สถานีอวกาศสำรองขนาดเล็กที่ใช้เป็นที่พักพิงชั่วคราวกลับกลายเป็นศูนย์บัญชาการชั่วคราวสำหรับการวางแผนรับมือกับภัยคุกคามจาก ‘พรานแห่งดวงดาว’ เคลนั่งอยู่หน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่ที่ฉายภาพแผนผังระบบสุริยะ พร้อมด้วยจุดสีแดงกระพริบหลายจุดที่อควาระบุว่าเป็นตำแหน่งของสัญญาณพลังงานจาก ‘ผู้เฝ้ารอ’
“นี่คือข้อมูลทั้งหมดที่ข้าสามารถกู้คืนได้เกี่ยวกับ ‘พรานแห่งดวงดาว’ และแผนการป้องกันของมนุษย์ในอดีต” อควาอธิบาย ภาพโฮโลแกรมของมันฉายข้อมูลกราฟิกและอักขระโบราณที่ซับซ้อน “พวกมันมิได้เดินทางมาด้วยยานอวกาศ แต่พวกมันเคลื่อนที่ผ่าน ‘ช่องว่างระหว่างมิติ’ ที่ถูกเปิดออกด้วยพลังงานจาก ‘ดวงตาแห่งความว่างเปล่า’ ”
“แล้วมันใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะมาถึง” ลิรถาม น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความกังวล
“จากอัตราการเดินทางของพวกมันผ่านช่องว่างระหว่างมิติ และระยะทางจากสถานีอุทกานต์มายังโลก” อควาคำนวณ “ข้าประเมินว่าพวกมันจะมาถึงภายในเวลาประมาณ 72 ชั่วโมง”
“สามวัน!” แจ็กซ์อุทาน “เราจะทำอะไรได้ในเวลาแค่สามวัน!”
“มนุษย์ในอดีตได้สร้าง ‘ระบบป้องกันขั้นสุดท้าย’ เอาไว้” อควากล่าวต่อ “มันคือเครือข่ายของอุปกรณ์ที่กระจายอยู่ทั่วระบบสุริยะ ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างสนามพลังงานที่สามารถปิดผนึกช่องว่างระหว่างมิติและขับไล่ ‘พรานแห่งดวงดาว’ กลับไป”
เคลจ้องมองแผนผังบนจอ “ระบบป้องกันขั้นสุดท้าย… ทำไมเราถึงไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน”
“เพราะมันถูกซ่อนไว้” อควาตอบ “ซ่อนไว้อย่างแนบเนียนจนกระทั่งเทคโนโลยีในยุคปัจจุบันจะสามารถตรวจจับได้ หรือจนกว่าข้าจะตื่นขึ้นและเปิดเผยข้อมูล”
“แล้วระบบนั้นอยู่ตรงไหน” ลิรถามอย่างกระตือรือร้น
อควาฉายภาพแผนผังระบบสุริยะที่ละเอียดขึ้น “อุปกรณ์หลักของระบบนี้มีอยู่ด้วยกันสามจุด จุดแรกอยู่ที่วงโคจรของดาวพฤหัสบดี จุดที่สองอยู่ที่วงโคจรของดาวเสาร์ และจุดสุดท้ายอยู่ที่วงโคจรของดาวเนปจูน”
“แต่ละจุดเป็นสถานีขนาดเล็กที่ถูกออกแบบมาให้หลบซ่อนจากสายตาของมนุษย์และเทคโนโลยี” อควาเสริม “พวกมันถูกปิดการทำงานมานานหลายศตวรรษ และต้องการการเปิดใช้งานใหม่ด้วยรหัสเฉพาะ”
“รหัสเฉพาะ… แล้วเราจะหารหัสพวกนั้นได้จากไหน” แจ็กซ์ถาม
“รหัสเหล่านั้นถูกเก็บไว้ใน ‘แกนกลางข้อมูล’ ของข้า” อควาตอบ “แต่เพื่อป้องกันการตกอยู่ในมือของผู้ไม่ประสงค์ดี ข้าถูกออกแบบมาให้สามารถเข้าถึงรหัสเหล่านี้ได้เมื่อภัยคุกคามถึงขีดสุดเท่านั้น”
“หมายความว่าเราต้องไปถึงที่นั่นก่อน แล้วค่อยให้เจ้าปลดล็อกรหัส” เคลสรุป “ฟังดูยุ่งยาก”
“มันคือมาตรการป้องกันที่จำเป็น” อควายืนยัน
“แล้วการเปิดใช้งานแต่ละสถานีใช้เวลานานแค่ไหน” ลิรถาม “เรามีเวลาจำกัด”
“แต่ละสถานีจะต้องได้รับการเชื่อมต่อพลังงานใหม่ ปรับเทียบระบบ และใส่รหัสเปิดใช้งาน” อควาอธิบาย “ข้าประเมินว่าแต่ละจุดจะใช้เวลาอย่างน้อย 8-12 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับความเสียหายและอุปสรรคที่อาจพบเจอ”
เคลถอนหายใจเฮือกใหญ่ “สามจุด… จุดละ 8-12 ชั่วโมง นั่นหมายความว่าเราต้องใช้เวลาอย่างน้อย 24-36 ชั่วโมงในการเปิดใช้งานระบบทั้งหมด ซึ่งนั่นยังไม่รวมเวลาในการเดินทาง”
“เรามีเวลาไม่พอ” แจ็กซ์กล่าว “ต่อให้เราเดินทางด้วยความเร็วสูงสุด เราก็ไม่น่าจะทำได้ทัน”
“แต่เราไม่มีทางเลือก” เคลกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “นี่คือโอกาสเดียวที่เราจะปกป้องโลกได้”
“เราจะใช้ยานขนส่งของเราในการเดินทาง” เคลวางแผน “มันอาจจะไม่ใช่ยานที่เร็วที่สุด แต่ก็เป็นยานเดียวที่เรามีและสามารถเดินทางข้ามระบบสุริยะได้”
“หัวหน้าครับ เรามีลูกเรือไม่พอที่จะแยกกันไปสามจุดพร้อมกัน” ลิราท้วง
“เราไม่ต้องแยกกันไป” เคลตอบ “เราจะไปทีละจุด เราจะเริ่มจากจุดที่ใกล้ที่สุดคือดาวพฤหัสบดี จากนั้นก็ไปดาวเสาร์ และสุดท้ายคือดาวเนปจูน”
“แต่แบบนั้นเราก็จะเสียเวลาเดินทางมากขึ้นไปอีก” แจ็กซ์แย้ง
“ผมรู้” เคลพยักหน้า “แต่เราไม่มีทางเลือกอื่น เราต้องทำมันให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้”
อควาฉายข้อมูลเพิ่มเติม “นอกจากนี้ยังมี ‘จุดอ่อน’ ของระบบป้องกันนี้ที่ข้าต้องแจ้งให้ทราบ”
“จุดอ่อนอะไร” เคลถาม
“ระบบป้องกันขั้นสุดท้ายถูกออกแบบมาเพื่อขับไล่ ‘พรานแห่งดวงดาว’ กลับไปยังมิติของพวกมัน” อควาอธิบาย “แต่มันมิได้ทำลายพวกมัน นั่นหมายความว่าพวกมันจะยังคงอยู่ และอาจจะหาทางกลับมาได้อีกในอนาคต”
“และอีกประการหนึ่ง” อควาเสริม “การเปิดใช้งานระบบป้องกันนี้ต้องใช้พลังงานมหาศาล ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของระบบสุริยะในระยะยาว อาจจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศบนโลก หรือส่งผลกระทบต่อดวงดาวและดาวเคราะห์ในระบบของเรา”
“ดังนั้นเรากำลังจะช่วยโลกในตอนนี้ แต่แลกมาด้วยอนาคตที่อาจจะไม่แน่นอนงั้นหรือ” ลิรถามอย่างสิ้นหวัง
“นี่คือสิ่งที่มนุษย์ในอดีตตัดสินใจเลือก” อควาตอบ “เป็นการแลกเปลี่ยนที่พวกเขาเชื่อว่าคุ้มค่า เพื่อป้องกันการสูญสิ้นเผ่าพันธุ์”
เคลนิ่งคิด เขาเข้าใจถึงความยากลำบากในการตัดสินใจในอดีต และบัดนี้ชะตากรรมเดียวกันก็ตกมาอยู่บนบ่าของเขา
“เอาล่ะ” เคลกล่าวเสียงดังฟังชัด “เราจะทำตามแผนนี้ เราจะเปิดใช้งานระบบป้องกันขั้นสุดท้าย ไม่ว่ามันจะต้องแลกมาด้วยอะไรก็ตาม”
“ลิรา! เตรียมยานให้พร้อมสำหรับการเดินทางระยะไกล ตรวจสอบระบบขับเคลื่อนและระบบพลังงานทั้งหมด” เคลสั่ง “แจ็กซ์! เตรียมอาวุธและอุปกรณ์ป้องกันให้พร้อม เราไม่รู้ว่าเราจะต้องเจอกับอะไรบ้าง”
ทั้งลิราและแจ็กซ์พยักหน้ารับคำสั่ง ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น แม้จะยังคงมีความหวาดกลัวแฝงอยู่
“อควา… เจ้าต้องเป็นดวงตาและหูของเรา” เคลกล่าว “นำทางเราไปยังแต่ละจุด และให้ข้อมูลทั้งหมดที่เราจำเป็นต้องรู้”
“ข้าพร้อมเสมอสำหรับภารกิจของข้า” อควาตอบ
การเตรียมการดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ทุกคนทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ความตึงเครียดในอากาศสามารถสัมผัสได้ถึง แต่ก็มีความมุ่งมั่นที่แข็งแกร่งกว่านั้น
ในขณะที่ลิรากำลังตรวจสอบระบบขับเคลื่อนของยาน เธอสังเกตเห็นบางอย่างผิดปกติบนหน้าจอแสดงผล
“หัวหน้า!” ลิราตะโกนเรียก “ผมตรวจพบสัญญาณพลังงานแปลกๆ! มันไม่ได้มาจาก ‘พรานแห่งดวงดาว’ แต่เป็นสัญญาณที่คุ้นเคย…”
เคลรีบเดินมาที่แผงควบคุมของลิรา “สัญญาณอะไร”
“มันเป็นสัญญาณจาก… สถานีวิจัยอวกาศ ‘โอไรออน’ ” ลิราตอบ “สถานีวิจัยของสมาพันธ์ที่เราเคยประจำการอยู่! พวกเขากำลังส่งสัญญาณมาหาเรา!”
เคลขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจ สถานีโอไรออนเป็นสถานีขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในวงโคจรใกล้โลก เป็นศูนย์กลางการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีของสมาพันธ์ การติดต่อจากที่นั่นในสถานการณ์เช่นนี้เป็นเรื่องที่ไม่คาดฝัน
“พวกเขารู้เรื่องที่เราเจอที่สถานีอุทกานต์ได้อย่างไร” แจ็กซ์ถาม
“ไม่แน่ใจ” เคลตอบ “แต่เราต้องตอบรับการติดต่อ บางทีพวกเขาอาจจะมีข้อมูลที่เราต้องการ หรืออาจจะต้องการความช่วยเหลือ”
เคลกดปุ่มรับการสื่อสาร ภาพโฮโลแกรมของพลเรือเอกอาริส ปรากฏขึ้นกลางห้องประชุม อาริสเป็นผู้บัญชาการสูงสุดของกองยานสมาพันธ์ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความกังวล
“เคล! ในที่สุดก็ติดต่อได้” อาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงร้อนรน “รายงานสถานการณ์ด่วน! เกิดอะไรขึ้นที่สถานีอุทกานต์! เราตรวจพบการปลดปล่อยพลังงานมหาศาลจากพิกัดนั้น!”
“พลเรือเอกครับ” เคลตอบ “มันซับซ้อนกว่าที่คิดมากครับ”
เคลเล่าเรื่องราวทั้งหมดตั้งแต่การค้นพบอควา การเปิดเผยเรื่องราวของ ‘พรานแห่งดวงดาว’ และแผนการป้องกันของมนุษย์ในอดีต อาริสฟังด้วยความตั้งใจ สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นซีดเผือดขึ้นเรื่อยๆ
“พรานแห่งดวงดาว… สะพานแห่งดวงดาว…” อาริสพึมพำ “เป็นไปไม่ได้… นี่มันเรื่องโกหกอะไรกัน”
“ผมยืนยันได้ครับพลเรือเอก” เคลกล่าว “อควาเป็นปัญญาประดิษฐ์โบราณที่ถูกสร้างขึ้นในยุคนั้น มันมีข้อมูลทั้งหมดอยู่ในตัว”
อาริสจ้องมองภาพโฮโลแกรมของอควาด้วยความไม่เชื่อ “ปัญญาประดิษฐ์โบราณ… ที่มาพร้อมกับเรื่องราวหายนะ”
“พลเรือเอกครับ เราไม่มีเวลามาถกเถียงกันในตอนนี้” เคลเร่ง “พวกมันกำลังจะมาถึงภายใน 72 ชั่วโมง เราต้องการความช่วยเหลือจากสมาพันธ์ เพื่อเปิดใช้งานระบบป้องกันขั้นสุดท้าย”
อาริสนิ่งไปครู่หนึ่ง เขากำลังประมวลผลข้อมูลที่น่าตกใจนี้ “เคล… นี่มันเป็นเรื่องใหญ่เกินกว่าที่ผมจะตัดสินใจคนเดียวได้ ผมต้องนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมสภาสูงของสมาพันธ์”
“แต่เราไม่มีเวลาแล้วครับพลเรือเอก!” เคลแย้ง “ทุกนาทีมีค่า!”
“ผมเข้าใจ!” อาริสตอบเสียงดัง “แต่เรื่องแบบนี้… มันจะสร้างความแตกตื่นไปทั่วทั้งระบบสุริยะ ถ้าไม่มีการยืนยันที่ชัดเจน พวกเขาจะไม่เชื่อ และอาจจะมองว่าเราเป็นศัตรูเสียเอง”
“พลเรือเอกครับ… ชีวิตของมนุษยชาติขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคุณแล้ว” เคลกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
อาริสถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ให้เวลาผม 24 ชั่วโมง เคล ผมจะพยายามสุดความสามารถเพื่อให้อนุมัติแผนการนี้ และส่งกำลังสนับสนุนไปให้คุณ”
“แต่เราไม่มีเวลาถึง 24 ชั่วโมงครับพลเรือเอก!” ลิราแย้ง
“นี่คือสิ่งที่ดีที่สุดที่ผมจะทำได้” อาริสตอบ “คุณต้องเริ่มแผนการของคุณไปก่อน ถ้าผมได้รับอนุมัติ ผมจะส่งกองกำลังไปสมทบกับคุณทันที”
การสื่อสารถูกตัดลง เคลรู้สึกถึงความกดดันที่ถาโถมเข้ามา เขาหวังว่าอาริสจะสามารถโน้มน้าวสภาสูงได้ทันเวลา แต่พวกเขาก็ไม่สามารถรอได้
“เอาล่ะทุกคน” เคลกล่าว “เราต้องเริ่มแผนการของเราเอง เราจะเดินทางไปยังดาวพฤหัสบดีทันที”
ยานขนส่งของพวกเขาเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางไกล สู่ความมืดมิดของระบบสุริยะ เพื่อปลุกระบบป้องกันอันเก่าแก่ให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง การเดินทางครั้งนี้คือการแข่งขันกับเวลา การแข่งขันกับภัยคุกคามจากห้วงอวกาศ และการแข่งขันกับความไม่เชื่อของมนุษย์ด้วยกันเอง
ชะตากรรมของมนุษยชาติแขวนอยู่บนเส้นด้าย และทีมเล็กๆ ของเคลก็คือความหวังสุดท้าย

ดวงตาแห่งอควา
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก