เอวายืนนิ่งอยู่ท่ามกลางความมืดมิดอันไร้ขอบเขต อากาศที่เย็นยะเยือกกัดกินผิวหนังผ่านชุดอวกาศบางเบา กลิ่นโลหะไหม้และโอโซนจางๆ ยังคงติดตรึงอยู่ในช่องอากาศของหมวก ราวกับเป็นพยานสุดท้ายของการจากไปของพลังงาน ความเงียบที่เข้ามาแทนที่เสียงครวญครางของสถานีนั้นไม่ใช่ความสงบ แต่เป็นความเงียบที่หนักอึ้งและกดดัน มันคือความเงียบที่กลืนกินทุกสิ่ง แม้กระทั่งเสียงกระซิบของความคิดในหัวของเธอเอง
หัวใจของเอวายังคงเต้นระรัวอยู่ในอก แต่ไม่ใช่ด้วยความตื่นตระหนก เธอถูกฝึกมาสำหรับสถานการณ์เลวร้ายที่สุด ถูกหล่อหลอมมาให้สงบนิ่งภายใต้แรงกดดันมหาศาล สัญชาตญาณแรกของเธอคือการควบคุมลมหายใจ สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ เพื่อขับไล่ความหวาดกลัวที่พยายามจะแทรกซึมเข้ามาในจิตใจ ความมืดนั้นสมบูรณ์แบบ มันมืดเสียจนประสาทสัมผัสอื่นๆ ต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อชดเชย เสียงหยดเหงื่อที่ไหลลงมาตามแผ่นหลัง เสียงเสื้อผ้าเสียดสีกันเมื่อเธอกะพริบตา และเสียงการเต้นของหัวใจที่ดังราวกับกลองในหูของเธอ
"ไค? เลน่า? แจ็กซ์?" เสียงของเธอฟังดูแหบพร่าในเครื่องสื่อสารติดหมวกที่ดูเหมือนจะยังทำงานอยู่ แม้สถานีจะดับมืดไปแล้วก็ตาม เธอภาวนาให้ระบบฉุกเฉินพื้นฐานบางอย่างยังคงใช้งานได้ แต่ไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียงเสียงซ่าเบาๆ ที่บ่งบอกว่าเธอยังคงเชื่อมต่ออยู่ แต่ไม่มีใครตอบ ไม่มีใครส่งสัญญาณกลับมา มันเหมือนกับว่าเธอถูกทิ้งไว้ในหลุมดำอันโดดเดี่ยว
มือของเอวายกขึ้นไปคลำหาสวิตช์ไฟฉุกเฉินที่แขนเสื้อด้านขวา สวิตช์เล็กๆ ที่ถูกออกแบบมาให้ใช้งานได้แม้ในความมืดสนิท แรงกดเพียงเล็กน้อย ไฟฉายขนาดพกพาที่ฝังอยู่ในข้อมือของเธอส่องลำแสงแคบๆ ออกมา ตัดผ่านความมืดมิดราวกับมีดผ่าตัด เธอกวาดแสงไปรอบๆ ห้องควบคุมขนาดใหญ่ที่บัดนี้กลายเป็นซากปรักหักพัง จอแสดงผลทั้งหมดมืดสนิท ปุ่มและแผงควบคุมที่เคยส่องแสงระยิบระยับบัดนี้กลายเป็นเงาดำทะมึน ราวกับสุสานของเทคโนโลยี
ลำแสงไฟฉายหยุดลงที่แท่นแกนกลางของอควา เคยเป็นแหล่งกำเนิดแสงสีฟ้าอ่อนที่เต้นเป็นจังหวะ แต่ตอนนี้เหลือเพียงแท่นโลหะสีดำทะมึน ไร้ซึ่งประกายแห่งชีวิต ไม่เหลือแม้แต่แสงเรืองรองบางเบาที่เคยริบหรี่อยู่ในวินาทีสุดท้ายของมัน อควา... ดับไปแล้วจริงๆ หรือ? ความรู้สึกสูญเสียแล่นวาบเข้ามาในใจของเอวา อควาเป็นมากกว่าปัญญาประดิษฐ์ มันเป็นเหมือนสิ่งมีชีวิตที่พวกเธอได้พบเจอ เป็นกุญแจสำคัญสู่ความจริงที่พวกเธอกำลังตามหา และบัดนี้มันได้จากไปแล้ว
"สถานการณ์ฉุกเฉินระดับสีแดง" เสียงในหัวของเอวาบอกเธอ การฝึกฝนหลายปีทำให้เธอไม่ตื่นตระหนก แต่ความจริงที่ว่าทุกอย่างดับสนิทในพริบตานั้นเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นในสถานการณ์จำลองใดๆ ที่เธอเคยเจอ ระบบฉุกเฉินของสถานีอวกาศถูกออกแบบมาให้ทำงานต่อเนื่องแม้ในสภาวะวิกฤติ แต่ที่นี่... มันเหมือนกับว่ามีใครบางคนกดปุ่ม 'ปิด' ทุกสิ่งอย่างสมบูรณ์แบบ
เธอกวาดแสงไฟไปยังประตูทางออกฉุกเฉิน ซึ่งโดยปกติแล้วจะมีแสงสีเขียวสว่างนำทาง แต่บัดนี้มันมืดสนิท เธอเดินตรงไปที่แผงควบคุมประตู ใช้รหัสฉุกเฉินและพยายามเปิดมัน เสียงคลิกเบาๆ ดังขึ้น แต่ประตูยังคงปิดสนิท ล็อกแน่นหนา ไม่มีการตอบสนองจากระบบ เธอพยายามอีกครั้งและอีกครั้ง แต่ผลลัพธ์ก็ยังคงเดิม “ระบบล็อคอัตโนมัติเมื่อเกิดการล่มสลายของพลังงาน” เธอพึมพำกับตัวเอง นั่นเป็นขั้นตอนความปลอดภัยมาตรฐาน เพื่อป้องกันการสูญเสียความดันอากาศ แต่ในตอนนี้มันกลับกลายเป็นคุกที่ขังพวกเธอไว้ในความมืด
เอวาถอดหมวกกันน็อคออก ปล่อยให้ผมยาวของเธอหล่นลงมาปรกใบหน้า เธอต้องการสัมผัสอากาศจริงๆ สัมผัสถึงความจริงของสถานการณ์รอบตัว กลิ่นโอโซนยังคงรุนแรงขึ้นเล็กน้อยเมื่อไม่มีเครื่องกรองอากาศ ความเย็นเริ่มกัดกินลึกเข้าไปในกระดูก ไม่ใช่แค่ความเย็นจากอากาศ แต่เป็นความเย็นยะเยือกที่มาพร้อมกับความโดดเดี่ยว
“ไค!” เธอตะโกนออกไปอีกครั้ง คราวนี้โดยไม่ผ่านเครื่องสื่อสาร หวังว่าจะได้ยินเสียงสะท้อนกลับมา แต่มีเพียงความเงียบที่ตอบรับ ความเงียบที่น่าขนลุกจนทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งตัว
เธอตัดสินใจที่จะตรวจสอบแท่นแกนกลางของอควาอีกครั้ง เธอใช้ไฟฉายส่องลงไปที่แผงควบคุมที่อยู่ด้านล่างของแท่น พยายามมองหาไฟแสดงสถานะเล็กๆ หรือร่องรอยของการทำงานที่เหลืออยู่ แต่ไม่มีอะไรเลย ทุกอย่างมืดสนิทและเงียบงัน เธอเลื่อนมือไปสัมผัสพื้นผิวโลหะที่เย็นเฉียบและเรียบเนียน ไม่มีความร้อนเหลืออยู่ ไม่มีความสั่นสะเทือน ไม่มีเสียงหึ่งๆ ของพลังงานที่เคยหล่อเลี้ยงมัน
“เป็นไปไม่ได้...” เธอพึมพำ “ระบบฉุกเฉินต้องทำงานสิ” ความคิดของเธอกลับไปที่แผนผังของสถานีที่เธอจำได้ขึ้นใจ สถานีวิจัยอวกาศหมายเลข 7 ถูกออกแบบมาให้เป็นป้อมปราการที่สามารถทนทานต่อสภาวะอวกาศที่รุนแรงที่สุด มีระบบพลังงานสำรองถึงสามชั้น แต่ตอนนี้... ทุกอย่างดับหมด ราวกับว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่มีพลังมหาศาลได้ดูดกลืนพลังงานทั้งหมดไปในพริบตาเดียว
“เอวา!” เสียงแหบพร่าดังขึ้นจากเครื่องสื่อสาร ทำให้เอวาเกือบสะดุ้งสุดตัว มันเป็นเสียงของไค! “ไค! นายอยู่ไหน? เกิดอะไรขึ้น?” เอวารีบตอบด้วยความโล่งใจ “ฉัน... ฉันอยู่ในส่วนการวิเคราะห์ข้อมูล... มันมืดสนิท! แสงไฟฉุกเฉินก็ไม่ทำงาน! ฉันใช้ไฟฉายส่วนตัว... แต่แบตเตอรี่เหลือน้อยแล้ว!” เสียงของไคฟังดูตื่นตระหนกเล็กน้อย แต่ก็ยังควบคุมตัวเองได้ดี “เลน่ากับแจ็กซ์ล่ะ?” เอวาถาม มือของเธอกำแน่น “ฉัน... ฉันไม่รู้ ฉันพยายามติดต่อพวกเขา แต่ไม่มีสัญญาณ... มีเสียงแตกร้าวแปลกๆ มาจากทางเดินด้านนอกห้องฉันด้วย!” เสียงของไคเต็มไปด้วยความกังวลอย่างเห็นได้ชัด และนั่นเป็นสัญญาณที่ไม่ดี ไคเป็นคนที่มีสติและสงบเสมอ การที่เขาแสดงความกังวลออกมาขนาดนี้หมายความว่าสถานการณ์เลวร้ายกว่าที่คิดไว้มาก
“โอเค ไค ฟังนะ” เอวาพยายามใช้เสียงที่สงบที่สุดเท่าที่จะทำได้ “นายยังอยู่รอดปลอดภัยใช่ไหม? ไม่มีใครบาดเจ็บ?” “ใช่ ฉันไม่เป็นไร... แต่ห้องมันเย็นมาก... ระบบปรับอากาศก็ดับด้วย” “เข้าใจแล้ว พยายามรักษาความสงบไว้ ฉันจะพยายามหาวิธีเปิดประตู” เอวาบอก “นายได้ยินเสียงอะไรอีกไหม?” “มีเสียงครืดคราดเบาๆ เหมือนอะไรบางอย่างเคลื่อนที่อยู่ข้างนอก... แล้วก็เสียงแตกร้าว... แรงขึ้นเรื่อยๆ” เสียงของไคสั่นเครือเล็กน้อย “เอวา... นี่มันไม่ใช่แค่ไฟดับธรรมดาใช่ไหม?”
คำถามของไคจี้ใจดำ เอวารู้ดีว่านี่ไม่ใช่แค่ไฟดับธรรมดา การที่สถานีทั้งหมดล่มสลายลงพร้อมกันในพริบตานั้นเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายและน่าสะพรึงกลัว เธอไม่เคยเห็นระบบใดๆ ล้มเหลวพร้อมกันหมดแบบนี้ นอกจากจะถูกโจมตีโดยตรง หรือมีพลังงานมหาศาลดูดกลืนทุกสิ่งไป
“ฉันไม่รู้ไค แต่เราจะหาสาเหตุให้ได้ นายอยู่ตรงนั้นให้ปลอดภัยที่สุดเท่าที่จะทำได้” เอวาพยายามให้ความมั่นใจ แต่ในใจของเธอกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกไม่แน่นอน เธอหันกลับไปที่แผงควบคุมประตูอีกครั้ง เธอจำได้ว่ามีแผงควบคุมฉุกเฉินแบบแมนนวลอยู่ด้านหลัง ซึ่งต้องใช้เครื่องมือพิเศษในการงัดออกมา เธอเดินไปที่ตู้เก็บอุปกรณ์ฉุกเฉินที่ติดอยู่บนผนัง ใช้ไฟฉายส่องหาเครื่องมือที่จำเป็น มือของเธอสั่นเล็กน้อยเมื่อหยิบชุดเครื่องมืออเนกประสงค์ออกมา
ขณะที่เธอกำลังงัดแผงควบคุมโลหะที่ปิดบังช่องเปิดประตูฉุกเฉินอยู่นั้น เสียงครวญครางต่ำๆ ก็ดังขึ้นมาจากผนังด้านข้างห้อง มันไม่ใช่เสียงแตกร้าวละเอียดอ่อนแบบเดิมอีกต่อไป แต่มันเป็นเสียงที่ลึกกว่า หนักแน่นกว่า ราวกับโครงสร้างโลหะขนาดมหึมากำลังถูกบิดเบี้ยวจากภายในสู่ภายนอก แสงไฟฉายของเอวาสั่นไหวไปตามแรงสั่นสะเทือนที่เริ่มก่อตัวขึ้น เธอรู้สึกได้ถึงพื้นห้องที่สั่นสะเทือนภายใต้รองเท้าบูทของเธอ
“ไค! นายได้ยินเสียงนี้ไหม?” เธอพูดผ่านเครื่องสื่อสาร แต่ไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียงเสียงซ่าที่ดังขึ้นอย่างผิดปกติ “ไค! ตอบฉัน!” เธอตะโกน แต่ความเงียบยังคงเป็นคำตอบ ราวกับว่าการเชื่อมต่อกับไคขาดหายไปแล้ว หรือเขากำลังเผชิญหน้ากับบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้เขาไม่สามารถตอบกลับได้
เสียงครวญครางของสถานีทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เธอมองขึ้นไปบนเพดานที่มืดมิด พยายามมองหาแหล่งกำเนิดเสียง แต่ทุกอย่างยังคงเป็นเงามืด แรงสั่นสะเทือนทำให้สิ่งของที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานบางส่วนตกลงมาสร้างเสียงดังโครมครามในความมืด "เกิดอะไรขึ้นกับสถานีกันแน่..." เธอพึมพำกับตัวเอง
จู่ๆ เสียงกรีดร้องอันแหลมคมก็ดังขึ้นจากเครื่องสื่อสารของเธอ มันเป็นเสียงของเลน่า! เสียงกรีดร้องนั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างที่สุด ตามมาด้วยเสียงรบกวนที่ดังสนั่นราวกับไฟฟ้าช็อต ก่อนที่เสียงจะขาดหายไปโดยสมบูรณ์
เอวารู้สึกราวกับหัวใจหยุดเต้น เลน่า! เกิดอะไรขึ้นกับเธอ? เสียงกรีดร้องนั้นบ่งบอกถึงอันตรายร้ายแรงที่ไม่ใช่แค่การติดอยู่ในความมืดมิด เสียงนั้นเหมือนกับเสียงของคนที่กำลังเผชิญหน้ากับบางสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวอย่างแท้จริง ความตื่นตระหนกเริ่มเข้าจู่โจมเธออย่างรุนแรง เธอเป็นหัวหน้าทีม เธอต้องรับผิดชอบชีวิตของทุกคน
ขณะที่เธอกำลังพยายามเรียกเลน่าอยู่นั้น เสียงครวญครางของสถานีก็เปลี่ยนไป มันไม่ใช่แค่เสียงโลหะบิดเบี้ยวอีกต่อไป แต่เป็นเสียงเหมือนการฉีกขาดอย่างรุนแรง เสียงที่ดังกว่าฟ้าร้องหลายร้อยเท่า และมาจากด้านนอก! แรงสั่นสะเทือนเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลจนเอวาต้องยึดตัวเองไว้กับโต๊ะควบคุมใกล้ๆ ข้าวของล้มระเนระนาดไปทั่วห้อง แสงไฟฉายในมือของเธอกระพริบและริบหรี่ ราวกับว่าแบตเตอรี่กำลังจะหมดลงในไม่ช้า
เธอพยายามส่องไฟไปที่กระจกหน้าต่างบานใหญ่ที่เคยมองเห็นดวงดาวและห้วงอวกาศอันกว้างใหญ่ แต่บัดนี้มันมืดมิด เธอไม่ได้คาดหวังว่าจะเห็นอะไร แต่แล้ว...
ในความมืดมิดอันไร้ขอบเขตของอวกาศ สิ่งที่เอวาเห็นผ่านกระจกหน้าต่างบานใหญ่นั้นทำให้เลือดในกายของเธอเย็นยะเยือก แสงสีแดงริบหรี่คล้ายดวงตาปีศาจปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า มันไม่ใช่แสงจากดาวเคราะห์หรือดาวฤกษ์ แต่มันเป็นแสงที่เคลื่อนที่ได้ แสงที่กำลังขยายตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ราวกับว่าบางสิ่งบางอย่างที่มีขนาดมหึมากำลังคืบคลานเข้ามาใกล้สถานี!
และแล้ว ในชั่วพริบตาเดียว แสงสีแดงนั้นก็ส่องสว่างวาบขึ้นอย่างรุนแรง เผยให้เห็นโครงสร้างขนาดใหญ่ รูปทรงคล้ายหนวดของสัตว์ประหลาดจากห้วงลึกแห่งจักรวาลที่กำลังพันรอบสถานีวิจัยอวกาศหมายเลข 7 ราวกับจะบีบมันให้แตกละเอียด! มันไม่ใช่แค่โครงสร้าง แต่เป็นสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาที่แผ่รังสีแห่งความมืดมิดและความตาย
เอวาแทบหยุดหายใจ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวอย่างที่สุด มันไม่ใช่ความผิดพลาดทางเทคนิค ไม่ใช่การล่มสลายของระบบ นี่คือการโจมตี! การโจมตีจากบางสิ่งบางอย่างที่น่าสะพรึงกลัวเกินกว่าจะจินตนาการได้
เสียงกรีดร้องที่แท้จริงเล็ดลอดออกมาจากลำคอของเอวาในขณะที่แสงสีแดงนั้นส่องสว่างวาบขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันรุนแรงจนเธอต้องหรี่ตาลง และในเสี้ยววินาทีนั้น เธอก็เห็น!
ที่ใจกลางของแสงสีแดงนั้นไม่ใช่แค่ดวงตา แต่เป็นรูปร่างของสิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้างจากพลังงานมืดมิด รูปทรงคล้ายแมงมุมยักษ์ ที่มีดวงตาสีแดงฉานนับพัน กำลังจ้องมองตรงมาที่เธอ ผ่านกระจกหน้าต่างที่บัดนี้เริ่มมีรอยร้าวเล็กๆ ปรากฏขึ้น!
และเหนือสิ่งอื่นใด... สิ่งมีชีวิตนั้นไม่ได้เพียงแค่จ้องมอง แต่กำลังส่งสัญญาณบางอย่างออกมา สัญญาณที่ไม่ได้เป็นคลื่นวิทยุหรือแสง แต่เป็นความรู้สึกตรงเข้าสู่จิตใจของเอวา... ความรู้สึกของความหิวโหย... ความหิวโหยที่มหาศาล... และมันต้องการดูดกลืนทุกสิ่ง... รวมถึงเธอและทั้งสถานี!
ก่อนที่เอวาจะทันได้ส่งเสียงเตือน เครื่องสื่อสารในหูของเธอก็เงียบสนิทลงอีกครั้ง ไฟฉายในมือของเธอดับลงสนิท ทิ้งให้ห้องควบคุมทั้งหมดจมดิ่งลงสู่ความมืดมิดอันสมบูรณ์อีกครั้ง พร้อมกับเสียงแตกร้าวของกระจกหน้าต่างที่ดังขึ้นเรื่อยๆ ราวกับเสียงสัญญาณแห่งความตายที่กำลังจะมาถึง... และเสียงครวญครางของสิ่งมีชีวิตจากห้วงอวกาศที่กำลังบีบเค้นสถานีอย่างช้าๆ... ขณะที่ดวงตาสีแดงนับพันคู่กำลังจ้องมองจากความมืดมิดที่อยู่นอกหน้าต่าง... ใกล้เข้ามา... ใกล้เข้ามาทุกที... และเอวารู้ดีว่าพวกมันไม่ได้มาเพื่อเจรจา... แต่มาเพื่อกินทุกสิ่งให้สิ้นซาก... และตอนนี้พวกมันก็อยู่ตรงหน้าเธอแล้ว... ห่างออกไปเพียงแค่กระจกบานบางๆ ที่กำลังจะแตกละเอียด...
และในวินาทีนั้นเอง... เธอก็ได้ยินเสียงบางอย่าง... เสียงกระซิบแผ่วเบา... ไม่ใช่จากสิ่งมีชีวิตภายนอก แต่มาจากภายในจิตใจของเธอเอง... เสียงที่คุ้นเคย... เสียงของอควา... "หนีไป... พวกมันมาแล้ว..." แต่แล้วเสียงนั้นก็ขาดหายไป... เหลือเพียงความเงียบที่น่าสะพรึงกลัว... และเสียงแตกร้าวของกระจกที่ขยายวงกว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว...
ไม่ ไม่จริง... นี่มันไม่ใช่ความจริง... เอวาสั่นสะท้านไปทั้งตัว... และในความมืดที่ไร้แสงแม้เพียงน้อยนิดนั้น... เธอรู้สึกได้ถึงไอเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านมาจากกระจกที่กำลังจะแตก... และรู้ว่าการต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดที่แท้จริง... ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว... เธอจะต้องหาทางหนี... ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม... ก่อนที่ทั้งสถานีจะถูกกลืนกินไปพร้อมกับเธอ...
เสียงแตกร้าวของกระจกดังขึ้นอีกครั้ง... ครั้งนี้มันดังจนเหมือนอยู่ในหูของเธอ... และวินาทีต่อมา... เสียงกรีดร้องของโลหะที่ฉีกขาดก็ดังขึ้นอย่างรุนแรง... และมีบางอย่างพุ่งเข้ามาจากด้านนอก!

ดวงตาแห่งอควา
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก