กลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่คุ้นเคย... กลิ่นของอรุณี
ความอบอุ่นแผ่วเบาของมือเล็ก ๆ ที่แตะลงบนฝ่ามือของเขา ทำให้กวินรู้สึกถึงการมีอยู่ของอีกชีวิตหนึ่ง ไม่ใช่แค่ความว่างเปล่าที่รายล้อม แสงสว่างจ้าเริ่มปรับเปลี่ยนเป็นภาพที่คมชัดขึ้น ดวงตาของกวินกะพริบอีกครั้ง พยายามจะเพ่งมองให้ชัดเจนยิ่งขึ้น และในที่สุด เขาก็เห็นใบหน้าของอรุณีที่โน้มลงมาใกล้ ดวงตาคู่นั้นมีร่องรอยความกังวลระคนโล่งอก ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มจาง ๆ เมื่อสบกับดวงตาของเขา
“กวิน... คุณฟื้นแล้ว” เสียงของเธอแผ่วเบา แต่เปี่ยมไปด้วยความห่วงใยจนหัวใจของเขารู้สึกบีบรัด
กวินพยายามจะตอบ แต่ลำคอแห้งผากราวกับถูกทรายกลบ เสียงที่เปล่งออกมาจึงเป็นเพียงเสียงแหบพร่าเบาหวิว อรุณีรีบรินน้ำใส่แก้วเล็ก ๆ แล้วใช้หลอดค่อย ๆ ป้อนให้เขาจิบอย่างช้า ๆ ความชุ่มชื่นแล่นลงสู่ลำคอ ค่อย ๆ บรรเทาอาการแห้งผากนั้น กวินซดน้ำไปสองสามอึก ก่อนจะขยับริมฝีปากอีกครั้ง
“อรุณี...” เสียงของเขาเริ่มมีเรี่ยวแรงขึ้นเล็กน้อย แม้จะยังไม่เป็นปกติ
อรุณียิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยน “ไม่ต้องพูดอะไรมากนะคะ ตอนนี้คุณต้องพักผ่อนเยอะ ๆ” เธอเลื่อนมือมาลูบไล้เส้นผมที่ปรกหน้าผากของเขาอย่างแผ่วเบา สัมผัสที่คุ้นเคยนั้นทำให้กวินรู้สึกสงบอย่างประหลาด ราวกับคลื่นลมที่เคยบ้าคลั่งในจิตใจค่อย ๆ สงบลง
เขาพยายามนึกย้อนถึงเหตุการณ์สุดท้ายที่จำได้... ภาพของความโกลาหล เสียงปืนที่ดังสนั่น กลิ่นดินปืนและเลือดคละคลุ้ง การต่อสู้ที่ดุเดือดกับผู้ทรยศ และวินาทีสุดท้ายที่เขารู้สึกถึงแรงกระแทกมหาศาล... ทุกอย่างมืดดับลง
“เกิดอะไรขึ้น...” กวินเอ่ยถามด้วยเสียงที่ยังไม่ค่อยมั่นคง ความทรงจำยังคงกระจัดกระจายราวกับเศษกระจก
อรุณีถอนหายใจเบา ๆ “คุณถูกยิงค่ะ... เกือบจะเอาชีวิตไม่รอด” เธอเว้นจังหวะไปชั่วครู่ ดวงตาคู่นั้นสะท้อนความเจ็บปวด “เราพาคุณออกมาได้หวุดหวิด ทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลัง... แต่ตอนนี้คุณปลอดภัยแล้วค่ะ อยู่ที่นี่...” เธอไม่ได้บอกว่าที่นี่คือที่ไหน แต่บรรยากาศที่เงียบสงบและการดูแลเอาใจใส่ทำให้เขารู้สึกวางใจได้ในระดับหนึ่ง
“ทีมล่ะ... อาวุธชีวภาพ...” ความกังวลแล่นเข้ามาแทนที่ความโล่งใจ เขานึกถึงภารกิจที่ยังไม่สำเร็จ และเพื่อนร่วมทีมที่ร่วมฝ่าฟันมาด้วยกัน
อรุณีกุมมือของเขาแน่นขึ้น “ใจเย็น ๆ ค่ะกวิน คุณหมอบอกว่าคุณยังอ่อนแรงมาก อย่าเพิ่งคิดมาก” แต่แววตาของเธอบอกว่ามีเรื่องบางอย่างที่เธอไม่อยากพูดถึงตอนนี้
“บอกผมมาอรุณี... ผมต้องรู้” กวินพยายามจะยันตัวลุกขึ้น แต่ความเจ็บปวดที่หน้าท้องและซี่โครงทำให้เขาต้องนิ่วหน้าและล้มตัวลงไปตามเดิม
“คุณยังขยับตัวไม่ได้นะคะ” อรุณีรีบเข้ามาประคอง “อาวุธชีวภาพ... ถูกทำลายไปแล้วค่ะ”
คำพูดนั้นราวกับสายน้ำเย็นที่สาดเข้าใส่ กวินรู้สึกโล่งใจอย่างไม่น่าเชื่อ ภารกิจหลักสำเร็จแล้ว... แต่ความโล่งใจนั้นอยู่ได้ไม่นาน ความรู้สึกผิดและความกังวลก็กลับมาอีกครั้ง
“แล้วทีมล่ะ... หมวดอาร์ม... หทัย... พยัคฆ์...” เขาร่ายชื่อเพื่อนร่วมทีมออกมาทีละคน
ใบหน้าของอรุณีหม่นหมองลงทันที แววตาของเธอสั่นไหวอย่างเห็นได้ชัด “หมวดอาร์ม... เขา... เสียชีวิตแล้วค่ะ”
คำว่า ‘เสียชีวิต’ ทุ้มทับลงบนหัวใจของกวินราวกับค้อนยักษ์ ภาพของอาร์มที่ยิ้มกว้าง ๆ และคำพูดที่ให้กำลังใจกวินผุดขึ้นมาในห้วงความคิด ความรู้สึกผิดเข้าจู่โจมเขาอย่างรุนแรง เขาสัญญาว่าจะพาทุกคนกลับบ้านอย่างปลอดภัย แต่เขากลับทำไม่ได้
“ไม่จริง...” เสียงของกวินสั่นเครือ “มันต้องไม่จริง... ผม... ผมต้องปกป้องเขาได้สิ...”
อรุณีเช็ดน้ำตาที่ไหลรินออกมาจากดวงตาของเธอ “เขาเสียสละตัวเองเพื่อปกป้องคุณและพวกเราค่ะกวิน... เขาเป็นวีรบุรุษ”
วีรบุรุษ... คำนั้นยิ่งตอกย้ำความเจ็บปวดของกวิน เขาถูกตราหน้าว่าเป็นคนขี้ขลาด แต่คนที่ยอมสละชีวิตกลับเป็นเพื่อนร่วมทีมของเขา
“แล้วคนอื่นล่ะ... หทัย... พยัคฆ์...” กวินพยายามกลั้นความรู้สึกปวดร้าวไว้ แล้วถามต่อด้วยเสียงที่แหบพร่า
อรุณีส่ายหน้าช้า ๆ “เรายังไม่พบค่ะ... ทั้งหทัยและพยัคฆ์... หายตัวไปในความโกลาหล”
ความหวังริบหรี่ที่เคยมีพลันมอดดับ กวินรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบพังทลายลงตรงหน้า ทีมที่เขารวมตัวมาด้วยความยากลำบาก ต้องมาจบลงแบบนี้ เขาทำพลาดตรงไหน เขาคือต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดใช่ไหม
“แล้ว... ไอ้คนทรยศนั่นล่ะ... ไอ้สารเลวฉิบหายที่หักหลังพวกเรา...” กวินกัดฟันกรอด ความโกรธแค้นปะทุขึ้นในใจราวกับลาวาเดือดพล่าน
อรุณีเงยหน้าขึ้นมองเขา แววตาของเธอเต็มไปด้วยความสับสน “คุณหมายถึงใครคะกวิน”
คำถามนั้นทำให้กวินชะงัก เขามองอรุณีอย่างไม่เข้าใจ “ก็ไอ้คนที่เปิดทางให้ศัตรูเข้ามา... ไอ้คนที่ทำให้เราเสียเปรียบ... ไอ้คนที่...”
“คุณกำลังสับสนค่ะกวิน” อรุณีตัดบท สีหน้าของเธอดูจริงจังขึ้น “ไม่มีใครทรยศพวกเรา ไม่มีใครหักหลังคุณ”
“ไม่จริง! ผมจำได้! ผมเห็นมันกับตา! มันอยู่กับพวกศัตรู!” กวินพยายามจะลุกขึ้นยืนอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่สนใจความเจ็บปวดอีกต่อไป ความสับสนและโกรธแค้นทำให้เขาลืมความอ่อนแอทางร่างกายไปชั่วขณะ
อรุณีรีบเข้ามารั้งเขาไว้ “คุณต้องพักผ่อนนะคะ! คุณยังบาดเจ็บหนักมาก!”
“ไม่! ผมไม่พัก! บอกผมมาว่ามันเป็นใคร! ผมจะไปจัดการมันเอง!” แววตาของกวินฉายความบ้าคลั่งออกมา
เสียงฝีเท้าที่เร่งรีบดังเข้ามาในห้อง ประตูเปิดออก และชายร่างสูงใหญ่ในชุดเครื่องแบบทหารพร้อมด้วยนายทหารอีกสองนายก็เดินเข้ามา ผู้พันคีรีนั่นเอง ใบหน้าของเขามีร่องรอยความเหนื่อยล้า แต่แววตายังคงแข็งกร้าว
“ดีใจที่เห็นนายฟื้นนะกวิน” ผู้พันคีรีกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ แต่แฝงด้วยความกดดัน
“ผู้พัน!” กวินเรียกชื่อเขาด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งเคารพและตั้งคำถาม “เกิดอะไรขึ้นกันแน่ครับ! อรุณีบอกว่าไม่มีใครทรยศ แต่มันไม่จริง! ผมเห็น...”
ผู้พันคีรีเดินเข้ามาใกล้เตียง มองกวินด้วยสายตาที่ลึกซึ้งเกินจะคาดเดา “นายจำอะไรได้บ้างกวิน”
“ผมจำได้! ผมจำได้ว่ามีการทรยศหักหลัง! มีใครบางคนอยู่เบื้องหลังทั้งหมด! ใครบางคนที่พยายามจะกำจัดพวกเรา!” กวินพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แม้ความเจ็บปวดจะยังคงรบกวนเขาอยู่
ผู้พันคีรีนิ่งเงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “นายเข้าใจผิดแล้วกวิน ไม่มีใครทรยศภารกิจ ไม่มีใครทรยศทีม”
“เป็นไปไม่ได้!” กวินตะโกน “ผมเห็นมันกับตา! ไอ้คนเลวระยำนั่น! ผมเห็นมัน... ผมเห็นมัน...” ภาพความทรงจำเริ่มกลับมาอย่างเลือนราง มันเหมือนกับภาพลวงตาที่ยากจะจับต้อง
“พอแล้วกวิน!” ผู้พันคีรีสั่งเสียงเฉียบขาด “นายเสียเลือดมาก ร่างกายอ่อนแอ และอาจจะเห็นภาพหลอน หรือสับสนได้”
“ไม่! ผมไม่ได้สับสน!” กวินปฏิเสธอย่างหัวชนฝา “มันไม่ใช่ภาพหลอน! ผมจำได้ว่าใครเป็นคนทรยศ!”
ผู้พันคีรีจ้องมองกวินด้วยสายตาที่ไม่ยอมอ่อนข้อ “ภารกิจของเราสำเร็จแล้ว อาวุธชีวภาพถูกทำลาย แต่เราต้องสูญเสียหมวดอาร์มไป ส่วนหทัยกับพยัคฆ์ยังคงหายสาบสูญ”
“แล้วไอ้คนทรยศล่ะครับ!” กวินยังคงยืนกราน “มันอยู่ที่ไหน!”
ผู้พันคีรีถอนหายใจอีกครั้ง “ไม่มีใครทรยศกวิน เรื่องทั้งหมดเป็นไปตามแผนที่ผิดพลาด และการต่อสู้ที่ดุเดือด แต่นายไม่ได้ถูกหักหลัง”
คำพูดของผู้พันทำให้กวินรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าอย่างแรง เขาไม่เข้าใจ ทำไมทุกคนถึงได้ปฏิเสธความจริงที่เขาเห็น ทำไมพวกเขาถึงพยายามปิดบังเรื่องนี้
“ผมไม่เชื่อ!” กวินพยายามจะลุกขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้อรุณีจับบ่าของเขาไว้แน่น
“กวินคะ เชื่ออรุณีเถอะค่ะ” เธอพูดเสียงอ่อนโยน แต่แววตาของเธอดูเศร้าสร้อยอย่างประหลาด
“มันต้องมีอะไรที่พวกคุณปิดบังผมอยู่!” กวินรู้สึกเหมือนถูกห้อมล้อมด้วยความไม่ไว้วางใจ “บอกผมมาเถอะครับ ว่าใครเป็นคนทรยศพวกเรา! ผมรู้ว่ามันไม่ใช่แค่ความผิดพลาดของแผนการ!”
ผู้พันคีรีมองกวินด้วยสายตาที่เย็นชามากขึ้น “นายพักผ่อนไปก่อนกวิน เมื่อนายฟื้นตัวเต็มที่แล้ว เราจะอธิบายทุกอย่างให้นายฟังอย่างละเอียด”
“ไม่! ผมต้องการคำตอบเดี๋ยวนี้!” กวินปฏิเสธอย่างไม่ยอมแพ้
ผู้พันคีรีพยักหน้าให้ลูกน้อง นายทหารสองนายที่ยืนอยู่ด้านหลังก็ก้าวเข้ามาทันที คนหนึ่งถือกระบอกฉีดยาไว้ในมือ
“พวกคุณจะทำอะไร!” กวินเบิกตากว้าง เขารู้สึกถึงบางสิ่งที่ไม่ชอบมาพากล
“แค่ยานอนหลับอ่อน ๆ เพื่อให้นายได้พักผ่อน” ผู้พันคีรีตอบเสียงเรียบ
“ไม่! ผมไม่ต้องการยานอนหลับ! ผมต้องการคำตอบ!” กวินพยายามจะดิ้นรนหนี แต่ร่างกายที่อ่อนแรงทำให้เขาทำอะไรไม่ได้มากนัก
อรุณีมองเขาด้วยแววตาเจ็บปวด แต่เธอก็ไม่ได้พยายามห้ามลูกน้องของผู้พันคีรีแต่อย่างใด เธอเพียงแค่ยืนอยู่ตรงนั้น จ้องมองเขาด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก
เข็มฉีดยาปักลงบนต้นแขนของกวินอย่างรวดเร็ว ของเหลวเย็นเฉียบไหลเข้าสู่กระแสเลือด ไม่นานนัก เปลือกตาของกวินก็เริ่มหนักอึ้ง ความพยายามที่จะต่อสู้เริ่มลดน้อยลง แต่ก่อนที่สติของเขาจะดับวูบไป ภาพสุดท้ายที่เขาเห็นคือใบหน้าของอรุณี... และรอยยิ้มจาง ๆ บนใบหน้าของผู้พันคีรี ที่ดูเหมือนจะเป็นรอยยิ้มของชัยชนะ
ความมืดเข้าปกคลุมอีกครั้ง กวินไม่แน่ใจว่ามันเป็นความมืดที่แท้จริง หรือเป็นเพียงความมืดมิดที่ฉาบฉายอยู่ในใจของเขา ก่อนที่เขาจะหมดสติไป เขากลับได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบาที่ดังขึ้นในโสตประสาท เสียงที่คุ้นเคย... เสียงของอรุณี
“ขอโทษนะคะกวิน... คุณจะปลอดภัยที่นี่... ตราบใดที่คุณเชื่อเรา...”
เสียงนั้นจางหายไปพร้อมกับสติที่ดับวูบ แต่คำว่า ‘ตราบใดที่คุณเชื่อเรา’ กลับดังก้องอยู่ในใจของกวินอย่างน่าขนลุก... ราวกับความเชื่อของเขาคือสิ่งสุดท้ายที่พวกเขาต้องการจะพรากไปจากเขา

เพชฌฆาตเงา
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก