พสุธากลืนชีพ

ตอนที่ 2 —

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

28 ตอน · 1,438 คำ

อรรถไม่ต้องรอให้สัญชาตญาณอดีตทหารพรานที่หลับใหลอยู่ตื่นขึ้นมาเต็มตัว เสียงครืนครั่นที่เหมือนอุกกาบาตพุ่งชนจากห้วงอวกาศ และการสั่นสะเทือนที่บ้าคลั่งของผืนดินใต้ฝ่าเท้า เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนที่สุดเท่าที่ชีวิตนี้เคยพบเจอ เขาทรุดตัวลงต่ำอย่างรวดเร็ว ใช้แขนแกร่งทั้งสองข้างกำบังศีรษะ พิงตัวเข้ากับเสาเรือนไม้ที่ดูแข็งแรงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบตัวอย่างตื่นตัว ‌ทุกเซลล์ในร่างกายสั่งให้เตรียมพร้อมรับมือกับทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้น

บ้านไม้เก่าแก่ที่เคยเป็นที่พักพิงอันแสนสงบ ส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดเหมือนซากเรืออับปางที่ถูกคลื่นซัดกระหน่ำ ข้าวของเครื่องใช้ที่จัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบกระเด็นกระดอนหล่นลงมาแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ ผนังบ้านบิดเบี้ยว ประตูหน้าต่างหลุดกระเด็นออกจากวงกบ แรงสั่นสะเทือนรุนแรงขึ้นจนเหมือนพื้นโลกกำลังถูกใครบางคนจับเขย่าอย่างบ้าคลั่ง อรรถรู้สึกได้ถึงแรงกระแทกที่รุนแรงเสียดแทรกเข้ามาในทุกส่วนของร่างกาย กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง ​สันหลังเย็นวาบ แม้จะเป็นทหารพรานที่ผ่านสมรภูมิมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ภัยพิบัติครั้งนี้แตกต่างออกไป มันคือการทำลายล้างที่ไร้รูปแบบ ไร้ทิศทาง ไร้ศัตรูให้ต่อกรด้วย

เสียงครืนครั่นแปรเปลี่ยนเป็นเสียงคำรามกึกก้อง ผสมกับเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดของไม้หัก และเสียงโครมครามของสิ่งก่อสร้างที่พังทลายลงมา ‍เสียงกรีดร้องหวีดหวิวของสัตว์ป่าดังระงมไปทั่วบริเวณ เมื่อเสียงปฐพีพิโรธถึงจุดสูงสุด บ้านไม้ทั้งหลังก็เหมือนถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆ คานไม้ขนาดใหญ่หลุดจากโครงสร้าง ผนังบ้านถล่มลงมาพร้อมกับหลังคาที่ยุบตัว แรงอัดกระแทกจากการพังทลายทำให้ฝุ่นผงฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ อรรถเบี่ยงตัวหลบเสาที่โค่นลงมาได้อย่างหวุดหวิด เขาใช้จังหวะที่แรงสั่นเริ่มคลายลงเล็กน้อย ‌กลิ้งตัวออกไปจากซากบ้านที่กำลังถล่ม เกร็ดหินและเศษไม้ปลิวว่อนเฉียดศีรษะไปอย่างน่าหวาดเสียว

เมื่อแรงสั่นสะเทือนเริ่มสงบลง เหลือเพียงเสียงครวญครางต่ำๆ ของผืนดินที่ยังคงสั่นระริกเบาๆ และเสียงการพังทลายที่ดำเนินต่อไปในระยะไกล อรรถค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างระมัดระวัง ไอฝุ่นหนาทึบลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณ ‍บดบังทัศนวิสัยจนแทบมองไม่เห็นอะไร เขากระแอมไอ ปัดฝุ่นออกจากเสื้อผ้าเนื้อหยาบ และกวาดสายตาไปรอบตัว ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้หัวใจของอรรถจมดิ่งลงสู่ก้นบึ้งของความสิ้นหวัง

บ้านไม้ที่เขาใช้ชีวิตอยู่อย่างสงบสุขมานานนับสิบปี บัดนี้กลายเป็นเพียงเศษซากปรักหักพัง กองไม้หักพังระเนระนาด กองดินกองหินทับถมกันจนมองไม่เห็นรูปทรงเดิม ​สวนผสมที่เขาเฝ้าเพาะปลูกอย่างเอาใจใส่ พืชผักและต้นไม้นานาชนิดที่เคยเขียวชอุ่ม บัดนี้ถูกฉีกกระชากอย่างบ้าคลั่ง ต้นไม้ใหญ่ล้มระเนนระนาด ทับแปลงผักจนราบเป็นหน้ากลอง ดินแตกระแหงเป็นร่องลึกขนาดใหญ่ราวกับมีมือยักษ์มาฉีกแผ่นดินออกเป็นชิ้นๆ

อรรถเดินสำรวจไปรอบๆ อย่างเงียบเชียบ แววตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะหาทางรอด ​สิ่งแรกที่เขาทำคือตรวจสอบว่ามีอะไรหลงเหลืออยู่บ้างจากบ้านของเขา โชคยังดีที่มุมหนึ่งของบ้านซึ่งเป็นส่วนที่เขาใช้เก็บอุปกรณ์เดินป่าและของจำเป็นนั้นถูกทับถมเพียงบางส่วน เขาใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี เขี่ยเศษไม้และกองดินออกอย่างระมัดระวัง ภายในนั้นมีเป้สะพายหลังคู่ใจที่ยังอยู่ในสภาพที่พอจะใช้งานได้ มีดเหน็บสั้น ปืนสั้นพกพาที่เขาเก็บไว้ใช้ป้องกันตัวยามฉุกเฉิน และกล่องยาปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่เขาเตรียมไว้เสมอสำหรับออกป่า ​อรรถเก็บข้าวของเหล่านั้นลงเป้อย่างรวดเร็วราวกับเป็นหุ่นยนต์ที่ถูกโปรแกรมมาแล้ว เขาไม่เหลือเวลาให้มานั่งเสียใจกับสิ่งที่สูญเสียไปอีกต่อไปแล้ว

ทันใดนั้น เสียงบางอย่างก็ดังแว่วเข้ามาในโสตประสาทของเขา เสียงกรีดร้องที่แผ่วเบาและสะอื้นไห้ อรรถหยุดชะงัก ชะเง้อคอมองไปทางต้นเสียงที่มาจากหุบเหวลึกที่เพิ่งก่อตัวขึ้นใหม่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของบ้านเขา ที่ตรงนั้นเมื่อก่อนเคยเป็นเพียงทางน้ำเล็กๆ และเนินเขาเตี้ยๆ ที่ปกคลุมด้วยป่าไม้ แต่บัดนี้มันกลายเป็นรอยแยกขนาดใหญ่ กินพื้นที่ไปไกลสุดลูกหูลูกตา ราวกับแผ่นดินถูกผ่าออกด้วยคมมีดมหึมา

เสียงนั้นเป็นเสียงผู้หญิง มันฟังดูหวาดกลัวและเจ็บปวด อรรถลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สัญชาตญาณดิบของอดีตทหารพรานบอกให้เขาหลีกเลี่ยงการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสิ่งไม่คาดฝัน เพราะมันอาจนำมาซึ่งอันตรายที่ไม่จำเป็น แต่สัญชาตญาณความเป็นมนุษย์และจิตสำนึกที่เขายึดถือมาตลอดชีวิตกลับบอกให้เขาเข้าไปช่วยเหลือ อรรถตัดสินใจ เดินมุ่งหน้าไปยังต้นเสียงอย่างระมัดระวัง มือจับด้ามมีดเหน็บแน่น ก้าวข้ามเศษซากปรักหักพังและรอยแยกเล็กๆ บนพื้นดินไปอย่างชำนาญ

เมื่อเข้าใกล้รอยแยกขนาดมหึมา อรรถก็พบกับภาพที่น่าตกใจยิ่งกว่าเดิม ผืนดินถูกฉีกออกเป็นสองส่วน ป่าไม้ที่เคยเขียวชอุ่มถูกกลืนกินลงไปในความมืดมิดเบื้องล่าง ที่ขอบเหว เขาเห็นร่างของหญิงสาวคนหนึ่งนอนขดอยู่บนพื้นดินที่แตกระแหง เธอสวมเสื้อผ้าแบบคนเมือง เนื้อตัวมอมแมมไปด้วยฝุ่นและโคลน มีรอยถลอกปอกเปิกตามแขนขา และดูเหมือนขาข้างหนึ่งจะผิดรูปไปเล็กน้อย เธอยังคงสะอื้นเบาๆ อยู่

"เฮ้ย! คุณ!" อรรถร้องเรียกเสียงดังพอสมควร เพื่อให้เธอได้ยิน

หญิงสาวสะดุ้งสุดตัว หันมามองเขาด้วยแววตาหวาดระแวงปนกับความโล่งใจเล็กน้อย "คุณ...คุณเป็นใครคะ?" เธอถามเสียงสั่นเครือ

"ผมชื่ออรรถ คุณเป็นอะไรมากไหม" อรรถตอบพลางก้าวเข้าไปหาอย่างช้าๆ แสดงให้เห็นว่าไม่มีพิษภัย "ดูเหมือนขาคุณจะเจ็บ"

"มีนาค่ะ...หนูชื่อมีนา หนูไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น หนูแค่มาเที่ยวบ้านญาติ แล้วก็...แล้วก็เจอแบบนี้..." มีนาพยายามจะยันตัวลุกขึ้น แต่ก็ล้มลงไปอีกครั้งด้วยความเจ็บปวดที่ข้อเท้า

อรรถไม่รอช้า เขารีบเข้าไปประคองมีนาอย่างระมัดระวัง "อย่าเพิ่งขยับมาก เดี๋ยวแผลจะแย่กว่าเดิม" เขาสั่งเสียงทุ้มต่ำ แต่แฝงไปด้วยความห่วงใย เขาถอดเป้ออก วางลงข้างตัว และเริ่มประเมินอาการของมีนา "ข้อเท้าพลิกแรง สงสัยจะบวมช้ำหนัก" เขาสรุป หลังจากคลำดูข้อเท้าที่บวมเป่งของเธอ "โชคดีที่ยังไม่ถึงกับกระดูกหัก"

อรรถหยิบผ้าพันแผลจากกล่องยาปฐมพยาบาลออกมาอย่างชำนาญ เขาพันรอบข้อเท้าของมีนาอย่างระมัดระวัง พร้อมกับให้เธอกินยาแก้ปวดที่เขาพกมาด้วย "ตอนนี้คุณยังเดินไม่ได้ คงต้องพักก่อน"

"แต่เราจะอยู่ตรงนี้ได้ยังไงคะ มันน่ากลัวไปหมดเลย" มีนาพูด พลางมองไปยังรอยแยกมหึมาเบื้องล่างด้วยความหวาดกลัว ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา

"เราต้องหาที่ปลอดภัยกว่านี้" อรรถเห็นด้วย แต่ก็ไม่รู้จะไปไหนได้ในตอนนี้ "ดูเหมือนถนนหนทางจะใช้การไม่ได้แล้ว" เขามองไปยังทิศที่เคยเป็นถนนลาดยาง ซึ่งบัดนี้กลายเป็นเพียงเศษซากคอนกรีตที่ถูกฉีกขาดและยุบตัวลงไปในหุบเหว

พวกเขาใช้เวลาในช่วงเย็นไปกับการหาที่กำบังชั่วคราวใกล้กับที่ที่อรรถพบมีนา อรรถใช้ทักษะการเอาตัวรอดในป่าของเขา สร้างเพิงพักชั่วคราวจากเศษไม้และผ้าใบกันน้ำที่เขากู้มาจากบ้านได้ มันไม่ใช่ที่พักที่สะดวกสบาย แต่ก็พอจะคุ้มกันพวกเขาจากน้ำค้างยามค่ำคืนและสัตว์ป่าที่อาจจะออกมาเพ่นพ่านในยามที่ธรรมชาติถูกรบกวน

ตลอดทั้งคืน มีนาเอาแต่ร้องไห้และถามถึงญาติพี่น้องของเธอ เธอเล่าว่าเธอมาจากกรุงเทพฯ มาเที่ยวบ้านญาติที่อำเภอใกล้เคียง อรรถเองก็ไม่รู้ว่าจะให้คำตอบอย่างไร เพราะสภาพโดยรอบบ่งบอกว่าการสื่อสารภายนอกคงเป็นไปไม่ได้แล้ว ทุกอย่างขาดการติดต่อโดยสิ้นเชิง

เมื่อรุ่งเช้ามาเยือน แสงอาทิตย์สาดส่องลงมายังโลกที่บัดนี้แปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ท้องฟ้ายังคงเต็มไปด้วยฝุ่นละอองจางๆ ที่ทำให้แสงอาทิตย์ดูมัวซัว อรรถพาตัวเองและมีนาขึ้นไปยังเนินที่สูงขึ้นกว่าเดิม เพื่อสำรวจสภาพแวดล้อมโดยรอบจากมุมสูง สิ่งที่พวกเขาเห็นทำให้หัวใจเต้นระส่ำ

เบื้องหน้าคือภาพของโลกที่ถูกฉีกกระชาก ทิวเขาลูกแล้วลูกเล่าที่เคยเป็นฉากหลังอันงดงาม บัดนี้แปรสภาพเป็นสันป่าที่ถูกยกตัวขึ้นอย่างผิดรูป บางส่วนกลายเป็นหุบเหวที่ลึกจนมองไม่เห็นก้นบึ้ง เมืองที่เคยเป็นศูนย์กลางความเจริญของจังหวัดกาญจนบุรีที่เคยเห็นอยู่ลิบๆ บัดนี้ถูกกลืนหายไปในกองฝุ่นควันและซากปรักหักพัง เหลือเพียงโครงสร้างตึกสูงบางส่วนที่ยังคงตั้งตระหง่านอย่างโดดเดี่ยว ราวกับฟันที่หลงเหลืออยู่ในปากของยักษ์ที่ตายแล้ว พื้นดินแตกระแหงเป็นรอยแยกขนาดต่างๆ ทั่วไปหมด คล้ายกับผืนผ้าใบที่ถูกฉีกขาดอย่างรุนแรง

"นี่มัน...นี่มันไม่จริงใช่ไหมคะ" มีนาพึมพำ ใบหน้าซีดเผือด

อรรถไม่ตอบ เพียงแต่พยักหน้าอย่างเงียบๆ เขารู้ดีว่ามันคือความจริงที่โหดร้ายที่สุดเท่าที่มนุษย์จะจินตนาการได้

พวกเขาตัดสินใจที่จะเดินทางไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นทิศทางที่อรรถคาดการณ์ว่าน่าจะมีโอกาสพบเจอผู้รอดชีวิตคนอื่นๆ หรืออย่างน้อยก็แหล่งน้ำที่ปลอดภัย เนื่องจากทางนั้นเป็นต้นน้ำลำธารสายเล็กๆ ที่ไหลมาจากเทือกเขา แต่การเดินทางไม่ใช่เรื่องง่าย มีนาที่ข้อเท้ายังไม่หายดี ทำให้การเคลื่อนที่ช้าลงมาก อรรถต้องคอยพยุงเธอไปตลอดทาง บางช่วงที่ต้องข้ามร่องลึก หรือไต่ขึ้นเนินชัน เขาต้องแบกเธอขึ้นหลัง

พวกเขาต้องเผชิญกับอันตรายตลอดเส้นทาง หลังจากที่แผ่นดินไหวใหญ่ผ่านพ้นไป ก็มีอาฟเตอร์ช็อกขนาดเล็กตามมาเป็นระลอกๆ ทำให้หินที่แขวนอยู่บนหน้าผาถล่มลงมาเกือบโดนพวกเขาหลายครั้ง สัตว์ป่าที่ตื่นตระหนกก็พากันหนีตายอย่างบ้าคลั่ง บางตัววิ่งตัดหน้าพวกเขาไปอย่างไม่สนใจสิ่งใด บางตัวก็ดุร้ายและหวาดระแวงเป็นพิเศษ อรรถต้องใช้ปืนยิงขู่สัตว์ป่าหลายครั้งเพื่อไม่ให้พวกมันเข้าใกล้เกินไป

เย็นวันนั้น พวกเขาพยายามหาที่พักพิงที่ปลอดภัยอีกครั้ง อรรถพบถ้ำขนาดเล็กที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ชะง่อนผาแห่งหนึ่ง แม้จะดูเป็นที่กำบังที่พอใช้ได้ แต่ก็มีกลิ่นสาบของสัตว์ป่าลอยมาอย่างจางๆ อรรถต้องจุดไฟก่อกองเพลิงที่ปากถ้ำเพื่อไล่สัตว์ร้ายและเพื่อให้ความอบอุ่น

ขณะที่อรรถกำลังก่อไฟ มีนาที่นั่งพักอยู่ใกล้ๆ ก็เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า "คุณอรรถคะ ท้องฟ้ามันแปลกๆ นะคะ"

อรรถเงยหน้ามองตาม เธอพูดถูก ท้องฟ้ายามค่ำคืนที่ควรจะมีดวงดาวส่องประกายพร่างพราว บัดนี้กลับถูกบดบังด้วยมวลเมฆดำทะมึนที่ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว และที่น่าแปลกใจกว่านั้นคือ มันไม่ได้เป็นเพียงเมฆธรรมดา แต่เป็นเมฆที่ดูเหมือนมีกระแสไฟฟ้าสถิตอยู่ภายใน มันเรืองแสงสีฟ้าอ่อนๆ จางๆ เป็นจังหวะ ราวกับกำลังหายใจอยู่

"เมฆแบบนี้...ผมไม่เคยเห็นมาก่อน" อรรถพึมพำ เขามีลางสังหรณ์ไม่ดีเกี่ยวกับปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ไม่เคยพบเจอมาก่อนนี้ ทหารพรานอย่างเขาคุ้นเคยกับธรรมชาติมากกว่าใคร แต่เมฆประหลาดที่เรืองแสงได้แบบนี้อยู่นอกเหนือความรู้ของเขาอย่างสิ้นเชิง

ทันใดนั้น แสงสีฟ้าอ่อนๆ จากก้อนเมฆก็เริ่มสว่างจ้าขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเสียงซ่าเบาๆ ที่ดังขึ้นเรื่อยๆ ราวกับมีกระแสไฟฟ้าแรงสูงไหลผ่านอากาศ อรรถรีบคว้าตัวมีนาให้มาหลบใต้ชะง่อนหินที่ปากถ้ำ ก่อนที่ลำแสงสีฟ้าจ้าจะพุ่งลงมาจากท้องฟ้า สาดส่องกระทบผืนดินห่างจากพวกเขาไปไม่ไกลนัก เสียงกระแทกที่รุนแรงจนพื้นดินสะเทือน และกลิ่นไหม้ฉุนกึกคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ

"นั่นมันอะไรคะ!" มีนาหวีดร้องด้วยความตกใจ

อรรถเองก็ตอบไม่ได้ เขาไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนในชีวิต ลำแสงนั้นพุ่งลงมาอย่างต่อเนื่อง สลับกับการระเบิดเล็กๆ และเสียงครืนครั่นที่ดังมาจากใต้พื้นดิน ราวกับโลกกำลังถูกโจมตีจากพลังงานลึกลับบางอย่าง

เมื่อลำแสงสุดท้ายสลายไป อรรถค่อยๆ ชะโงกหน้าออกไปมอง กลิ่นไหม้และโอโซนยังคงคละคลุ้ง เขามองไปยังจุดที่ลำแสงพุ่งลงมา และสิ่งที่เขาเห็นทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบ

ไม่ใช่เพียงแค่รอยไหม้ แต่เป็นหลุมลึกขนาดใหญ่ที่เพิ่งก่อตัวขึ้นใหม่จากแรงกระแทกจากเบื้องบน ภายในหลุมนั้น แสงสีฟ้าอ่อนๆ ยังคงเรืองรองอยู่จางๆ และสิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ ผืนดินรอบๆ หลุมนั้นเริ่มสั่นสะเทือนอีกครั้งอย่างรุนแรงยิ่งกว่าอาฟเตอร์ช็อกครั้งไหนๆ ไม่ใช่การสั่นไหวแบบปกติ แต่เป็นการสั่นสะเทือนที่รวดเร็วและถี่กระชั้น ราวกับพื้นดินกำลังถูกกระตุ้นด้วยพลังงานบางอย่างที่มองไม่เห็น

และแล้ว พื้นดินใต้ฝ่าเท้าของพวกเขาก็เริ่มแตกร้าวอย่างรวดเร็ว เสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดดังมาจากใต้ดินราวกับกระดูกกำลังหัก อรรถมองลงไปที่เท้าของตัวเอง รอยแยกขนาดใหญ่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วจากปากหลุมลึกลับนั้น ตรงเข้าหาตำแหน่งที่พวกเขาหลบอยู่! มันเป็นรอยแยกที่ไม่ได้เกิดจากการไหวสะเทือนธรรมดา แต่เหมือนกับมีบางสิ่งกำลัง "ฉีก" แผ่นดินออกจากกันตรงหน้าพวกเขาอย่างจงใจ...

หน้านิยาย
หน้านิยาย
พสุธากลืนชีพ

พสุธากลืนชีพ

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!