน้นย้ำและแปลกไปเล็กน้อย แต่กวินยังไม่มีแรงมากพอที่จะซักไซร้
หลังจากคุณหมอและพยาบาลออกไปแล้ว อรุณีก็กลับมานั่งข้างเตียง เธอหยิบผ้าชุบน้ำอุ่นมาเช็ดตามใบหน้าและลำคอของเขาอย่างอ่อนโยน ความอบอุ่นจากสัมผัสของเธอทำให้กวินรู้สึกผ่อนคลายลงอย่างไม่น่าเชื่อ
"เกิดอะไรขึ้นกันแน่... เราหยุดพวกมันได้ไหม? อาวุธชีวภาพนั่น..." กวินถามขึ้นอีกครั้ง เขารู้สึกได้ถึงความเร่งรีบในน้ำเสียงของตัวเอง
อรุณีถอนหายใจแผ่วเบา เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและเรื่องราวที่หนักอึ้ง "เราทำสำเร็จค่ะ อาวุธชีวภาพถูกทำลายไปแล้ว ส่วนหัวหน้าองค์กร... พวกเราก็จัดการได้..." เธอหยุดเว้นวรรคไปครู่หนึ่ง "แต่... มีเรื่องหนึ่งที่เราต้องบอกคุณ"
หัวใจของกวินเต้นระรัวอย่างควบคุมไม่ได้ เขารับรู้ถึงความผิดปกติในน้ำเสียงของอรุณี "เรื่องอะไร?"
"มันคือเรื่องของคนที่ทรยศเรา... คนที่ทำให้ทุกอย่างมันยากขึ้น" อรุณีหลบสายตาไปทางหน้าต่าง แสงแดดยามบ่ายสาดส่องเข้ามาทำให้เห็นเงาที่ทอดลงบนพื้น "เราจับตัวเขาได้ค่ะ แต่ก่อนที่เขาจะถูกสอบสวนอย่างละเอียด เขาก็... ฆ่าตัวตายในห้องขัง"
กวินนิ่งเงียบไปชั่วขณะ สมองของเขากำลังประมวลผลข้อมูลที่ได้รับ เขาไม่เคยคาดคิดว่าเรื่องราวจะจบลงแบบนี้ การทรยศหักหลังเป็นสิ่งที่เขาคาดการณ์ไว้เสมอ แต่การที่ผู้ทรยศจบชีวิตตัวเองไปก่อนที่จะถูกเปิดเผยความจริงทั้งหมด มันทิ้งปริศนาที่ใหญ่หลวงไว้เบื้องหลัง
"ใคร... ใครคือคนทรยศ?" กวินถามด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาขึ้นเล็กน้อย ใบหน้าของเขาปรากฏแววเคร่งเครียดอีกครั้ง
อรุณีเม้มริมฝีปากแน่น เธอดูลังเลที่จะตอบ ดวงตาของเธอกวาดมองไปรอบห้องราวกับกำลังหาคำพูดที่เหมาะสม "เขาคือ... พลเอกวิชาญค่ะ"
คำตอบของอรุณีทำให้กวินรู้สึกเหมือนถูกสายฟ้าฟาดลงกลางใจ พลเอกวิชาญ ผู้บังคับบัญชาโดยตรงของพวกเขา ผู้ที่มอบหมายภารกิจนี้ให้เขาด้วยตัวเอง ชายผู้ที่เคยเป็นเหมือนครูและพี่ชายในวงการทหารของเขา ไม่น่าเป็นไปได้!
"ไม่จริง... เป็นไปไม่ได้" กวินพึมพำกับตัวเอง ใบหน้าซีดเผือด
"เราก็ไม่อยากจะเชื่อค่ะ แต่หลักฐานทุกอย่างมันชี้ไปที่เขาจริง ๆ เขาวางแผนมาตั้งแต่แรก เขานำทางพวกเราไปสู่กับดักหลายครั้ง และเขาคือคนที่ปล่อยข้อมูลสำคัญให้แก่องค์กรก่อการร้าย" อรุณีพูดด้วยน้ำเสียงที่เจ็บปวด "เราคิดว่าเขาพยายามทำลายทุกอย่างที่คุณสร้างขึ้น เขาต้องการให้ภารกิจล้มเหลว และต้องการให้คุณ... ตาย"
กวินหลับตาลง ภาพของพลเอกวิชาญผุดขึ้นมาในความทรงจำ ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มที่มักจะให้กำลังใจเขาเสมอ คำพูดที่เคยบอกให้เขาเชื่อมั่นในตัวเอง ความรู้สึกผิดหวังและโกรธแค้นประดังเข้ามาจนเขาจุกแน่นในอก นี่คือราคาที่เขาต้องจ่ายจากการไว้ใจคนผิดอย่างนั้นหรือ? นี่คือสิ่งที่ทำให้ทีมของเขาต้องตกอยู่ในอันตรายสาหัส?
"แล้ว... ทำไม?" กวินกัดฟันถาม พยายามระงับความเจ็บปวดทั้งทางกายและใจ
อรุณีส่ายหน้า "เราไม่รู้ค่ะ แต่ก่อนที่เขาจะ... จากไป เขาเขียนจดหมายทิ้งไว้ฉบับหนึ่ง บอกว่าเขาทำไปเพราะ 'ความจำเป็น' บางอย่าง แต่ก็ยังไม่มีใครเข้าใจความหมายที่แท้จริงของมัน"
"จดหมายอยู่ไหน?"
"ทางหน่วยเก็บไว้เป็นหลักฐานค่ะ" อรุณีตอบ "แต่มีเรื่องที่น่ากังวลกว่านั้นค่ะกวิน"
กวินลืมตาขึ้นมองเธอ ใบหน้าของอรุณีดูจริงจังและกังวลอย่างเห็นได้ชัด "อะไร?"
"หลังจากที่เราจัดการกับฐานทัพใหญ่และอาวุธชีวภาพได้แล้ว เราคิดว่าทุกอย่างจบลงด้วยดี แต่เมื่อคืนนี้เอง... มีรายงานว่าเกิดเหตุการณ์แปลกประหลาดขึ้นในหลายเมืองใหญ่ทั่วโลก มีการโจมตีทางไซเบอร์พร้อมกัน สร้างความปั่นป่วนให้กับระบบโครงสร้างพื้นฐาน ระบบการสื่อสาร และตลาดหุ้น" อรุณีพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด "และที่สำคัญที่สุด... มีการปล่อยสารเคมีบางอย่างในระบบประปาของเมืองหลวงบางแห่ง ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้น... สารตัวนั้นมีโครงสร้างคล้ายกับสารตั้งต้นของอาวุธชีวภาพที่เราเพิ่งทำลายไป"
กวินเบิกตากว้าง ความหวังที่เพิ่งเริ่มก่อตัวในใจพลันมลายหายไปสิ้น อาวุธชีวภาพยังไม่หมดไป? หรือนี่คือแผนการสำรอง?
"คุณหมายความว่า... พวกมันยังไม่ถูกหยุด?"
อรุณีกัดริมฝีปากแน่น "ดูเหมือนว่า... สิ่งที่เราทำลายไปเป็นแค่เพียงส่วนหนึ่งของแผนการทั้งหมด พลเอกวิชาญอาจเป็นแค่เบี้ยตัวหนึ่ง หรืออาจเป็นกุญแจสำคัญที่เปิดประตูสู่แผนการที่ใหญ่กว่าที่เราจะจินตนาการได้"
หัวใจของกวินเต้นรัวแรงจนแทบจะทะลุออกมาจากอก ความเหนื่อยล้าและอาการบาดเจ็บของเขาถูกบดบังด้วยความรู้สึกเร่งด่วนและอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามา เขาเพิ่งจะฟื้นจากความตาย แต่โลกกลับกำลังเผชิญหน้ากับหายนะครั้งใหม่ และดูเหมือนว่าเขาจะเป็นคนเดียวที่สามารถหยุดมันได้
"เราต้องหาทางหยุดพวกมันให้ได้" กวินพูดเสียงหนักแน่น พยายามจะขยับตัวลุกขึ้นจากเตียง แต่ความเจ็บปวดที่แล่นไปทั่วร่างทำให้เขานิ่วหน้า
อรุณีรีบประคองเขาไว้ "คุณยังไม่แข็งแรงพอค่ะกวิน"
"ผมไม่สน... เราไม่มีเวลาแล้ว" แววตาของกวินเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยว "ภารกิจยังไม่จบใช่ไหมอรุณี?"
อรุณีมองตอบเขาด้วยความเข้าใจ ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ "ค่ะ... ภารกิจยังไม่จบ"
ทันใดนั้นเอง เสียงประตูห้องก็ถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรง โดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า ร่างสูงใหญ่ในชุดสีดำสนิทสามคนก้าวเข้ามาในห้อง แต่ละคนถือปืนไรเฟิลจู่โจมพร้อมเล็งมาที่พวกเขา แสงสะท้อนจากปลายกระบอกปืนส่องประกายวาววับในความมืดที่ลอดเข้ามาจากโถงทางเดินด้านนอก
"กวิน ชินภัทรสินธุ์!" หนึ่งในชายชุดดำตะโกนเสียงกร้าว "แกต้องมากับพวกเรา!"
อรุณีผลักกวินให้หลบไปด้านหลังเตียง ก่อนจะชักปืนพกคู่ใจออกมาจากเอวอย่างรวดเร็ว เธอเตรียมพร้อมที่จะยิง แต่ชายชุดดำอีกคนกลับพุ่งเข้ามาหาเธออย่างรวดเร็วเกินคาด เขาเหวี่ยงหมัดเข้าใส่เธออย่างจัง อรุณีหลบได้ทัน แต่ก็ทำให้เธอเสียจังหวะ
กวินมองดูเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยความตกใจ ร่างกายของเขายังอ่อนแอเกินกว่าจะช่วยเหลืออะไรได้ เขาพยายามจะขยับตัวอีกครั้ง แต่กลับรู้สึกถึงเข็มฉีดยาที่แทงเข้าที่คอของเขาอย่างรวดเร็วจากด้านหลัง ชายชุดดำอีกคนหนึ่งโผล่เข้ามาจากมุมมืดโดยที่เขาไม่ทันสังเกตเห็น
ภาพสุดท้ายที่กวินเห็นก่อนที่ทุกอย่างจะมืดดับลงอีกครั้ง คือใบหน้าของอรุณีที่กำลังต่อสู้อย่างดุเดือดกับชายชุดดำสองคน และ

เพชฌฆาตเงา
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก