สายลมยามเช้าพัดโชยมาอย่างแผ่วเบา แต่กลับไม่สามารถพัดพาความหนักอึ้งในจิตใจของเมษออกไปได้เลย ภาพของฟ้าใสที่เขาทิ้งไว้เมื่อคืนวาน ยังคงติดตาตรึงใจ เขาพยายามคิดทบทวนถึงทุกคำพูด ทุกการกระทำ ที่เขาได้ทำต่อเธอ ราวกับจะค้นหาเศษเสี้ยวของความหวังท่ามกลางความมืดมิด
“แกมันก็แค่ผู้หญิงเห็นแก่ตัว! แกหลอกฉันมาตลอด! ท้องของแกมันเป็นแค่เครื่องมือ!”
คำพูดเหล่านั้นยังคงก้องอยู่ในโสตประสาทของเขา ราวกับมีดที่กรีดซ้ำๆ ลงบนหัวใจที่บอบช้ำ เขาจำได้ถึงแววตาที่ว่างเปล่าของเธอ แววตาที่สะท้อนถึงความเจ็บปวดเกินกว่าจะบรรยาย
“เธอหายไปไหน… ฟ้าใส…”
เขาพึมพำกับตัวเอง เสียงแหบพร่า ราวกับจะเอ่ยเรียกชื่อคนที่เขารักที่สุด แต่กลับทำร้ายเธออย่างแสนสาหัส ความรู้สึกผิดถาโถมเข้ามาอย่างรุนแรง ราวกับคลื่นยักษ์ที่ซัดเข้าใส่ฝั่ง มันกัดกินทุกอณูของจิตใจเขาจนแทบไม่เหลือที่ว่าง
เขาเดินไปยังมุมห้องที่เคยเป็นที่นั่งประจำของฟ้าใส ภาพความทรงจำเก่าๆ ผุดขึ้นมา ราวกับจะเยาะเย้ยความโง่เขลาของเขา เขานึกถึงรอยยิ้มของเธอ เสียงหัวเราะของเธอ ท่าทีที่อ่อนโยนของเธอ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาเคยคิดว่ามันเป็นเพียงเปลือกนอก เป็นเพียงการเสแสร้ง
“ฉันเข้าใจเธอผิดไปตลอด… ฟ้าใส…”
เขาพูดพลางน้ำตาไหลริน มันไม่ใช่การร้องไห้แห่งความโศกเศร้า แต่เป็นการร้องไห้แห่งความเสียใจ ที่เขาไม่อาจย้อนเวลากลับไปแก้ไขได้
เขาจำได้ว่าธีร์บอกว่าฟ้าใสพยายามจะบอกเขา แต่เขากลับไม่เคยรับฟัง เขาเอาแต่จมอยู่กับความโกรธ ความแค้น และการเข้าใจผิด เขาไม่เคยเปิดโอกาสให้เธอได้อธิบาย หรือแม้แต่จะรับฟังความรู้สึกของเธอ
“ฉันมันแย่จริงๆ…”
เขาพูดกับตัวเองซ้ำๆ เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนเห็นแก่ตัว เป็นคนโง่เขลาที่มองไม่เห็นความดีงามของคนที่รักเขา
“ฉันต้องตามหาเธอ… ฉันต้องอธิบายให้เธอฟัง…”
ความคิดนี้ผุดขึ้นมาในหัวของเขาอย่างรวดเร็ว ราวกับเป็นแสงสว่างเดียวที่ปลายอุโมงค์มืดมิด เขามองไปยังนาฬิกาบนผนัง เวลาล่วงเลยมาถึงยามเช้าแล้ว เขาต้องรีบออกไปตามหาฟ้าใส ก่อนที่เธอจะหายไปจากชีวิตเขาตลอดกาล
เมษรีบแต่งตัวอย่างลวกๆ เขาคว้ากุญแจรถและกระเป๋าเงิน ก่อนจะวิ่งออกจากห้องไป เขาจำได้ว่าธีร์ไม่รู้ว่าฟ้าใสไปที่ไหน แต่เขาก็หวังว่าจะมีใครสักคนที่สามารถให้เบาะแสเกี่ยวกับเธอได้
เขาขับรถไปตามท้องถนนที่เริ่มมีผู้คนพลุกพล่าน เขาพยายามนึกถึงสถานที่ที่ฟ้าใสเคยพูดถึง สถานที่ที่เธอเคยมีความสุข สถานที่ที่เธออาจจะเลือกไปเพื่อหลบหนีจากความจริงที่โหดร้าย
“โรงพยาบาล… หรือว่าเธอจะไปโรงพยาบาล?”
ความคิดนี้ผุดขึ้นมาในหัวของเขาอย่างกะทันหัน เขาจำได้ว่าฟ้าใสเคยพูดถึงการไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่เธอเคยทำงาน เขาไม่รู้ว่าเธอจะไปที่นั่นหรือไม่ แต่เขาก็คิดว่ามันเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุด
เขาขับรถมุ่งหน้าไปยังโรงพยาบาลทันที หัวใจของเขายังคงเต้นแรงด้วยความกังวล เขาไม่รู้ว่าเขาจะเจอเธอหรือไม่ และถ้าเจอ เธอจะให้อภัยเขาหรือไม่
เมื่อมาถึงโรงพยาบาล เมษรีบลงจากรถและเดินตรงเข้าไปยังแผนกสูติกรรมและนรีเวชวิทยา เขาเดินเข้าไปสอบถามพยาบาลด้วยท่าทีร้อนรน
“ขอโทษครับ ผมกำลังตามหา… คุณฟ้าใส… ผมอยากจะทราบว่าเธออยู่ที่นี่หรือเปล่าครับ?”
พยาบาลมองเขาด้วยความสงสัยเล็กน้อย ก่อนจะกดแป้นพิมพ์บนคอมพิวเตอร์อย่างรวดเร็ว
“ขอชื่อ-นามสกุลเต็มๆ ด้วยค่ะ”
“คุณฟ้าใส… จันทร์กระจ่าง ครับ” เมษตอบ
พยาบาลใช้เวลาสักครู่ในการค้นหา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเมษด้วยสีหน้าลำบากใจ
“ขอโทษด้วยนะคะ… คุณฟ้าใส จันทร์กระจ่าง… ไม่มีข้อมูลผู้ป่วยชื่อนี้ในระบบของเราเลยค่ะ”
คำตอบของพยาบาล ราวกับจะทุบทำลายความหวังของเขาลงอย่างสิ้นเชิง เขาไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงหาร่องรอยของเธอไม่เจอเลย
“แน่ใจเหรอครับ? อาจจะ… อาจจะมีการเข้าใจผิด…” เมษถามอย่างไม่ยอมแพ้
“ดิฉันตรวจสอบอย่างละเอียดแล้วค่ะ… ไม่มีค่ะ” พยาบาลตอบอย่างสุภาพ
เมษรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังจะถล่มลงมา เขารู้สึกสิ้นหวังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขาไม่รู้ว่าเขาควรจะไปที่ไหนต่อ เขาไม่รู้ว่าเขาควรจะทำอย่างไร
“ขอบคุณครับ…” เขาตอบพลางเดินออกมาจากเคาน์เตอร์
เขาเดินออกมาจากโรงพยาบาลอย่างเหม่อลอย ดวงตาของเขากวาดมองไปรอบๆ อย่างไร้จุดหมาย เขาไม่รู้ว่าเขาควรจะไปที่ไหนอีกแล้ว
ทันใดนั้น เขาก็เหลือบไปเห็นรถแท็กซี่คันหนึ่งที่กำลังจอดรอผู้โดยสารอยู่ไม่ไกลนัก เขาสังเกตเห็นผู้หญิงคนหนึ่งกำลังจะขึ้นรถแท็กซี่คันนั้น ใบหน้าของเธอ… มันคุ้นตามาก…
“ฟ้าใส!”
เมษตะโกนเรียกชื่อเธออย่างสุดเสียง เขาไม่รอช้า รีบวิ่งตรงไปยังรถแท็กซี่คันนั้น ทิ้งให้ความรู้สึกผิดและความสิ้นหวังที่เคยเกาะกุมจิตใจเขาอยู่ ค่อยๆ จางหายไป
เขาเห็นฟ้าใสหันกลับมามองเขาด้วยความตกใจ ดวงตาของเธอเบิกกว้าง ราวกับไม่เชื่อสายตาของตัวเอง
“เมษ!?”
เธออุทานออกมาด้วยความตกใจระคนประหลาดใจ
เมษหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเธอ หอบหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน เขาจ้องมองเข้าไปในดวงตาของเธอ ราวกับจะสื่อสารทุกความรู้สึกที่เขามี
“ฟ้าใส… อย่าไป… ได้โปรด… อย่าไปไหนอีก…”
เขาพูดเสียงสั่นเครือ น้ำตาไหลอาบแก้มอีกครั้ง มันเป็นน้ำตาแห่งความดีใจ ที่เขาได้เจอเธออีกครั้ง และน้ำตาแห่งความรู้สึกผิด ที่เขาได้ทำร้ายเธอมาตลอด
ฟ้าใสยืนนิ่ง มองเมษด้วยแววตาที่ซับซ้อน เธอไม่รู้ว่าควรจะตอบเขาอย่างไรดี เธอไม่รู้ว่าความรู้สึกของเธอในตอนนี้คืออะไรกันแน่
“ฉัน… ฉัน…” เธออ้ำอึ้ง
ขณะที่เมษกำลังจะพูดอะไรบางอย่างต่อ ทันใดนั้นเอง รถแท็กซี่คันนั้นก็ออกตัวไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้เมษและฟ้าใสยืนอยู่เพียงลำพัง ท่ามกลางความว่างเปล่าของถนน
เมษหันไปมองรถแท็กซี่ที่กำลังเคลื่อนห่างออกไปอย่างหมดหวัง
“ไม่นะ! ฟ้าใส!”
เขาตะโกนไล่หลังไป แต่รถแท็กซี่ก็ยิ่งห่างออกไปเรื่อยๆ จนลับสายตาไปในที่สุด
ฟ้าใสยืนนิ่ง มองเมษด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสับสน เธอไม่รู้ว่าเหตุการณ์นี้จะนำพาความสัมพันธ์ของเธอกับเมษไปในทิศทางใด
เมษหันกลับมามองฟ้าใสด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเสียใจ
“ฉัน… ฉันขอโทษนะ… ฟ้าใส…”
เขาพูดอย่างแผ่วเบา ราวกับจะขอโทษในทุกสิ่งที่เขาได้ทำลงไป
ฟ้าใสสบตาเขาเพียงครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าลงมองพื้น
“ฉัน… ฉันต้องไปแล้ว…”
เธอพูดเสียงเบา ก่อนจะหันหลังเดินจากไปอีกครั้ง ทิ้งให้เมษยืนอยู่เพียงลำพัง ท่ามกลางความรู้สึกผิดที่ยังคงถาโถมเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน…
รักลวงปาฏิหาริย์ท้อง
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 iDea Memory Group Co.,Ltd — ลิขสิทธิ์ทั้งหมดภายใต้ iDea Memory Group Co.,Ltd เท่านั้น
ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ จัดจำหน่าย จัดพิมพ์ หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นอันขาด ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก