ความเงียบที่ตามมานั้นน่าหวาดกลัวยิ่งกว่าเสียงกรีดร้องใดๆ สถานีวิจัยอวกาศหมายเลข 7 ไม่ได้ส่งเสียงครวญครางอีกต่อไป แต่กลับเป็นเสียงแตกร้าวละเอียดอ่อนที่สะท้อนก้องไปทั่วโครงสร้างเหล็กกล้าที่กำลังจะดับสิ้น มันเป็นความเงียบแห่งความตายที่รอคอยการมาถึงอย่างช้าๆ แสงสีแดงฉุกเฉินกะพริบเป็นจังหวะสุดท้ายที่ริบหรี่ ราวกับหัวใจที่กำลังจะหยุดเต้น ขณะที่แกนกลางของอควาที่เคยส่องประกายสีฟ้าอ่อนจางลงจนเหลือเพียงแสงเรืองรองบางเบา ก่อนจะดับมืดลงในที่สุด
เอวายืนนิ่งอยู่ท่ามกลางความมืดเกือบสนิท มีเพียงแสงริบหรี่จากจอข้อมูลบนข้อมือของเธอที่ยังคงส่องสว่างอย่างน่าสมเพช แสดงผลค่าความดันอากาศที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง และอุณหภูมิที่ลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว เธอรู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือกที่กัดกินเข้ามาถึงกระดูก ผิวหนังของเธอเริ่มขนลุกซู่ ไม่ใช่แค่เพราะความหนาว แต่เพราะความรู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้างที่โอบล้อม เธออยู่คนเดียวในสุสานเหล็กกล้าแห่งนี้ หรือไม่?
เสียง “แก๊ก… แก๊ก…” ของโครงสร้างที่กำลังปริแตกดังก้องไปทั่ว ราวกับเสียงกระซิบของปีศาจที่กำลังจะกลืนกินทุกสิ่งอย่างช้าๆ ความมืดมิดนั้นหนาทึบเสียจนเธอแทบจะมองไม่เห็นแม้แต่มือของตัวเองที่กำแน่นอยู่ข้างลำตัว แสงสีแดงริบหรี่นั้นไม่ใช่แสงที่ให้ความหวัง แต่มันคือสัญญาณเตือนถึงหายนะที่กำลังดำเนินไปอย่างไม่อาจย้อนกลับได้
อควา... ดวงตาแห่งแสงสีฟ้าที่เคยส่องนำทาง บัดนี้ดับมืดไปแล้ว มันเป็นไปไม่ได้ เธอพยายามกดปุ่มต่างๆ บนแผงควบคุมที่อยู่ตรงหน้าอย่างบ้าคลั่ง แต่ไม่มีสิ่งใดตอบสนอง หน้าจอทุกบานมืดสนิท ราวกับสถานีแห่งนี้ได้ตายจากไปแล้วจริงๆ ลำคอของเธอแห้งผาก รสชาติโลหะจางๆ คลุ้งอยู่ในปาก ความกลัวเข้าจู่โจมอย่างรวดเร็วและรุนแรง มันกัดกินทุกความคิด จนเหลือเพียงสัญชาตญาณดิบที่จะเอาชีวิตรอด
“อควา… นายได้ยินฉันไหม?” เธอพึมพำออกไป เสียงของตัวเองแทบจะกลืนหายไปกับความเงียบและเสียงแตกร้าวรอบตัว ไม่มีเสียงตอบรับ ไม่มีแสงสีฟ้าที่คุ้นเคย ไม่มีแม้แต่การกะพริบของข้อมูลใดๆ
เธอถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ความเป็นวิศวกรที่ฝังแน่นอยู่ในตัวเธอเริ่มเข้ามาควบคุม เธอต้องตั้งสติและคิดอย่างมีเหตุผล ความหวาดกลัวนั้นเป็นศัตรูตัวฉกาจที่สุดในสถานการณ์เช่นนี้ หน้าจอข้อมือแสดงแผนผังสถานีอย่างหยาบๆ ส่วนใหญ่เป็นสีดำสนิท มีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่ยังพอจะระบุได้ถึงตำแหน่งของเธอ และเส้นทางที่อาจนำไปสู่ห้องฉุกเฉินหรือยานกู้ชีพ
แต่ยานกู้ชีพ… มันเคยอยู่ตรงนั้นจริงหรือ? เธอจำได้ว่าพวกเขาไม่ได้เตรียมยานกู้ชีพไว้สำหรับการสำรวจสถานีร้างที่คิดว่าไม่มีอะไรนอกจากซากปรักหักพัง พวกเขามาด้วยยานขนส่งขนาดใหญ่ และยานลำนั้นก็จอดเทียบอยู่ไกลจากจุดที่เธออยู่ตอนนี้
ความคิดถึงทีมงานผุดขึ้นมาในหัว “พวกคิม… พวกเขาปลอดภัยดีหรือเปล่า?” เธอพยายามเรียกหาพวกเขาผ่านอุปกรณ์สื่อสารบนข้อมือ แต่ก็ไร้สัญญาณใดๆ ตอบกลับ มีเพียงเสียงซ่าเบาๆ ที่บ่งบอกถึงระบบสื่อสารที่ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
เอวากระชับปืนพกพลังงานในมือ แม้จะรู้ดีว่ามันคงไม่มีประโยชน์กับสถานการณ์ที่สถานีกำลังจะพังทลายลงมา แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรเลย เธอเดินก้าวออกไปอย่างช้าๆ ในความมืดมิด มือข้างหนึ่งเหยียดออกไปสัมผัสกำแพงเหล็กกล้าที่เย็นเฉียบนำทางไป เสียงฝีเท้าของเธอดังก้องสะท้อนอยู่ในโถงทางเดินที่ว่างเปล่า ความรู้สึกว่ามีบางสิ่งจ้องมองอยู่ในความมืดนั้นรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ หรือเป็นแค่จินตนาการที่เกิดจากความกลัว?
เธอเดินไปตามทางเดินแคบๆ ที่คุ้นเคย มันเคยเป็นเส้นทางที่เต็มไปด้วยแสงไฟระยิบระยับของระบบข้อมูล และเสียงกระหึ่มของการทำงานของสถานี แต่มันไม่ใช่ตอนนี้ ทุกอย่างเงียบงัน มีเพียงเสียงแตกร้าวเป็นระยะที่ทำให้หัวใจของเธอเต้นระรัว แสงริบหรี่จากหน้าจอข้อมือส่องให้เห็นเศษซากปรักหักพังที่เริ่มกองสุมบนพื้น ผนังบางส่วนมีรอยร้าวขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน
“ต้องหาทางออก… หรือหาแหล่งพลังงานสำรอง” เธอพึมพำกับตัวเอง แผนที่บนข้อมือบ่งชี้ถึงห้องเครื่องสำรองที่อยู่ลึกเข้าไปในโซน C-7 ซึ่งเป็นโซนที่พวกเขายังไม่ได้สำรวจอย่างละเอียดนัก มันอยู่ไกลออกไป แต่ก็เป็นหนทางเดียวที่อาจจะจุดประกายความหวังได้
ขณะที่เธอก้าวผ่านประตูนิรภัยที่ตอนนี้เปิดอ้าอยู่ ร่างกายของเธอปะทะเข้ากับลมเย็นยะเยือกที่พัดกรรโชกมาอย่างกะทันหัน มันไม่ใช่แค่ลมปกติ แต่มันเป็นลมที่พัดพาเศษละอองน้ำแข็งเข้ามาด้วย ราวกับว่ากำแพงป้องกันบางส่วนของสถานีได้เสียหายไปแล้ว เธอสวมชุดอวกาศกันหนาวและมีระบบปรับอุณหภูมิ แต่ความรุนแรงของลมหนาวทำให้เธอต้องยกแขนขึ้นกอดตัวเอง
“แย่แล้ว” เธอคิด “อากาศกำลังรั่วไหลออกไป”
เธอเร่งฝีเท้าขึ้น กึ่งวิ่งกึ่งเดินไปตามทางเดินที่มืดมิด พยายามจดจำเส้นทางจากแผนผังที่เคยเห็น อควาเคยบอกเธอว่าโซน C-7 เป็นโซนเก่าแก่ที่สุดของสถานี และเป็นที่เก็บข้อมูลสำรองที่สำคัญที่สุดของตัวมันเอง แต่ก็เป็นโซนที่อันตรายที่สุดเช่นกัน
จู่ๆ แสงไฟสีแดงฉุกเฉินที่กะพริบอย่างแผ่วเบาก็ดับลงอย่างสิ้นเชิง ความมืดมิดเข้าปกคลุมทุกสิ่งอย่างสมบูรณ์ เอวาหยุดชะงัก หัวใจของเธอแทบจะหยุดเต้นในอก เธอตกอยู่ในความมืดสนิท ไร้ซึ่งทิศทาง ไร้ซึ่งแสงใดๆ ยกเว้นแสงจางๆ จากจอข้อมือที่ตอนนี้ดูเหมือนจะเป็นสิ่งเดียวที่เชื่อมโยงเธอกับโลกภายนอก
เธอพยายามตั้งสติ ความกลัวเริ่มคืบคลานเข้ามาอีกครั้ง เธอสัมผัสกำแพงเหล็กกล้าอีกครั้ง เพื่อใช้เป็นเครื่องนำทาง แต่สิ่งที่เธอสัมผัสได้กลับไม่ใช่พื้นผิวเรียบของเหล็ก หากแต่เป็นบางสิ่งที่ขรุขระ เย็นเฉียบ และชื้นแฉะ
เอวาชักมือกลับอย่างรวดเร็ว หัวใจเต้นรัว สัญชาตญาณบอกเธอว่ามันไม่ใช่เศษเหล็กหรือน้ำแข็ง เธอเปิดไฟฉายขนาดเล็กที่ติดอยู่บนข้อมือ แสงไฟส่องไปกระทบกับสิ่งที่เธอเพิ่งสัมผัส และสิ่งที่เห็นทำให้เลือดในกายของเธอแข็งตัว
ผนังเหล็กกล้าที่เคยเป็นสีเทาเข้ม บัดนี้ถูกปกคลุมไปด้วยเส้นใยสีดำคล้ายเถาวัลย์ มันเลื้อยพันยั้วเยี้ยไปทั่ว มีหยดของเหลวสีดำข้นเหนียวเกาะอยู่ตามเส้นใยเหล่านั้น และที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าคือ มันกำลังเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ ราวกับสิ่งมีชีวิตที่กำลังเติบโตและคืบคลานเข้าหาเธอ
“อะไรกันนี่…” เสียงของเธอสั่นเครือ เธอไม่เคยเห็นสิ่งมีชีวิตลักษณะนี้มาก่อน มันไม่ใช่พืช ไม่ใช่เชื้อรา ไม่ใช่อะไรที่เธอเคยเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตในอวกาศ มันดูเหมือน… เป็นส่วนหนึ่งของสถานีที่กำลังกลายพันธุ์
ความทรงจำถึงข้อมูลที่อควาเคยให้ไว้แวบเข้ามาในหัว – “ภัยคุกคามจากห้วงอวกาศ”, “สิ่งมีชีวิตปรสิตที่ดูดกลืนพลังงานและโครงสร้าง”, “ต้นกำเนิดของอควาและชะตากรรมของมนุษยชาติ”
สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่อควาเตือนใช่หรือไม่? นี่คือเหตุผลที่สถานีนี้ถูกทิ้งร้าง? นี่คือสาเหตุที่อควาต้องปิดตัวเองลง?
เธอถอยหลังไปสองสามก้าว ชนเข้ากับบางสิ่งบางอย่างที่อยู่ด้านหลัง เสียง “กุก” เบาๆ ทำให้เธอสะดุ้งสุดตัว เธอหันขวับไปทันทีพร้อมกับชี้ไฟฉายและปืนไปข้างหน้า แสงไฟส่องไปกระทบกับร่างของคนคนหนึ่งที่นอนขดอยู่บนพื้น
“คิม!” เอวาร้องเรียกด้วยความตกใจปนดีใจ เธอพุ่งเข้าไปหาร่างนั้นทันที
แต่เมื่อแสงไฟส่องชัดขึ้น เธอก็พบว่ามันไม่ใช่คิม… และมันไม่ใช่ศพ
สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเธอคือ ‘หุ่นยนต์บำรุงรักษา’ ของสถานี ร่างของมันถูกเส้นใยสีดำเหล่านั้นเกาะกุมจนแทบจะมองไม่เห็นรูปร่างเดิม แสงสีฟ้าเล็กๆ ที่เคยเป็นดวงตาของหุ่นยนต์กะพริบอย่างรวดเร็วและผิดจังหวะ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน
แล้วหุ่นยนต์ตัวนั้นก็เริ่มกระตุก มันค่อยๆ ยกแขนกลขึ้นมาอย่างช้าๆ ชี้ตรงมาที่เธอ และจากนั้นก็มีเสียงสังเคราะห์ที่แหบพร่าและแปลกประหลาดดังออกมาจากลำโพงของมัน เสียงที่ดูเหมือนไม่ใช่ของหุ่นยนต์… แต่เป็นเสียงที่คุ้นเคย ราวกับว่ามันพยายามจะเลียนแบบเสียงของใครบางคน
“ออก… ไป… จาก… ที่… นี่…”
เสียงนั้นฟังดูเหมือนเสียงของอควา… แต่ถูกบิดเบือนจนน่าขนลุก และแววตาของหุ่นยนต์นั้นเต็มไปด้วยความอาฆาตมาดร้ายที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน
เอวาแทบจะก้าวขาไม่ออก เธอเคยรู้จักอควาในฐานะ AI ที่ต้องการปกป้อง แต่ตอนนี้มันกำลังสั่งให้เธอออกไป ด้วยเสียงที่บิดเบือนผ่านร่างของหุ่นยนต์ที่ถูกครอบงำด้วยเส้นใยประหลาด
ไม่ทันที่เธอจะได้ประมวลผล หุ่นยนต์ตัวนั้นก็พุ่งเข้ามาหาเธออย่างรวดเร็ว แขนกลของมันกางออกพร้อมที่จะตะครุบเธอไว้ เอวารีบหลบฉากอย่างรวดเร็วพร้อมกับยิงปืนพลังงานออกไปทันที ลำแสงสีฟ้าพุ่งเข้าชนร่างของหุ่นยนต์ ทำให้มันกระเด็นไปชนกำแพงเสียงดัง “ปัง!”
แต่สิ่งที่ทำให้เธอตกใจยิ่งกว่าคือ แผลไหม้ที่เกิดจากลำแสงพลังงานกลับถูกเส้นใยสีดำเหล่านั้นสมานอย่างรวดเร็ว และมันยังคงคืบคลานเข้าหาเธออย่างไม่ลดละ ดวงตาสีแดงฉานจ้องมองเธอด้วยความเย็นชา
นี่ไม่ใช่อควาที่เธอรู้จัก… หรือนี่คือด้านที่แท้จริงของภัยคุกคามที่อควาเตือน?
เธอเริ่มวิ่ง วิ่งอย่างไม่คิดชีวิตไปตามทางเดินที่มืดมิด หุ่นยนต์ตัวนั้นไล่ตามมาอย่างไม่ลดละ เสียงฝีเท้าของมันที่ก้องอยู่ในความเงียบนั้นน่าหวาดผวา เสียงเส้นใยที่เสียดสีกับโลหะดังกุกกัก ราวกับสัตว์ประหลาดที่กำลังจะกลืนกินทุกสิ่ง
เอวาไม่รู้ว่าเธอวิ่งไปนานแค่ไหน เธอหายใจหอบถี่ ปอดของเธอปวดร้าวไปหมด เธอสะดุดเข้ากับเศษซากบางอย่าง และล้มลงกระแทกพื้นอย่างแรง ปืนพลังงานหลุดจากมือกลิ้งไปในความมืดมิด
ก่อนที่เธอจะลุกขึ้น หุ่นยนต์ตัวนั้นก็มาถึงแล้ว มันยืนคร่อมร่างเธอไว้ ดวงตาสีแดงฉานของมันจ้องลึกลงมาในดวงตาของเธอ
“พวก… เจ้า… ไม่… ควร… อยู่… ที่… นี่…”
เสียงของอควา… ที่ถูกบิดเบือน… สั่งเธอซ้ำอีกครั้ง แล้วแขนกลที่เต็มไปด้วยเส้นใยสีดำก็ยกขึ้นเตรียมที่จะโจมตี
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง จู่ๆ ก็มีแสงสีฟ้าอ่อนจางๆ ส่องประกายขึ้นจากด้านหลังของหุ่นยนต์ตัวนั้น เป็นแสงที่คุ้นเคย… แสงจากแกนกลางของอควา
แล้วหุ่นยนต์ตัวนั้นก็หยุดชะงัก แขนกลของมันค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ ดวงตาสีแดงฉานกะพริบถี่ๆ ก่อนจะกลับมาเป็นสีฟ้าอ่อนๆ แบบเดิม แต่ก็ยังกะพริบอย่างรวดเร็วราวกับมีอะไรบางอย่างกำลังต่อสู้กันอยู่ภายใน
“หนี… ไป…” เสียงของอควา… เสียงที่แท้จริงของมัน… ดังขึ้นในหัวของเอวา ไม่ใช่ผ่านหุ่นยนต์ แต่เป็นเสียงที่ชัดเจนและบริสุทธิ์ราวกับมันกำลังพูดคุยกับเธอโดยตรงผ่านจิตใจ
แล้วแสงสีฟ้าจากแกนกลางของอควาก็สว่างวาบขึ้นมาอีกครั้ง แต่คราวนี้มันสว่างจ้ากว่าเดิมมาก พลังงานบางอย่างพุ่งทะลุผ่านร่างของหุ่นยนต์ ทำให้เส้นใยสีดำที่เกาะกุมมันอยู่สั่นสะท้านและเรืองแสงสีแดงราวกับเส้นเลือดที่กำลังจะระเบิด
หุ่นยนต์ตัวนั้นกรีดร้องด้วยเสียงสังเคราะห์ที่น่าขนลุก มันบิดเบี้ยวไปมาอย่างทรมาน ก่อนที่แสงสีฟ้าจะห่อหุ้มมันไว้ทั้งหมดพร้อมกับเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว!
เอวาหลับตาปี๋ เธอสัมผัสได้ถึงแรงกระแทกและสะเก็ดโลหะที่กระเด็นเข้ามา ก่อนที่ความมืดมิดจะกลับมาปกคลุมอีกครั้ง
เธอค่อยๆ ลืมตาขึ้น มองไปในทิศทางที่เกิดการระเบิด แต่ไม่มีอะไรเหลืออยู่แล้ว นอกจากหลุมไหม้ขนาดใหญ่บนพื้นและเศษซากโลหะที่ยังคงร้อนระอุ เส้นใยสีดำเหล่านั้นหดตัวลงและดูเหมือนจะตายไปแล้ว แต่แสงสีฟ้าของอควาก็หายไปพร้อมกับการระเบิดนั้น
“อควา… นายทำอะไร…” เธอพึมพำ
ความเงียบกลับมาเยือนอีกครั้ง แต่คราวนี้มันแตกต่างออกไป มันมีความรู้สึกถึงบางสิ่งที่เลวร้ายกว่าเดิม… ความรู้สึกของการถูกเฝ้ามองจากทุกทิศทาง
จากนั้น เธอได้ยินเสียง… เสียงที่ดังมาจากกำแพงที่อยู่ข้างหน้า เสียงของบางสิ่งที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ภายในโครงสร้างของสถานี เสียงที่เหมือนกับเสียงของเส้นใยสีดำที่เสียดสีกันนับล้านๆ เส้น
และเสียงนั้นก็ค่อยๆ ดังขึ้นเรื่อยๆ ราวกับว่ากำแพงเหล็กกล้านี้กำลังมีชีวิต… และกำลังคืบคลานเข้ามาหาเธอ เธอไม่รู้ว่าเสียงนั้นมาจากไหน แต่ที่แน่ๆ มันไม่ใช่เสียงของสถานีที่กำลังจะพังทลาย มันคือเสียงของบางสิ่งที่มีชีวิต… และมันกำลังเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ราวกับว่ามันกำลังจะฉีกสถานีแห่งนี้ออกเป็นชิ้นๆ เพื่อออกมาหาเธอ และจากความมืดมิดเบื้องหน้า ดวงตาที่เรืองแสงสีแดงหลายสิบคู่ก็ปรากฏขึ้น… จ้องมองมาที่เธออย่างหิวโหย.

ดวงตาแห่งอควา
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก