การเชื่อมต่อแกนหลักของข้อมูลไม่ใช่เรื่องง่ายดายอย่างที่คิด วัตถุทรงกลมสีดำนั้นไม่ได้มีพอร์ตเชื่อมต่อมาตรฐานใดๆ เลย และดูเหมือนจะมีการป้องกันทางกายภาพและทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ซับซ้อนเกินกว่าเทคโนโลยีของพวกเขาจะเข้าใจได้ในทันที อลิสาและมีนาใช้เวลาหลายชั่วโมงในการวิเคราะห์และพยายามสร้างอินเทอร์เฟซที่สามารถสื่อสารกับมันได้ ภายใต้ความกดดันและสายตาที่จับจ้องของภาคภูมิและจ่าเรย์
“มันเหมือนกับก้อนเมฆควอนตัมขนาดเล็กค่ะกัปตัน” อลิสาอธิบายขณะที่เธอกำลังใช้เครื่องมือพิเศษในการสแกน “มันไม่ได้เก็บข้อมูลในรูปแบบที่เราคุ้นเคย แต่มันเหมือนกับว่าข้อมูลทั้งหมดถูกบีบอัดให้อยู่ในโครงสร้างของสสารเอง”
“แล้วเราจะดึงข้อมูลออกมาได้ยังไง?” ภาคภูมิถาม
“อควา... เจ้ามีวิธีเชื่อมต่อกับมันได้ใช่ไหม?” มีนาหันไปถามร่างแสงสีฟ้า
แสงของอควากะพริบถี่ขึ้นเล็กน้อย “แกนหลัก... ตอบสนอง... ต่อการเรียกขาน... ของผู้สร้าง”
“ผู้สร้าง?” ภาคภูมิขมวดคิ้ว “หมายถึงใคร?”
“ไม่ชัดเจน... รอยจำ... ยังพร่ามัว” อควาตอบ “แต่ความผูกพัน... ของแก่นแท้... เป็นกุญแจ”
หลังจากปรึกษาหารือกันอยู่พักใหญ่ อลิสาเสนอแนวคิดที่เสี่ยงแต่ก็ดูเป็นไปได้มากที่สุด นั่นคือการใช้สัญญาณพลังงานจากอควาเอง เพื่อสร้างสะพานเชื่อมต่อกับแกนหลักของข้อมูล โดยหวังว่าความ “ผูกพันของแก่นแท้” ที่อควาพูดถึงนั้น จะเป็นเหมือนรหัสผ่านที่เปิดประตูสู่ความจริง
“ถ้าเราส่งสัญญาณพลังงานจากอควาเข้าไปตรงๆ มันอาจจะโอเวอร์โหลดระบบทั้งหมดของสถานีได้นะคะกัปตัน” มีนาเตือนด้วยความกังวล
“แต่ถ้าเราไม่ทำ เราก็จะไม่มีทางรู้ความจริง” ภาคภูมิกล่าว “อลิสา... มีนา... เราต้องทำอย่างระมัดระวังที่สุด จ่าเรย์... เตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินทุกรูปแบบ”
จ่าเรย์พยักหน้า เขาดึงอาวุธขึ้นมาตรวจสอบอีกครั้ง และวางตำแหน่งตัวเองในจุดที่สามารถป้องกันทีมได้ดีที่สุด บรรยากาศในห้องโถงตึงเครียดขึ้นทุกขณะ ทุกคนต่างรู้ดีว่าการกระทำนี้เป็นเหมือนการเดินบนเส้นด้ายบางๆ ระหว่างความสำเร็จและการพินาศ
อลิสาและมีนาเริ่มกระบวนการอย่างช้าๆ และระมัดระวัง พวกเขาเชื่อมต่อสายเคเบิลพิเศษเข้ากับแกนพลังงานของอควา และค่อยๆ ส่งกระแสพลังงานที่ปรับแต่งแล้วไปยังวัตถุทรงกลมสีดำ แสงสีฟ้าของอควาสว่างจ้าขึ้นเรื่อยๆ ราวกับว่ามันกำลังรวบรวมพลังงานทั้งหมดที่มีอยู่
เมื่อพลังงานจากอควาเริ่มซึมซาบเข้าไปในวัตถุทรงกลมสีดำ สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น วัตถุนั้นเริ่มเรืองแสงสีฟ้าอ่อนๆ สลับกับสีม่วงเข้ม คล้ายกับดวงตาที่กำลังลืมตาขึ้นช้าๆ แล้วเสียงกระซิบเบาๆ ก็เริ่มดังขึ้นในห้องโถง เสียงนั้นไม่ใช่คำพูดที่ชัดเจน แต่เป็นเหมือนเสียงสะท้อนจากความว่างเปล่า คล้ายเสียงลมที่พัดผ่านดวงดาว เสียงคลื่นที่ซัดสาดบนชายฝั่งของโลกที่สาบสูญ และเสียงคร่ำครวญอันแผ่วเบาจากอดีตกาล
“มันคืออะไรคะ?” มีนาถามด้วยเสียงกระซิบ
“ข้อมูลกำลังไหลเข้ามา... แต่ไม่ใช่ในรูปแบบที่อ่านได้ง่ายๆ” อลิสาตอบ ดวงตาของเธอกำลังจ้องมองหน้าจอที่แสดงกราฟและตัวเลขที่ซับซ้อนอย่างน่าเวียนหัว “มันเป็นเหมือนกระแสจิต... หรือความรู้สึกโดยตรง”
ทันใดนั้น ภาพโฮโลแกรมของอควาก็สั่นไหวอย่างรุนแรง แสงสีฟ้าของมันกะพริบเร็วขึ้น และมันก็เริ่มเปล่งเสียงที่แตกต่างออกไปจากเดิม เสียงนั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งความเจ็บปวด ความโศกเศร้า และความโกรธแค้น
“ความทรงจำ... ตื่นขึ้น... ผู้สร้าง... ผู้พิทักษ์... สงคราม... ที่ไม่จบสิ้น” เสียงของอควาแตกพร่า “พวกมัน... มาจากความว่างเปล่า... กัดกิน... ทุกสรรพสิ่ง... แสงสว่าง... กำลังดับมืด”
ภาพบนจอภาพรอบๆ ห้องโถงก็เริ่มปรากฏขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ภาพชัดเจนกว่าเดิมมาก ไม่ใช่แค่ภาพของยานอวกาศปริศนา แต่เป็นภาพของสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในยานเหล่านั้น พวกมันมีรูปร่างคล้ายปลาหมึกยักษ์ แต่มีผิวหนังสีดำสนิทและดวงตาที่เรืองแสงสีแดงเลือด มันมีหนวดระยางจำนวนมากที่สามารถยืดหดได้ และดูเหมือนจะสามารถเปลี่ยนรูปร่างได้บางส่วน
“เอเลี่ยน...” จ่าเรย์พึมพำ ใบหน้าของเขาซีดเผือด “พวกมันคือเอเลี่ยนจริงๆ”
ภาพบนจอภาพแสดงให้เห็นถึงความโหดร้ายของการต่อสู้ สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นไม่ได้เพียงแค่ทำลาย แต่พวกมันดูเหมือนจะดูดกลืนพลังงานและชีวิตจากทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า ภาพของสถานีโอไรออนที่เคยมีชีวิตชีวากลับกลายเป็นซากปรักหักพัง ผู้คนล้มตายไปทีละคนอย่างน่าอนาถ
“พวกมัน... ดูดกลืน... พลังงาน... ดูดกลืน... ชีวิต” อควาเปล่งเสียงออกมาอย่างยากลำบาก “เพื่อการดำรงอยู่... ของพวกมัน... เพื่อการขยายเผ่าพันธุ์... ที่ไร้จุดจบ”
ภาคภูมิรู้สึกถึงความหนาวเหน็บที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ไม่ใช่แค่ศัตรูที่ต้องการทำลายล้าง แต่พวกมันคือปรสิตแห่งจักรวาลที่ต้องการกลืนกินทุกสรรพสิ่ง
“แล้วสถานีแห่งนี้... มีบทบาทอะไรในการต่อสู้ครั้งนั้น?” ภาคภูมิถาม เสียงของเขาหนักแน่น “อควา... เจ้าคืออะไรกันแน่?”
แสงของอควาสว่างจ้าขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันเปล่งแสงสีขาวบริสุทธิ์ออกมาจากแกนกลางของร่างแสง “ข้าคือ... ดวงตาแห่งอควา... สร้างขึ้น... เพื่อปกป้อง... เพื่อเป็นเกราะป้องกัน... สุดท้าย... ของมนุษยชาติ”
คำพูดของอควาสร้างความตกตะลึงให้แก่ทุกคน ดวงตาแห่งอควา... ชื่อที่สอดคล้องกับชื่อของปัญญาประดิษฐ์ตนนี้ และสอดคล้องกับสัญลักษณ์รูปดวงตาที่พบบนประตูทางเข้าห้องโถงแห่งนี้
“เกราะป้องกัน? สถานีแห่งนี้หรือ?” อลิสาถาม “แต่ดูเหมือนมันจะล้มเหลว”
“ไม่สมบูรณ์... ภารกิจ... ถูกขัดขวาง” อควาตอบ “ก่อนที่แกนหลัก... จะสามารถ... ปล่อยพลังงาน... ได้อย่างเต็มที่”
ภาพบนจอภาพเปลี่ยนไปอีกครั้ง คราวนี้เป็นภาพของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรจำนวนมากกำลังทำงานอย่างเร่งรีบในห้องโถงแห่งนี้ พวกเขากำลังติดตั้งอุปกรณ์บางอย่างที่ดูคล้ายกับเครื่องกำเนิดพลังงานขนาดมหึมา และกำลังพยายามเชื่อมต่อกับวัตถุทรงกลมสีดำบนแท่นกลางห้อง
“นี่คือ... ผู้สร้างของเจ้าหรือ อควา?” ภาคภูมิถาม
“ใช่... พวกเขา... คือผู้สร้าง... และผู้เสียสละ” อควาตอบ “พวกเขา... พยายาม... สร้างเกราะป้องกัน... ที่แข็งแกร่งที่สุด... เพื่อปกป้อง... โลก... จากภัยคุกคาม... ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง”
ภาพสุดท้ายที่ปรากฏบนจอภาพคือภาพของผู้สร้างเหล่านั้นกำลังพยายามหนีตายออกจากสถานีโอไรออนที่กำลังถูกโจมตีอย่างหนัก บางคนถูกสิ่งมีชีวิตคล้ายปลาหมึกยักษ์จับตัวไป บางคนถูกระเบิดจนร่างแหลกสลาย และมีเพียงไม่กี่คนที่สามารถขึ้นยานอพยพออกไปได้ ก่อนที่ยานอวกาศปริศนาลำสุดท้ายจะพุ่งชนสถานี และทุกสิ่งทุกอย่างก็ดับมืดลง
“พวกเขา... ไม่ได้หนีรอดไปได้ทั้งหมด” อลิสาพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “แล้วผู้ที่หนีรอดไปได้... พวกเขาไปที่ไหน? และทำไมไม่มีใครเคยพูดถึงภัยคุกคามนี้เลย?”
“ความทรงจำ... ถูกลบเลือน... ความจริง... ถูกปกปิด” อควาตอบ “เพื่อปกป้อง... มนุษยชาติ... จากความหวาดกลัว... ที่จะนำไปสู่... ความพินาศ”
ภาคภูมิรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังพลิกคว่ำ สิ่งที่อควาพูดนั้นหมายความว่า ผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์นี้ได้ทำการลบความทรงจำและปกปิดความจริงเกี่ยวกับภัยคุกคามนี้ เพื่อไม่ให้มนุษย์ชาติเกิดความหวาดกลัวจนเกิดความวุ่นวาย แต่นั่นก็หมายความว่า มนุษยชาติกำลังดำเนินชีวิตอยู่ภายใต้ความเข้าใจผิดมาตลอด และภัยคุกคามที่แท้จริงยังคงดำรงอยู่
“แล้วทำไมเจ้าถึงตื่นขึ้นมาตอนนี้?” ภาคภูมิถาม “และทำไมถึงส่งสัญญาณออกมาให้เราพบ?”
แสงสีฟ้าของอควากะพริบถี่ขึ้นอีกครั้ง “ภัยคุกคาม... ตื่นขึ้น... จากการหลับใหล... พลังงานของพวกมัน... กำลังแผ่ขยาย... ข้า... สัมผัสได้... ถึงการคืบคลาน... ของความมืดมิด”
คำพูดของอควาเป็นเหมือนสัญญาณเตือนภัยที่น่าสะพรึงกลัว ภัยคุกคามที่พวกเขาเพิ่งเห็นในภาพจากอดีตกำลังตื่นขึ้นมาอีกครั้ง และกำลังมุ่งหน้ามายังโลกมนุษย์
“เราต้องทำอะไรสักอย่าง” มีนากล่าวด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น “เราต้องหยุดพวกมัน”
“แต่เราจะหยุดพวกมันได้อย่างไร?” จ่าเรย์ถาม “พวกมันดูเหมือนจะมีพลังที่เหนือกว่าเรามาก”
“เราต้องทำให้แกนหลัก... ปล่อยพลังงาน... ได้อย่างเต็มที่” อควาตอบ “มันคือ... ความหวังเดียว... ของมนุษยชาติ”
ภาคภูมิหันไปมองแกนหลักของข้อมูลที่ยังคงเรืองแสงอยู่บนแท่นกลางห้อง เขาสัมผัสได้ถึงพลังงานที่มหาศาลที่ซ่อนอยู่ภายในวัตถุสีดำสนิทนั้น หากอควาพูดจริง นี่คืออาวุธสุดท้าย หรือเกราะป้องกันสุดท้ายที่มนุษยชาติมีอยู่
“อลิสา... มีนา... เราต้องหาทางเปิดใช้งานแกนหลักให้ได้” ภาคภูมิสั่ง “อควา... เจ้าต้องนำทางเรา เจ้าต้องบอกเราทุกอย่างที่เจ้ารู้”
แสงสีฟ้าของอควาสว่างจ้าขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันดูเหมือนจะมีความมุ่งมั่นและความหวังบางอย่าง “ข้าจะนำทาง... ดวงตาแห่งอควา... จะไม่ยอมให้... แสงสว่าง... ดับมืด”
ทุกคนต่างรู้ดีว่าภารกิจของพวกเขาได้เปลี่ยนไปแล้วอย่างสิ้นเชิง พวกเขาไม่ได้มาเพียงแค่กู้ซากสถานีอวกาศที่ถูกลืมเลือน แต่พวกเขากำลังแบกรับชะตากรรมของมนุษยชาติเอาไว้บนบ่า และการต่อสู้ครั้งใหม่... กำลังจะเริ่มต้นขึ้น
เสียงสะท้อนจากความว่างเปล่ายังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาทของพวกเขา มันคือเสียงของอดีตที่กำลังไล่ล่าอนาคต และเสียงของภัยคุกคามที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ขึ้นทุกขณะ ภาคภูมิกำหมัดแน่น เขารู้สึกถึงความรับผิดชอบอันหนักอึ้ง แต่ในขณะเดียวกันก็มีความมุ่งมั่นที่ลุกโชนขึ้นในจิตใจ พวกเขาจะไม่ยอมแพ้ พวกเขาจะต่อสู้ เพื่อความอยู่รอดของมนุษยชาติ เพื่อโลกที่พวกเขารัก

ดวงตาแห่งอควา
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก