เสียงเคาะประตูห้องทำงานของเขาดังขึ้นอย่างสุภาพ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความหนักแน่นที่บ่งบอกถึงความสำคัญของคนที่อยู่เบื้องหลังบานประตูนั้น ‘รวินท์’ ชายหนุ่มผู้ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารแห่ง ‘อัครวัฒนา กรุ๊ป’ บริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ของประเทศ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างสูงสง่าในชุดสูทสีเข้มดูไร้ที่ติ ใบหน้าหล่อเหลาคมคายฉายแววเคร่งขรึมตามแบบฉบับของนักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จ ดวงตาคมกริบสบเข้ากับดวงตาของ ‘แพรดาว’ เลขานุการส่วนตัวคนใหม่ที่ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับเอกสารกองหนึ่ง
“มีอะไร แพทย์หญิงแพรดาว” เสียงทุ้มทรงอำนาจของเขาเอ่ยถาม แพรดาวก้าวเข้ามาในห้องทำงานที่ตกแต่งอย่างหรูหราแต่แฝงความเรียบง่าย ยืนอยู่ตรงหน้าโต๊ะทำงานไม้สักขนาดใหญ่
“สวัสดีค่ะ ท่านประธาน นี่เป็นเอกสารสรุปรายงานผลประกอบการประจำไตรมาสที่แล้วค่ะ และมีเอกสารบางส่วนที่ท่านต้องพิจารณาอนุมัติด้วยตัวเองค่ะ” แพรดาววางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะอย่างเป็นระเบียบ เธอสังเกตเห็นแววตาที่เหนื่อยล้าของรวินท์ แต่ก็พยายามระงับความคิดที่อาจจะล้ำเส้น
“ขอบใจ” รวินท์ตอบรับสั้นๆ ขณะที่มือเรียวยาวเอื้อมไปหยิบแฟ้มเอกสารมาเปิดอ่าน ดวงตาของเขากวาดตามองตัวเลขต่างๆ อย่างรวดเร็ว ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่หน้าใดหน้าหนึ่ง แพรดาวสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยบนใบหน้าของเขา ความตึงเครียดที่เคยมีอยู่แล้วดูเหมือนจะเพิ่มมากขึ้น
“มีปัญหาอะไรหรือเปล่าคะ ท่านประธาน” แพรดาวเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง เสียงของเธออ่อนโยนและแฝงความใส่ใจ
รวินท์เงยหน้าขึ้นมองเธอ ดวงตาคู่คมที่ปกติฉายแววเด็ดเดี่ยว กลับมีเงาของบางสิ่งบางอย่างที่ดูเหมือนจะจมลึกอยู่ภายใน เขาถอนหายใจเบาๆ
“ไม่มีอะไรหรอก แพทย์หญิงแพรดาว แค่มีบางอย่างที่ต้องคิดนิดหน่อย” เขาตอบ แต่แววตาของเขากลับบอกเป็นนัยว่ามันไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย
แพรดาวนิ่งไปครู่หนึ่ง เธอรู้ว่ารวินท์เป็นคนที่มีปัญหาส่วนตัวบางอย่างซ่อนอยู่ ภายใต้เปลือกนอกที่ดูแข็งแกร่งและเยือกเย็นของเขา เธอสัมผัสได้ถึงความเปราะบางบางอย่างที่เขาพยายามปกปิดเอาไว้ และความเปราะบางนั้นเองที่ทำให้เธอรู้สึกเห็นใจและอยากจะเข้าไปดูแล
“ถ้าท่านประธานต้องการใครสักคนรับฟัง หรือต้องการความช่วยเหลืออะไร บอกได้เสมอนะคะ” แพรดาวเอ่ยขึ้นอย่างจริงใจ เธอรู้ว่าการเป็นเลขาของ CEO ระดับนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การเป็น ‘แพทย์หญิง’ ทำให้เธอมีความสามารถในการรับฟังและให้คำปรึกษาได้มากกว่าแค่การจัดการเอกสาร
รวินท์มองเธอด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป จากความเย็นชาเริ่มมีประกายของความประหลาดใจและความขอบคุณ “ขอบใจมาก แพทย์หญิงแพรดาว เธอเป็นคนที่…แตกต่าง” เขาหยุดพูด ประโยคนั้นลอยอยู่ในอากาศ
“การได้เห็นท่านประธานยอมรับความรู้สึกของตัวเองบ้าง อาจจะช่วยให้สบายใจขึ้นนะคะ” แพรดาวกล่าวอย่างนุ่มนวล
ทันใดนั้น เสียงโทรศัพท์บนโต๊ะของรวินท์ก็ดังขึ้น ปลายสายเป็นเสียงที่ทำให้ใบหน้าของเขาซีดเผือดลงไปอีก รวินท์รับสายด้วยท่าทีที่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง น้ำเสียงของเขาตึงเครียดและสั่นเครือเล็กน้อย
“ครับ… ผม… ผมกำลังจะไปครับ… ครับ… ผมจะไม่ลืม” เขากล่าวจบสายก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้บุหนังอย่างอ่อนแรง
แพรดาวมองภาพนั้นด้วยความเป็นห่วง “ท่านประธานคะ เกิดอะไรขึ้นคะ”
รวินท์หลับตาลง หายใจเข้าลึกๆ “มีงานด่วนที่ต้องไปจัดการ… งานส่วนตัว” เขาพยายามควบคุมน้ำเสียงให้เป็นปกติ แต่แพรดาวก็สัมผัสได้ถึงความไม่ปกติ
“ให้ดิฉันไปด้วยไหมคะ เผื่อจะช่วยอะไรได้” เธอเสนอ
“ไม่เป็นไร เธออยู่ที่นี่จัดการงานของบริษัทไปก่อน” รวินท์กล่าว เขาพยายามลุกขึ้นยืน แต่ดูเหมือนขาของเขาจะไม่มั่นคงนัก
“แต่ว่า…” แพรดาวอยากจะพูดต่อ แต่รวินท์ก็เดินไปหยิบสูทอีกตัวที่แขวนไว้ที่ราว
“ฉันจะกลับมาเร็วที่สุด” เขากล่าว พร้อมกับเดินออกจากห้องทำงานไป ทิ้งแพรดาวไว้กับความกังวลที่เพิ่มขึ้น
รวินท์ขับรถออกไปด้วยความเร็ว แสงไฟสว่างไสวของเมืองยามค่ำคืนสะท้อนเข้ามาในกระจกหน้ารถ ใบหน้าของเขายังคงเคร่งเครียด แต่ในดวงตาฉายแววของความเศร้าและความหวาดกลัวที่เขาไม่เคยแสดงออกให้ใครเห็นมาก่อน ปลายทางที่เขาจะไปคือบ้านหลังเก่าที่เขาไม่เคยอยากจะกลับไปเหยียบย่างอีกเลย
ภาพในอดีตผุดขึ้นมาในความคิดของเขา เสียงหัวเราะของเด็กๆ เสียงทะเลาะเบาะแว้งของพ่อแม่ และน้ำตาของแม่ที่ไหลริน ภาพเหล่านั้นย้อนกลับมาหลอกหลอนเขาอีกครั้งอย่างไม่เคยจางหาย
เขาจำได้ดีถึงวันนั้น วันที่ทุกอย่างพังทลาย วันที่เขาได้เห็นความจริงอันโหดร้ายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังครอบครัวที่ดูสมบูรณ์แบบ เขาจำได้ถึงคำพูดของแม่ ที่พร่ำบอกให้เขาอดทน อดกลั้น และเข้มแข็ง แต่ในใจลึกๆ ของเด็กชายวัยนั้น เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมต้องทนกับความเจ็บปวด
เมื่อรถมาถึงบ้านหลังเก่า บรรยากาศโดยรอบดูเงียบเหงาและวังเวง มีเพียงแสงไฟสลัวๆ จากนอกหน้าต่างที่พอจะมองเห็นได้ รวินท์จอดรถและเดินลงจากรถด้วยหัวใจที่เต้นระรัว เขาค่อยๆ ก้าวเข้าไปในบ้านที่เต็มไปด้วยความทรงจำอันขมขื่น
เมื่อเขาเปิดประตูเข้าไป ภาพที่เห็นคือหญิงชราคนหนึ่งที่กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้โยก เธอดูผอมบางและอ่อนแรง ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งกาลเวลา แต่แววตาของเธอยังคงฉายแววอบอุ่นเมื่อมองเห็นเขา
“รวินท์… มาแล้วหรือลูก” เสียงแหบพร่าของแม่ดังขึ้น
รวินท์เดินเข้าไปหาแม่ โน้มตัวลงกอดเธออย่างแผ่วเบา “แม่ครับ”
“แม่รออยู่นะลูก” แม่ลูบหลังเขาเบาๆ “แม่รู้ว่าลูกคงจะเหนื่อย แต่แม่ก็ดีใจที่ลูกยังคงจำวันสำคัญนี้ได้”
รวินท์เงยหน้าขึ้นมองแม่ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวด “แม่ครับ…”
“เรื่องที่แม่จะบอกลูก… มันเป็นเรื่องที่แม่เก็บไว้มานานแล้ว” แม่กล่าว ก่อนจะค่อยๆ เล่าเรื่องราวในอดีต เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับพ่อ เรื่องราวที่รวินท์ไม่เคยรู้มาก่อน
น้ำตาเริ่มคลอเบ้าของรวินท์ ขณะที่เขาค่อยๆ รับรู้ถึงความจริงอันโหดร้ายที่แม่ต้องแบกรับมาตลอดชีวิต ความผิดพลาดของพ่อ ความเสียสละของแม่ และผลกระทบที่ตกอยู่กับตัวเขาเอง
“แม่… ทำไมแม่ไม่เคยบอกผมเลย” เสียงของเขาแหบพร่า
“แม่ไม่อยากให้ลูกต้องแบกรับความเจ็บปวดไปด้วย แม่แค่อยากให้ลูกมีชีวิตที่ดี มีอนาคตที่ดี” แม่กล่าวพร้อมกับบีบมือของเขา
รวินท์กอดแม่แน่นขึ้น รู้สึกถึงความอบอุ่นและรักที่แม่มีให้ แม้ว่าอดีตจะโหดร้ายเพียงใด เขารู้สึกขอบคุณแม่ที่ยังคงอยู่เคียงข้างเขาเสมอ
“ผมรักแม่นะครับ” เขาเอ่ยออกมาจากใจจริง
“แม่ก็รักลูกนะลูก” แม่ตอบรับ
ในคืนนั้น รวินท์ได้ใช้เวลาอยู่กับแม่ รับฟังเรื่องราวในอดีตที่ตามหลอกหลอนเขามาตลอด เขาได้เห็นความเปราะบางของแม่ ได้เห็นความเข้มแข็งของแม่ และได้เข้าใจถึงความรักอันยิ่งใหญ่ที่แม่มีให้
เมื่อกลับออกมาจากบ้านหลังเก่า แสงดาวส่องสว่างบนท้องฟ้า รวินท์รู้สึกเหมือนมีบางอย่างที่หนักอึ้งในใจได้ถูกปลดเปลื้องออกไป เขาอาจจะยังไม่สามารถลืมอดีตได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยเขาก็ได้เข้าใจอดีตมากขึ้น และนั่นคือสิ่งสำคัญ
“ขอบคุณครับแม่” เขาพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะขับรถมุ่งหน้ากลับบ้าน

CEO หัวใจอ่อน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 iDea Memory Group Co.,Ltd — ลิขสิทธิ์ทั้งหมดภายใต้ iDea Memory Group Co.,Ltd เท่านั้น
ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ จัดจำหน่าย จัดพิมพ์ หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นอันขาด ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก