พสุธากลืนชีพ

ตอนที่ 4 —

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

28 ตอน · 1,109 คำ

บ้านไม้เก่าแก่ที่เคยเป็นที่พักพิงอันแสนสงบ ส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดราวกับจะแตกหักเป็นเสี่ยง มันไม่ใช่เสียงโหยหวนธรรมดา แต่มันคือเสียงร้องครวญครางของสิ่งมีชีวิตที่กำลังจะตาย เสียงไม้เสียดสีกับไม้ ก้อนอิฐก้อนปูนที่เคยเป็นรากฐานเริ่มหลุดร่วงลงมา เสียงแก้วแตกกระจายดังเพล้ง! ท่ามกลางความมืดมิดที่เข้ามาเยือนอย่างกะทันหัน ‌อรรถสัมผัสได้ถึงแรงกระแทกจากบางสิ่งบางอย่างที่ร่วงหล่นจากเพดานกระทบกับหลังคาบ้าน แรงสั่นสะเทือนเพิ่มระดับขึ้นจนถึงจุดที่ผืนโลกใต้เท้าไม่ต่างอะไรกับเครื่องปั่น แรงเหวี่ยงทำให้ร่างของเขาแทบจะกระเด็นหลุดออกจากการยึดเกาะ แต่สัญชาตญาณดิบที่เคยฝึกฝนมานับครั้งไม่ถ้วนสั่งให้เขากอดรัดเสาเรือนไว้แน่นราวกับชีวิตขึ้นอยู่กับมัน

เสียงครืนครั่นแปรเปลี่ยนเป็นเสียงคำรามกึกก้องที่ราวกับสัตว์ร้ายขนาดมหึมากำลังกลืนกินทุกสิ่ง อรรถรู้สึกได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่บีบคั้นอากาศรอบตัว ทุกอย่างดูเหมือนจะเกิดขึ้นในพริบตาเดียว แต่ในความรู้สึกของเขามันช่างยาวนานราวกับชั่วนิรันดร์ วินาทีต่อมา ​เสียงไม้หักดังสนั่นหวั่นไหวตามมาด้วยเสียงครืนโครมครามสนั่นป่า ผนังบ้านด้านหนึ่งระเบิดออก เศษไม้ เศษปูน และดินกระเด็นเข้ามาในตัวบ้าน เสียงคำรามลึกของแผ่นดินยังคงดำเนินต่อไป ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง อรรถหลับตาปี๋ ‍พยายามตั้งสติ ท่ามกลางซากปรักหักพังที่โหมกระหน่ำใส่ร่าง เขารู้สึกถึงความเจ็บปวดจากการถูกกระแทก แต่ความเจ็บปวดนั้นกลับถูกกลบด้วยความหวาดกลัวอันไร้ขอบเขตที่กำลังคืบคลานเข้ามา

จู่ๆ แรงสั่นสะเทือนก็ทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง ราวกับแผ่นดินกำลังถูกฉีกกระชากออกเป็นเสี่ยงๆ ด้วยพลังที่มองไม่เห็น แรงกระแทกจากด้านบนทำให้เสาที่เขากอดรัดอยู่ถึงกับร้าว ‌และบิดเบี้ยว อรรถตัดสินใจอย่างรวดเร็ว ในเสี้ยววินาทีที่แรงสั่นคลอนเริ่มลดลงเพียงเล็กน้อย เขาทิ้งตัวลงกลิ้งไปตามพื้นบ้านที่เอียงกระเท่เร่ พยายามหาที่กำบังใต้โต๊ะไม้สักเก่าแก่ที่ดูแข็งแรงที่สุดเท่าที่จะหาได้ ทันทีที่ร่างเขามุดเข้าไป เสียงครืนโครมครั้งสุดท้ายก็ดังขึ้น เพดานบ้านด้านที่เขานั่งอยู่เมื่อครู่ถล่มลงมาอย่างสมบูรณ์ ‍เศษไม้คานขนาดใหญ่และแผ่นสังกะสีทับถมลงบนจุดที่เขาเคยยืนอยู่เพียงไม่กี่วินาทีก่อนหน้านี้ ฝุ่นควันคลุ้งตลบอบอวลไปทั่ว ราวกับม่านหมอกที่บดบังทุกสิ่ง

แล้วทุกอย่างก็เงียบสงัดลง...

ความเงียบที่เข้ามาเยือนนั้นน่าขนลุกยิ่งกว่าเสียงโครมครามเมื่อครู่หลายเท่า มันคือความเงียบที่หนักอึ้ง ความเงียบที่บ่งบอกถึงหายนะและความว่างเปล่า อรรถค่อยๆ คลายมือที่กำแน่นออก หูของเขาอื้ออึงไปหมดจากเสียงดังสนั่นเมื่อครู่ ​เขาพยายามขยับตัวช้าๆ ความเจ็บปวดแล่นแปลบไปทั่วร่าง แต่โชคดีที่ไม่มีบาดแผลฉกรรจ์ มีเพียงรอยฟกช้ำและแผลถลอกเล็กน้อยที่แขนและขา เขาดันตัวเองออกมาจากใต้โต๊ะไม้ มองออกไปรอบๆ ผ่านม่านฝุ่นควันหนาทึบที่เริ่มจางลงช้าๆ ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้หัวใจของเขาเต้นรัวอย่างบ้าคลั่ง

บ้านที่เคยเป็นที่พักพิงอันแสนสุขของเขาบัดนี้กลายเป็นเพียงกองซากปรักหักพัง ​เสาเรือนที่เคยแข็งแกร่งหักโค่นลงมาอย่างน่าอนาถ หลังคาหายไปครึ่งหนึ่ง ส่วนที่เหลือก็เอียงกะเท่เร่เหมือนจะรอวันพังลงมาได้ทุกเมื่อ แสงสว่างจากภายนอกส่องลอดเข้ามาผ่านช่องว่างที่เคยเป็นผนังบ้าน เผยให้เห็นเศษไม้ เศษปูน และข้าวของเครื่องใช้ที่กระจัดกระจายเกลื่อนพื้น สิ่งของที่เคยมีค่า ​บัดนี้ไม่ต่างอะไรจากเศษขยะที่ไร้ประโยชน์

อรรถคลานออกจากซากปรักหักพังอย่างยากลำบาก ทันทีที่เขาออกมายืนบนพื้นที่เคยเป็นลานบ้าน เขาก็ต้องหยุดชะงัก สายตาของเขากวาดมองไปรอบตัวอย่างไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เห็น ภาพเบื้องหน้าไม่ใช่โลกที่เขารู้จักอีกต่อไปแล้ว

สวนผสมที่เขาเพียรปลูกสร้างมานานนับสิบปี บัดนี้กลายเป็นหลุมเป็นบ่อ ต้นไม้ใหญ่หลายต้นล้มระเนนระนาด บ้างก็หักโค่นกลางลำต้น บ้างก็ถูกฉีกรากถอนโคนขึ้นมาทั้งยวง ผืนดินที่เคยราบเรียบ บัดนี้กลับมีรอยแยกขนาดใหญ่ พาดผ่านไปทั่วบริเวณราวกับใยแมงมุมยักษ์ รอยแยกบางรอยกว้างจนสามารถกลืนกินรถยนต์ได้ทั้งคัน และลึกจนมองไม่เห็นก้นบึ้ง อรรถเดินไปที่ขอบรอยแยกอย่างระมัดระวัง ก้มมองลงไปเบื้องล่าง ความมืดมิดและความเวิ้งว้างเบื้องล่างทำให้รู้สึกวิงเวียนคล้ายจะตกลงไปในห้วงอวกาศ เขาได้ยินเสียงน้ำไหลดังเซาะมาจากเบื้องล่าง แต่ไม่ใช่เสียงน้ำตกที่คุ้นเคย มันเป็นเสียงน้ำที่ไหลเชี่ยวราวกับสายน้ำที่เพิ่งถือกำเนิดขึ้นใหม่

อรรถหันกลับมามองไปยังทิศทางที่เคยเป็นป่าเขาเบื้องหลังบ้านของเขา ภาพที่เห็นทำให้เขาแทบทรุดลงไปกองกับพื้น ป่าทึบที่เคยเขียวขจี สูงตระหง่าน บัดนี้กลายเป็นเพียงแนวไม้หักโค่นที่กระจัดกระจายอยู่บนผืนดินที่ยกตัวสูงขึ้นอย่างบ้าคลั่ง เนินเขาเตี้ยๆ ที่เขาเคยเดินลัดเลาะไปหาของป่า บัดนี้กลายเป็นหุบเหวขนาดใหญ่ที่โผล่ขึ้นมาอย่างกะทันหัน และที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือภูเขาที่เคยเป็นเหมือนปราการธรรมชาติ บัดนี้กลับมีรอยแยกขนาดมหึมาผ่ากลางยอดเขา ราวกับมีใครเอาขวานยักษ์มาฟันลงไป ท้องฟ้าที่เคยเป็นสีคราม บัดนี้ถูกปกคลุมด้วยมวลฝุ่นสีเทาอมน้ำตาลหนาทึบ บดบังแสงอาทิตย์จนแทบมิด ทำให้บรรยากาศโดยรอบมืดสลัวและน่าหดหู่

เขาพยายามสูดหายใจลึกๆ เข้าไปในปอด ความรู้สึกแรกคือความสับสนงุนงง จากนั้นจึงตามมาด้วยความตื่นตระหนก แต่สัญชาตญาณการเอาตัวรอดของอดีตทหารพรานก็เริ่มทำงานอีกครั้ง เขาต้องตั้งสติ เขาต้องรอด อรรถหันกลับไปที่ซากบ้าน พยายามรื้อค้นหาข้าวของที่ยังพอจะใช้การได้ สิ่งแรกที่เขาต้องการคือปืนลูกซองคู่ใจที่เก็บไว้ใต้เตียง และกระเป๋าเป้สะพายหลังที่บรรจุอุปกรณ์ยังชีพเบื้องต้น

การรื้อค้นท่ามกลางซากปรักหักพังเป็นเรื่องยากลำบาก เศษไม้ เศษหิน และข้าวของทับถมกันจนแทบมองไม่เห็นอะไร อรรถต้องใช้พละกำลังทั้งหมดที่มี ยกไม้คานขนาดใหญ่ออกทีละชิ้น และค่อยๆ กวาดเศษซากออกไปทีละน้อย ท่ามกลางความสิ้นหวัง เขาก็พบกับปลายกระบอกปืนลูกซองที่โผล่พ้นซากไม้ขึ้นมา เขารีบดึงมันออกมาตรวจสอบ โชคดีที่มันยังอยู่ในสภาพใช้งานได้ ส่วนกระเป๋าเป้ของเขาก็ถูกทับอยู่ใต้เศษโต๊ะ โครงสร้างเป้ยุบลงไปเล็กน้อย แต่ภายในยังคงสภาพสมบูรณ์ดี อรรถหยิบกระติกน้ำดื่ม เสื้อผ้าสำรอง ไฟฉาย มีดพก และกล่องปฐมพยาบาลขนาดเล็กออกมาตรวจสอบ มันเป็นสมบัติล้ำค่าในตอนนี้

เมื่อได้อุปกรณ์ที่จำเป็นครบถ้วน อรรถก็หันกลับมาสำรวจรอบตัวอีกครั้ง ดวงตาคมกริบของเขากวาดมองไปทั่วอย่างระมัดระวัง เขาต้องหาทางออกไปจากบริเวณนี้ก่อนที่จะเกิดอะไรขึ้นอีก การเดินบนพื้นดินที่เคยเป็นสวนของเขาบัดนี้ไม่ต่างอะไรกับการเดินบนสนามรบที่เต็มไปด้วยกับระเบิด ผืนดินมีรอยแยกเล็กๆ น้อยๆ แทรกซึมไปทั่วทุกหนแห่ง และเสียงครืนครั่นที่ดังมาจากใต้พื้นพิภพก็ยังคงมีอยู่ประปราย บ่งบอกว่าแผ่นดินยังคงไม่หยุดนิ่ง

อรรถตัดสินใจเดินไปทางทิศตะวันออก ซึ่งเป็นทิศทางที่เขาคุ้นเคยที่สุด เพราะมีทางเดินเล็กๆ ลัดเลาะไปตามริมน้ำแควที่ห่างจากบ้านไปไม่ไกลนัก เขาหวังว่าเส้นทางนั้นจะยังคงอยู่และพาเขาไปสู่หมู่บ้านใกล้เคียงที่อาจจะมีผู้รอดชีวิตคนอื่นๆ หรืออย่างน้อยก็ไปสู่พื้นที่ที่ปลอดภัยกว่านี้ แต่เมื่อเขาเดินไปได้ไม่ไกลนัก เขาก็ต้องหยุดชะงักอีกครั้ง ภาพเบื้องหน้าทำให้เลือดในกายของเขาเย็นวาบ

แม่น้ำแควที่เคยเป็นสายน้ำกว้างใหญ่และสงบ บัดนี้กลับกลายเป็นโกรกธารแคบๆ ที่ลึกและมืดมิด ผืนน้ำที่เคยใสสะอาดกลายเป็นสีโคลนขุ่นข้น และไหลเชี่ยวกรากอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ฝั่งแม่น้ำทั้งสองข้างถูกยกตัวสูงขึ้นอย่างบ้าคลั่ง บางส่วนยุบตัวลงไปจนเกิดเป็นหน้าผาชัน หน้าผาเหล่านั้นดูเหมือนจะเกิดขึ้นใหม่ ไม่มีพืชพรรณใดๆ เกาะเกี่ยว มีเพียงหินที่โผล่พ้นออกมาอย่างน่ากลัว และที่น่าตกใจที่สุดคือสะพานไม้เก่าแก่ที่เขาใช้ข้ามไปยังอีกฝั่ง บัดนี้มันขาดสะบั้นลงไปอย่างสิ้นเชิง ราวกับถูกใครบางคนใช้กรรไกรยักษ์ตัดทิ้ง

อรรถพยายามมองหาเส้นทางอื่น ทอดสายตาไปสุดลูกหูลูกตา เขาเห็นแต่เพียงความว่างเปล่าและซากปรักหักพังที่ทอดยาวไปจนสุดขอบฟ้า แสงสลัวจากท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยฝุ่นควันยิ่งทำให้บรรยากาศรอบตัวดูมืดมนและสิ้นหวัง หนทางที่เขาคิดว่าจะเป็นทางรอด บัดนี้กลับกลายเป็นจุดจบ เขาอยู่ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ไม่มีเส้นทางที่คุ้นเคย ไม่มีจุดหมายที่ชัดเจน มีเพียงความไม่แน่นอนและความเงียบงันที่น่ากลัว

ขณะที่อรรถยืนนิ่งอยู่ริมโกรกธารที่เคยเป็นแม่น้ำแคว สายตาของเขาก็พลันเหลือบไปเห็นบางสิ่งบางอย่างที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก มันเป็นเงาตะคุ่มขนาดใหญ่ สีเข้ม ท่ามกลางความสลัวของฝุ่นควัน มันดูเหมือนก้อนหินขนาดมหึมา แต่กลับมีรูปทรงที่แปลกประหลาด เมื่อแสงสลัวจากท้องฟ้าส่องกระทบ อรรถก็เห็นรายละเอียดมากขึ้น หัวใจของเขาแทบจะหยุดเต้น...

มันไม่ใช่อะไรอื่นเลย นอกจากซากเฮลิคอปเตอร์ทหารลำหนึ่ง ที่ตกลงมาในร่องรอยแยกของแผ่นดิน และสภาพของมันบ่งบอกว่าเหตุการณ์ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่คงผ่านไปแล้วหลายชั่วโมง หรืออาจจะนานกว่านั้น ร่างของอรรถแข็งทื่อ เขานึกถึงข่าวสารที่ขาดหายไปจากการติดต่อสื่อสารในเมือง เสียงวิทยุที่ขาดๆ หายๆ ที่เขาเคยได้ยินในยามค่ำคืนก่อนเกิดเหตุ เขาไม่รู้ว่าอะไรจะรอเขาอยู่ที่นั่น ผู้รอดชีวิต? ศพ? หรืออันตรายที่มองไม่เห็น? แต่สัญชาตญาณกลับบอกให้เขาเดินไปทางนั้น...

ทันใดนั้น เสียงบางอย่างก็ดังขึ้นมาจากด้านหลังของซากเฮลิคอปเตอร์ เสียงนั้นแผ่วเบา แต่ก็ชัดเจนพอที่จะทำให้อรรถต้องคว้าปืนลูกซองขึ้นมาประทับบ่า เสียงนั้นคล้ายเสียงกรีดร้อง... เสียงกรีดร้องที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด และสิ้นหวัง...

หน้านิยาย
หน้านิยาย
พสุธากลืนชีพ

พสุธากลืนชีพ

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!