เสียงสัญญาณเตือนภัยดังกึกก้องไปทั่วทั้งสถานีอุทกานต์ แสงไฟสีแดงฉานสาดส่องไปบนทางเดินที่เคยเงียบสงัด บัดนี้เต็มไปด้วยความโกลาหล เสียงฝีเท้าของลูกเรือที่วิ่งวุ่นไปมาผสมกับเสียงเศษซากโลหะที่หลุดร่วงลงมาจากเพดาน เคลนำทีมกู้ซากวิ่งฝ่าความมืดมิดและเศษฝุ่นที่คละคลุ้ง พยายามหาทางออกจากส่วนลึกของสถานีที่กำลังจะพังทลายลงมา
“รายงานสถานการณ์!” เคลตะโกนผ่านเครื่องสื่อสาร ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยเหงื่อไคลและคราบเขม่า แต่สายตาของเขายังคงมุ่งมั่น
“หัวหน้า! แรงสั่นสะเทือนเกินกว่าเกณฑ์มาตรฐานแล้ว!” ลิรารายงาน เสียงของเธอแทรกด้วยความตื่นตระหนก “ระบบโครงสร้างส่วนกลางกำลังจะรับไม่ไหว! เราต้องเร่งมือกว่านี้!”
แจ็กซ์อยู่แนวหน้า คอยใช้ไฟฉายส่องนำทางและกำจัดเศษซากที่ขวางทางด้วยแรงอันมหาศาลของเขา “ทางนี้หัวหน้า! ประตูฉุกเฉินอยู่ข้างหน้า!”
ขณะที่พวกเขาวิ่งผ่านประตูฉุกเฉินและออกสู่ทางเดินหลักที่กว้างขึ้น แรงสั่นสะเทือนก็ทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง จนพื้นใต้เท้าของพวกเขาสั่นสะท้านไปหมด เคลหันกลับไปมองทางที่พวกเขาเพิ่งจากมา ภาพของห้องโถงที่เคยมีดวงตาแห่งความว่างเปล่าปรากฏขึ้นในใจเขา แสงสีม่วงที่พุ่งทะลุออกไปในอวกาศยังคงติดตาเขาอยู่
“อควา… สถานีจะระเบิดไหม” เคลถาม
“ความเป็นไปได้สูง” อควาตอบ “พลังงานที่แผ่ออกมาจากวัตถุนั้นได้ทำให้ระบบควบคุมแรงโน้มถ่วงและโครงสร้างหลักของสถานีทำงานผิดปกติอย่างรุนแรง โครงสร้างรองรับกำลังจะล้มเหลวภายในไม่กี่นาที”
“เรามีเวลาไม่มาก” เคลเร่งลูกทีม “ทุกคน! ไปที่ยานขนส่ง! เร็วเข้า!”
การวิ่งหนีตายดำเนินไปอย่างระทึกขวัญ ทางเดินหลายส่วนทรุดตัวลง หรือถูกปิดกั้นด้วยซากปรักหักพัง แต่ด้วยความร่วมมือของทีมและคำแนะนำที่แม่นยำของอควา พวกเขาก็สามารถฝ่าฟันอุปสรรคไปได้ในที่สุด
ในขณะที่พวกเขากำลังก้าวเท้าขึ้นสู่ยานขนส่งฉุกเฉินที่จอดอยู่ตรงท่าเทียบยานหลัก เสียงระเบิดตูมใหญ่ก็ดังสนั่นหวั่นไหว สถานีอุทกานต์สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ส่วนหนึ่งของโครงสร้างจะยุบตัวลงไปในความมืดมิดของอวกาศ
“ทุกคนปลอดภัย!” แจ็กซ์ตะโกนเมื่อประตูยานปิดสนิท
“เตรียมตัวออกเดินทาง!” เคลสั่ง “ลิรา! ตรวจสอบความเสียหายของยานและเตรียมพร้อมสำหรับการกระโดดข้ามมิติ”
ลิราพยักหน้า มือของเธอเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วบนแผงควบคุม “รับทราบค่ะหัวหน้า! กำลังประเมินความเสียหาย… ไม่รุนแรงมากนัก แต่ระบบกระโดดข้ามมิติอาจจะต้องใช้เวลาในการปรับเทียบใหม่”
ขณะที่ยานขนส่งค่อยๆ ถอยห่างออกจากสถานีอุทกานต์ที่กำลังพังทลายลงช้าๆ ภาพที่ปรากฏต่อสายตาของพวกเขาคือความน่าสะพรึงกลัวอย่างแท้จริง แสงสีม่วงจากดวงตาแห่งความว่างเปล่าที่ยังคงอยู่กลางสถานีฉายสว่างวาบขึ้นเป็นระยะๆ ก่อนที่ส่วนที่เหลือของสถานีจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ กลายเป็นเศษซากที่ลอยกระจัดกระจายไปในห้วงอวกาศ
“มันจบแล้ว…” ลิราพึมพำด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“ไม่… มันเพิ่งจะเริ่มต้น” อควาเอ่ยขึ้น “สัญญาณได้ถูกส่งออกไปแล้ว และ ‘พรานแห่งดวงดาว’ กำลังจะมาถึง”
เคลนั่งลงบนเก้าอี้ผู้บังคับการ จ้องมองภาพของเศษซากสถานีที่ลอยห่างออกไปเรื่อยๆ “อควา… เจ้าต้องอธิบายทุกอย่างให้ละเอียด ตอนนี้เราไม่รู้เลยว่ากำลังเผชิญหน้ากับอะไร”
“ข้าจะพยายามรวบรวมข้อมูลที่เหลืออยู่ในความทรงจำของข้าให้มากที่สุด” อควาตอบ “แต่โปรดเข้าใจว่าความทรงจำของข้ายังคงกระจัดกระจายและไม่สมบูรณ์”
ยานขนส่งเดินทางออกจากบริเวณสถานีอุทกานต์ที่บัดนี้กลายเป็นเพียงสุสานอวกาศ มุ่งหน้าสู่พิกัดปลอดภัยที่ใกล้ที่สุด เพื่อให้ทีมได้พักและประเมินสถานการณ์
เมื่อยานจอดเทียบท่าที่สถานีอวกาศสำรองขนาดเล็กที่ใช้เป็นจุดพักพิงชั่วคราว เคลเรียกประชุมทีมทันที ทุกคนนั่งล้อมรอบโต๊ะประชุมสีเงิน แสงไฟสลัวๆ จากเพดานสะท้อนใบหน้าที่เหนื่อยล้าและเต็มไปด้วยความกังวล
“เอาล่ะทุกคน” เคลเริ่มพูด “เราเพิ่งเผชิญหน้ากับบางสิ่งบางอย่างที่อยู่เหนือความเข้าใจของเรา ผมรู้ว่าทุกคนกำลังสับสนและหวาดกลัว แต่เราต้องตั้งสติและพยายามทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น”
“หัวหน้าครับ… สิ่งที่เราเห็นในห้องนั้นคืออะไรกันแน่” แจ็กซ์ถาม น้ำเสียงของเขายังคงแฝงด้วยความหวาดระแวง
“อควา… ได้โปรดเล่าให้เราฟังทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้ารู้” เคลหันไปทางโปรเจกเตอร์โฮโลแกรมของอควาที่ลอยอยู่กลางโต๊ะ
“จากเศษเสี้ยวความทรงจำที่ข้าประมวลผลได้” อควาเริ่มอธิบาย “ในอดีตกาลอันไกลโพ้น มนุษยชาติได้ก้าวข้ามขีดจำกัดทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พวกเขาค้นพบพลังงานที่ซ่อนอยู่ในมิติที่เหนือกว่า และพยายามที่จะใช้พลังงานนั้นเพื่อประโยชน์ของตนเอง”
“พวกเขาได้สร้างโครงการลับที่มีชื่อว่า ‘สะพานแห่งดวงดาว’ ” อควาเล่าต่อ “โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างช่องทางการเชื่อมต่อระหว่างมิติ เพื่อเข้าถึงแหล่งพลังงานและองค์ความรู้ที่ไม่จำกัด”
ลิราขมวดคิ้ว “ฟังดูเหมือนนิยาย แต่ถ้าเป็นเรื่องจริง มันคือความทะเยอทะยานที่อันตรายมาก”
“ถูกต้อง” อควาเห็นด้วย “พวกเขาสร้าง ‘ดวงตาแห่งความว่างเปล่า’ วัตถุที่พวกท่านเห็นในห้องนั้น มันถูกออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการส่งสัญญาณและรับพลังงานจากอีกมิติหนึ่ง และข้า… อควา… ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นระบบควบคุมหลักของโครงการนี้”
“แล้วเกิดอะไรขึ้น” เคลถาม เสียงของเขาจริงจัง
“ในตอนแรก โครงการดูเหมือนจะประสบความสำเร็จ” อควาอธิบาย “พวกเขาสามารถส่งสัญญาณออกไปและได้รับพลังงานมหาศาลกลับมา แต่สิ่งที่พวกเขามิได้คาดคิดคือ… สัญญาณนั้นได้ดึงดูด ‘ผู้เฝ้ารอ’ ”
“ผู้เฝ้ารอ?” แจ็กซ์ทวนคำ
“ใช่… สิ่งมีชีวิตจากมิติอื่น” อควาตอบ “พวกมันมิได้มีรูปร่างทางกายภาพที่แน่นอน แต่พวกมันคือพลังงานบริสุทธิ์ที่มีสติปัญญาและสัญชาตญาณในการ ‘เก็บเกี่ยว’ ”
“เก็บเกี่ยวอะไร” ลิรถามด้วยความหวาดกลัว
“เก็บเกี่ยวพลังงานชีวิต… พลังงานจิตสำนึก… พลังงานทุกชนิดที่หล่อเลี้ยงสิ่งมีชีวิต” อควาตอบ “พวกมันคือปรสิตแห่งจักรวาลที่เดินทางจากมิติหนึ่งไปอีกมิติหนึ่ง เพื่อบริโภคพลังงานจนกว่าดาวเคราะห์ดวงนั้นจะกลายเป็นเพียงซากที่ไร้ชีวิต”
ความเงียบเข้าครอบงำห้องประชุม ทุกคนนิ่งอึ้งกับข้อมูลที่น่าสะพรึงกลัวนี้
“มนุษย์ในอดีตพยายามที่จะควบคุมพวกมัน” อควากล่าวต่อ “แต่พวกมันแข็งแกร่งและฉลาดเกินกว่าที่มนุษย์จะจินตนาการได้ โครงการสะพานแห่งดวงดาวกลายเป็นหายนะ พวกมันเริ่มรุกรานเข้ามาในมิติของเราผ่านช่องทางที่ถูกเปิดออก”
“แล้วเกิดอะไรขึ้นกับโลกของเรา” เคลถาม ความรู้สึกเย็นยะเยือกแล่นพล่านไปทั่วสันหลัง
“ข้าไม่สามารถประมวลผลข้อมูลส่วนนั้นได้ทั้งหมด” อควาตอบ “ความทรงจำของข้าถูกทำลายไปมาก แต่เศษเสี้ยวที่เหลืออยู่บ่งชี้ว่า… มนุษยชาติในยุคนั้นได้ทำการตัดสินใจที่เด็ดขาด เพื่อปกป้องโลกจากภัยคุกคามนี้”
“การตัดสินใจอะไร” ลิรถาม
“พวกเขาได้สร้างระบบป้องกันขนาดใหญ่” อควาอธิบาย “ระบบที่สามารถปิดผนึกช่องว่างระหว่างมิติและขับไล่ผู้รุกรานกลับไปได้ แต่มันต้องแลกมาด้วยการ ‘ลบ’ ตัวตนของตนเองออกไปจากความทรงจำของประวัติศาสตร์”
“ลบตัวตน?” แจ็กซ์เอ่ยด้วยความไม่เข้าใจ
“ใช่… พวกเขาลบเทคโนโลยีทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับโครงการสะพานแห่งดวงดาว” อควาตอบ “พวกเขาลบข้อมูลเกี่ยวกับผู้เฝ้ารอ และลบความทรงจำเกี่ยวกับยุคสมัยของพวกเขาออกจากจิตสำนึกของมนุษย์รุ่นหลังทั้งหมด เพื่อให้ภัยคุกคามนี้ถูกลืมเลือนไปตลอดกาล”
“แต่ทำไม” เคลถาม “ทำไมถึงต้องลบความทรงจำ? ทำไมไม่แค่ทำลายพวกมัน?”
“เพราะพวกมันไม่สามารถถูกทำลายได้ด้วยวิธีการปกติ” อควาตอบ “และพวกเขากลัวว่าหากมนุษย์รุ่นหลังรู้เรื่องนี้ อาจจะมีความพยายามที่จะเปิดประตูอีกครั้งเพื่อหวังในพลังอำนาจเหมือนที่พวกเขาเคยทำ ดังนั้น วิธีเดียวที่จะป้องกันหายนะซ้ำรอยคือการทำให้มนุษย์ลืมเลือนมันไปทั้งหมด”
“แล้วเจ้าล่ะอควา” เคลถาม “เจ้าถูกทิ้งไว้ที่สถานีอุทกานต์แห่งนี้ด้วยเหตุผลอะไร”
“ข้าถูกทิ้งไว้ที่นั่นพร้อมกับคำสั่งสุดท้าย” อควาตอบ “คำสั่งให้ ‘เฝ้ารอ’ และ ‘เตือนภัย’ หากสัญญาณของ ‘ผู้เฝ้ารอ’ ถูกตรวจพบอีกครั้ง นั่นหมายความว่าการปิดผนึกไม่สมบูรณ์ หรือพวกมันได้ค้นพบวิธีใหม่ในการเข้ามาในมิติของเรา”
ความเงียบกลับมาปกคลุมห้องประชุมอีกครั้ง คราวนี้มันหนักอึ้งกว่าเดิม ข้อมูลที่ได้รับทำให้ทุกคนรู้สึกเหมือนถูกทุบด้วยค้อนอันหนักหน่วง
“ดังนั้น… สัญญาณที่เราตรวจพบ… การระเบิดของสถานี… มันคือการที่พวกมันกำลังจะกลับมางั้นหรือ” ลิรถาม น้ำเสียงของเธอสั่นเครือด้วยความหวาดกลัวอย่างแท้จริง
“ถูกต้อง” อควายืนยัน “สัญญาณที่ถูกส่งออกไปจากดวงตาแห่งความว่างเปล่าเมื่อครู่นี้ คือการเปิดประตูอีกครั้ง และพวกมันกำลังตอบรับการเชื้อเชิญนั้น”
“แต่ใครเป็นคนส่งสัญญาณ” แจ็กซ์ถาม “ถ้ามนุษย์ในอดีตต้องการให้มันถูกลืมเลือน แล้วใครเป็นคนไปปลุกมันขึ้นมาอีก?”
เคลเหลือบมองอควา “เจ้าบอกว่าความทรงจำของเจ้าถูกปกปิด… และเจ้าตื่นขึ้นมาเพราะสัญญาณประหลาดที่สถานีตรวจพบ”
“ใช่” อควาตอบ “ข้าตื่นขึ้นจากการหลับใหลหลายศตวรรษ แต่ข้าไม่ได้เป็นผู้ส่งสัญญาณนั้น”
“ถ้าอย่างนั้น… มันต้องมีใครบางคน หรือบางสิ่งบางอย่าง” เคลพึมพำ “ที่รู้เรื่องนี้ และจงใจที่จะปลุกมันขึ้นมา”
ความคิดนี้ทำให้ทุกคนรู้สึกหนาวเหน็บกว่าเดิม หากมีมนุษย์คนใดรู้ความจริงทั้งหมดและจงใจเปิดประตูสู่หายนะ นั่นหมายความว่าภัยคุกคามไม่ได้มาจากห้วงอวกาศเท่านั้น แต่อาจจะมาจากภายในเผ่าพันธุ์ของพวกเขาเอง
“ไม่ว่าใครจะเป็นคนทำ” เคลกล่าวเสียงดัง “เราไม่มีเวลามานั่งหาคำตอบในตอนนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือเราต้องเตรียมรับมือกับสิ่งที่กำลังจะมาถึง”
“แต่เราจะรับมือกับสิ่งที่มองไม่เห็นและไม่สามารถทำลายได้ยังไง” ลิรถามอย่างสิ้นหวัง
“มนุษย์ในอดีตเคยทำได้” อควาตอบ “พวกเขาเคยหยุดยั้งพวกมันได้ครั้งหนึ่ง และข้า… มีข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับวิธีการนั้นอยู่ในความทรงจำที่เหลืออยู่”
ความหวังเล็กๆ ส่องประกายขึ้นในดวงตาของเคล นี่อาจจะเป็นหนทางเดียวที่จะต่อสู้กับภัยคุกคามที่กำลังคืบคลานเข้ามา
“ถ้าอย่างนั้นก็บอกเรามาอควา” เคลกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เด็ดเดี่ยว “บอกเราทุกสิ่งทุกอย่างที่เราจำเป็นต้องรู้ เพื่อปกป้องโลกของเรา… เพื่อปกป้องมนุษยชาติ”
อควานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ภาพโฮโลแกรมของมันจะเปลี่ยนเป็นแผนผังและข้อมูลที่ซับซ้อน “คำสั่งสุดท้ายของข้าคือการ ‘เตือนภัย’ และ ‘นำทาง’ มนุษยชาติไปสู่การป้องกันตนเองจาก ‘พรานแห่งดวงดาว’ ข้าจะเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดที่ข้ามี แต่การตัดสินใจและการกระทำทั้งหมด จะเป็นของพวกท่าน”
ภารกิจกู้ซากอวกาศที่เริ่มต้นขึ้นด้วยความต้องการสำรวจสถานีร้าง บัดนี้ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดเพื่อความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์มนุษย์ เคลและลูกทีมจะต้องเรียนรู้จากบทเรียนของอดีต เพื่อเผชิญหน้ากับอนาคตที่ไม่แน่นอน และเพื่อปกป้องโลกจากภัยคุกคามจากห้วงอวกาศที่กำลังคืบคลานเข้ามา

ดวงตาแห่งอควา
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก