พสุธากลืนชีพ

ตอนที่ 27 —

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

28 ตอน · 1,928 คำ

ความมืดมิดไม่ได้เป็นเพียงสภาวะที่ไร้แสงอีกต่อไป แต่เป็นผืนผ้าคลุมที่ถักทอด้วยฝุ่นควันและเศษซากปรักหักพัง ปกคลุมโลกใบนี้ไว้ตลอดกาล แสงสว่างจางหายไปจนแทบไม่เหลือเค้าโครงของวันคืนที่เคยมีดวงอาทิตย์เจิดจ้า ราวกับโลกกำลังถูกกลืนกินจากภายใน อรรถก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง นำทางเพื่อนร่วมชะตากรรมอีกสองคน ผ่านซากอารยธรรมที่พังทลาย ‌กลิ่นดินชื้น ปูนที่แตกละเอียด และกลิ่นเหม็นไหม้ยังคงคละคลุ้ง ทว่ายังมีกลิ่นฉุน กัดจมูก และชวนให้รู้สึกคลื่นไส้บางอย่างที่ไม่อาจระบุได้ ซึ่งเป็นกลิ่นที่ยังคงติดอยู่ในความทรงจำของอรรถและเพื่อนร่วมทางทุกคนตลอดการเดินทางอันยาวนาน

วันนี้กลิ่นนั้นเข้มข้นขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า มันไม่ใช่แค่กลิ่นฉุนบาดจมูกอีกต่อไป ​แต่มันเริ่มมีมิติที่น่าขนลุกกว่านั้น คล้ายกลิ่นสนิมเหล็กที่เจือปนด้วยความหอมหวานเยิ้มของดอกไม้ที่กำลังจะเน่าเสีย หรือเนื้อเน่าเปื่อยที่ถูกหมักไว้กับแร่ธาตุประหลาด อรรถยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นปิดปากและจมูก แม้จะรู้ว่ามันช่วยได้เพียงเล็กน้อยก็ตาม มือข้างหนึ่งกำมีดที่เคยเป็นของตัวเองแน่น อีกข้างถือปืนพกกระบอกเก่าที่เหลือกระสุนไม่กี่นัด สายตาคมกริบกวาดมองไปรอบตัว ‍ซากตึกระฟ้าที่เคยโอ่อ่าบัดนี้กลายเป็นโครงกระดูกที่งอบิดเบี้ยวราวกับปลาที่ถูกบิดเกลียว คล้ายจะล้มทับลงมาได้ทุกเมื่อ

“อรรถ… กลิ่นมันแรงขึ้นเรื่อยๆ นะ” เสียงแหบพร่าของฟ้าใส ดังขึ้นจากข้างหลังเธอ อรรถหันไปมอง ฟ้าใสในวัยยี่สิบต้นๆ ‌ที่เคยสดใส บัดนี้ใบหน้าผอมซูบ มีรอยเปื้อนดินโคลนและคราบเขม่าจับกรังดวงตาของเธอลึกโบ๋และแดงก่ำจากการอดนอน เธอใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำมูกที่ไหลออกมาไม่หยุดจากกลิ่นที่รุนแรง เธอเป็นคนอ่อนไหวต่อกลิ่นเหล่านี้มากที่สุดในกลุ่ม

“ทนหน่อยฟ้าใส เราใกล้จะถึงจุดที่เราเห็นในแผนที่แล้ว” อรรถพูดให้กำลังใจ แม้ในใจจะไม่ได้รู้สึกมั่นใจขนาดนั้น ‍แผนที่ที่ว่าก็เป็นเพียงเศษกระดาษเปื่อยๆ ที่เขาพบในซากห้องสมุด บอกเล่าถึงเส้นทางไปยังอาคารของสำนักงานอุตุนิยมวิทยา ซึ่งอาจจะเป็นแหล่งข้อมูลสุดท้ายที่จะบอกได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับโลกใบนี้กันแน่ และที่สำคัญกว่านั้นคือมันบอกถึงทางออก

“ฉันไม่แน่ใจนะอรรถว่าเราควรจะไปต่อ หรือกลับดีกว่า” ลุงบุญเสริมขึ้นอีกคน เสียงของลุงบุญทุ้มต่ำและเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ​ชายชราวัยห้าสิบปลายๆ ที่เคยเป็นวิศวกรโครงสร้าง ตอนนี้ร่างกายทรุดโทรมไม่ต่างจากตึกรามบ้านช่องที่เขาเคยสร้าง ลุงบุญเดินลากขาตามหลังฟ้าใสมาติดๆ ด้วยความระมัดระวัง “กลิ่นแบบนี้ มันไม่ใช่แค่กลิ่นซากศพธรรมดานะไอ้หนู… มันเหมือนกลิ่นของบางอย่างที่กำลังจะฟักตัว”

คำพูดของลุงบุญทำให้ความหวาดหวั่นจับเกาะในใจอรรถแน่นขึ้น ​กลิ่นนี้…มันแปลกเกินไปจริงๆ อรรถเองก็เคยได้กลิ่นศพ กลิ่นซากสัตว์ กลิ่นเหม็นเน่าจากหลายที่มา แต่กลิ่นนี้แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง มันไม่ใช่กลิ่นที่บ่งบอกถึงการสลายตัวอย่างเดียว แต่มันกลับคล้ายกลิ่นที่บ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลง การก่อกำเนิดของบางสิ่ง ​บางสิ่งที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น

“เราไปแล้วครึ่งทางแล้วลุงบุญ จะถอยตอนนี้ก็เสียเวลาเปล่า” อรรถตอบเสียงหนักแน่น พยายามซ่อนความกังวลไว้ใต้ท่าทีที่แน่วแน่ “เราต้องหาทางออก ลุงก็รู้… ที่ที่เราอยู่มันไม่ปลอดภัย”

พวกเขาทั้งสามยังคงเคลื่อนที่ไปอย่างช้าๆ ผ่านซากของอาคารพาณิชย์ที่พังทลาย ผนังปูนเปลือยบางส่วนยังคงตั้งตระหง่านราวกับฟันผุของยักษ์ ช่องหน้าต่างที่เคยประดับด้วยกระจกใสบัดนี้เหลือเพียงกรอบเหล็กเปล่าๆ ที่ผุกร่อน ลมหนาวที่พัดพาเอาฝุ่นและกลิ่นแปลกประหลาดพัดเข้ามาปะทะใบหน้าของพวกเขาอย่างต่อเนื่อง

“ดูนั่นสิอรรถ” ฟ้าใสกระซิบเสียงแผ่ว พลางชี้ไปยังกำแพงตึกที่ถูกฉีกออกเผยให้เห็นภายใน อรรถหันไปมองตามนิ้วเรียวของเธอ แสงสว่างจางๆ ส่องกระทบกับบางสิ่งที่กำลังเรืองรองอยู่บนพื้นผิวคอนกรีต มันคือก้อนเนื้อสีแดงเข้มขนาดเท่ากำปั้น ที่มีเส้นใยสีดำคล้ายเส้นเลือดฝอยแผ่กระจายออกมาปกคลุมกำแพง ก้อนเนื้อนั้นดูเหมือนกำลังเต้นตุบๆ เบาๆ ราวกับมีชีวิต

ลุงบุญถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ใบหน้าซีดเผือด “อะไรน่ะ… ฉันไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน”

อรรถเดินเข้าไปใกล้ขึ้นอย่างระมัดระวัง มือยังคงกำมีดแน่น กลิ่นที่รุนแรงจนแสบจมูกพุ่งเข้าปะทะอย่างจังจากก้อนเนื้อนั้น มันเป็นกลิ่นเดียวกันกับที่พวกเขาได้กลิ่นมาตลอดทาง แต่เข้มข้นกว่าหลายเท่า และมันดูเหมือนจะมาจากก้อนเนื้อประหลาดเหล่านี้ อรรถใช้ปลายมีดสะกิดไปที่ก้อนเนื้อ มันนุ่มหยุ่นคล้ายวุ้น ไม่ใช่เนื้อแข็งอย่างที่คิด และเมื่อมีดสัมผัส มันก็เหมือนกับว่าก้อนเนื้อนั้นสั่นสะท้านขึ้นมาเล็กน้อย ราวกับตอบสนองต่อการถูกคุกคาม

“มัน…มีชีวิต” อรรถพึมพำกับตัวเอง ไม่แน่ใจว่ามันคือพืช หรือสัตว์ หรือสิ่งมีชีวิตรูปแบบใหม่ที่อุบัติขึ้นมาพร้อมกับภัยพิบัติ “ดูเหมือนมันจะโตมาจากกำแพง”

ก้อนเนื้อประหลาดไม่ได้มีแค่จุดเดียว เมื่อพวกเขามองสำรวจไปรอบๆ ก็พบว่ามันกระจายตัวอยู่ตามซอกมุมต่างๆ ของซากอาคาร บางก้อนมีขนาดใหญ่กว่า บางก้อนเล็กกว่า และทุกก้อนล้วนมีเส้นใยสีดำที่ดูเหมือนเส้นเลือดฝอยแผ่กระจายออกไปเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายที่มองไม่เห็น สายตาของอรรถไล่ตามเส้นใยเหล่านั้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมันนำสายตาของเขาไปยังส่วนลึกของอาคารที่มืดมิด

“เราควรจะหลีกเลี่ยงมันนะอรรถ” ฟ้าใสพูดเสียงสั่น ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด

“ฉันคิดว่าเราไม่มีทางเลือกแล้วลุงบุญ ฟ้าใส” อรรถตอบกลับ โดยไม่ละสายตาจากก้อนเนื้อที่เต้นตุบๆ “กลิ่นมันพุ่งตรงมาจากทางนั้น นั่นน่าจะเป็นแหล่งกำเนิดของมัน เราต้องไปดูว่ามันคืออะไร เพื่อที่จะรู้ว่าเรากำลังเผชิญหน้ากับอะไรอยู่”

การตัดสินใจของอรรถไม่ได้รับการโต้แย้งอีกต่อไป ทุกคนรู้ดีว่าการเอาชีวิตรอดในโลกที่พังทลายนี้ หมายถึงการต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่ไม่รู้ ความไม่รู้คือภัยที่น่ากลัวที่สุด และความหวาดกลัวจากการไม่รู้ว่าภัยพิบัตินี้คืออะไร และอะไรคือสาเหตุที่ทำให้มันเกิดขึ้น เป็นสิ่งที่กัดกินจิตใจของพวกเขาทุกวัน

พวกเขาสามคนค่อยๆ เคลื่อนตัวลึกเข้าไปในซากอาคารเก่าที่เต็มไปด้วยก้อนเนื้อสีแดงประหลาดเหล่านั้น กลิ่นเหม็นเน่าฉุนผสมกลิ่นคาวเลือดเจือหวานยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นจนต้องหายใจทางปาก มันทำให้แสบโพรงจมูกจนน้ำตาไหล แสงสว่างยิ่งเลือนรางลงไปอีก เมื่อพวกเขาผ่านช่องทางเดินที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพังที่แทบจะปิดกั้นทาง อรรถต้องใช้ไฟฉายส่องนำทาง แต่แสงสว่างจากไฟฉายก็ดูเหมือนจะถูกกลืนกินด้วยความมืดมิดที่หนาทึบ

ทางเดินแคบลงเรื่อยๆ และบิดเบี้ยวผิดรูป ก้อนเนื้อสีแดงที่คล้ายดอกเห็ดขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนบางก้อนใหญ่เท่ากับตัวคน ปกคลุมพื้น ผนัง และแม้แต่เพดาน เส้นใยสีดำหนาเตอะคล้ายเถาวัลย์ขนาดใหญ่เลื้อยพาดไปมาจนแทบจะมองไม่เห็นพื้นผิวคอนกรีตเดิม บางส่วนของก้อนเนื้อเหล่านั้นแตกออก เผยให้เห็นของเหลวสีแดงข้นหนืดไหลเยิ้มออกมาจากรอยแตกนั้น มันคล้ายเลือดแต่ก็ไม่ใช่เลือด อรรถอดไม่ได้ที่จะรู้สึกถึงความอึดอัดหนักอึ้งภายในอก ราวกับมีบางสิ่งกำลังบีบรัดหัวใจของเขา

“รู้สึกแปลกๆ ไหมอรรถ” ลุงบุญกระซิบ เสียงของเขาแหบพร่าจนแทบไม่ได้ยิน “เหมือนอากาศมันหนักขึ้น… หรือเป็นฉันคนเดียว”

อรรถพยักหน้า “ไม่ใช่ลุงคนเดียวครับ ผมก็รู้สึก” เขาหยุดเดิน ก้มลงไปมองที่พื้น รองเท้าบู๊ตของเขาก้าวเหยียบลงบนสิ่งที่คล้ายพรมหนาๆ ที่ประกอบด้วยเส้นใยสีดำและก้อนเนื้อแดงขนาดเล็กที่บดขยี้กันจนแบน อรรถใช้ไฟฉายส่องลงไปที่พื้นอีกครั้ง และคราวนี้เขาเห็นบางสิ่งที่ทำให้เลือดในกายเย็นยะเยือก

ใต้เท้าของพวกเขา กลุ่มก้อนเนื้อสีแดงเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่สิ่งที่งอกออกมาจากกำแพง แต่มันคือส่วนหนึ่งของโครงสร้างขนาดใหญ่ที่ดูเหมือนจะกำลังเติบโตและเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวมันเอง มันคล้ายรากที่หยั่งลึกไปในซากปรักหักพัง กลืนกินคอนกรีต เหล็ก และทุกสิ่งที่ขวางหน้า ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ ‘สิ่ง’ ที่กำลังเติบโตอย่างเงียบงัน

ทันใดนั้นเอง พื้นดินใต้เท้าของพวกเขาก็สั่นสะเทือนเบาๆ ไม่ใช่แผ่นดินไหวขนาดใหญ่ แต่เป็นการสั่นสะเทือนที่มาจากภายใน จากสิ่งที่อยู่ลึกเข้าไปในโครงสร้างของอาคาร ก้อนเนื้อสีแดงที่อยู่รอบตัวพวกเขาทุกทิศทางเริ่มเต้นตุบๆ ถี่ขึ้น ราวกับหัวใจนับร้อยนับพันกำลังเต้นพร้อมกันอย่างบ้าคลั่ง กลิ่นเหม็นคาวฉุนที่ผสมกลิ่นหวานประหลาดทวีความรุนแรงจนแทบทำให้สำลัก

“อะไรน่ะ…” ฟ้าใสอุทานเสียงหลง เธอทรุดตัวลงคุกเข่า มือปิดหูแน่น ดวงตาเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัว ร่างกายของเธอสั่นเทิ้ม

เสียงสั่นสะเทือนเริ่มรุนแรงขึ้น และไม่ใช่แค่พื้นดิน แต่ผนังและเพดานก็เริ่มสั่นไหวรุนแรงจนเศษปูนร่วงหล่นลงมา ไฟฉายในมืออรรถส่องไปรอบๆ อย่างตื่นตระหนก เพื่อหาสิ่งผิดปกติ และเขาก็พบมัน

ที่ส่วนลึกที่สุดของโถงทางเดินที่บิดเบี้ยวและเต็มไปด้วยก้อนเนื้อสีแดงประหลาด ที่แสงไฟฉายส่องไปไม่ถึงโดยสมบูรณ์ มีบางสิ่งขนาดมหึมากำลังเคลื่อนไหวอยู่ มันเป็นก้อนเนื้อขนาดใหญ่ที่สุดที่พวกเขาเคยเห็น ใหญ่เท่ากับรถยนต์ทั้งคัน และมันไม่ได้อยู่เฉยๆ แต่กำลังเต้นตุบๆ อย่างรุนแรง พร้อมกับขยายขนาดออกมาเรื่อยๆ เส้นใยสีดำจำนวนมหาศาลที่เชื่อมโยงกับก้อนเนื้อเล็กๆ รอบตัวพวกเขาทุกทิศทาง เริ่มหดตัวและบิดเกลียว ราวกับเส้นประสาทที่กำลังถูกดึงรั้ง

อรรถรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังบิดเบี้ยว เสียงหึ่งๆ คล้ายเสียงแมลงนับล้านตัวบินอยู่รอบหูเริ่มดังขึ้นมาจากก้อนเนื้อขนาดมหึมานั้น มันไม่ใช่เสียงที่คุ้นเคย ไม่ใช่เสียงของธรรมชาติ หรือแม้แต่เสียงของเครื่องจักรที่เสียหาย มันเป็นเสียงที่เหมือนมาจากส่วนลึกของโลกที่กำลังกรีดร้อง

“วิ่ง!” อรรถตะโกนสุดเสียง เมื่อผนังคอนกรีตที่อยู่ใกล้กับก้อนเนื้อขนาดยักษ์เริ่มปริแตกด้วยแรงกดดันจากภายใน ก้อนเนื้อสีแดงฉานนั้นกำลังเบ่งบานออกราวกับดอกไม้ประหลาดที่กำลังจะผลิบานอย่างรุนแรงและรวดเร็ว

พวกเขาสามคนหันหลังกลับทันที พยายามวิ่งฝ่าทางเดินที่แคบและเต็มไปด้วยก้อนเนื้อที่ตอนนี้ดูเหมือนจะยิ่งมีชีวิตชีวามากขึ้นเรื่อยๆ เส้นใยสีดำที่เคยนิ่งสงบ เริ่มเคลื่อนไหวช้าๆ คล้ายงูที่กำลังเลื้อย อรรถพยายามมองหาทางออก แต่ทุกเส้นทางดูเหมือนจะถูกปิดกั้นด้วยการเติบโตของสิ่งมีชีวิตประหลาดนี้

ทันใดนั้น เสียงครืนครั่นกึกก้องก็ดังขึ้นจากด้านหลัง แรงระเบิดที่มองไม่เห็นพุ่งเข้าปะทะ อรรถหันกลับไปมองเพียงเสี้ยววินาที สิ่งที่เคยเป็นกำแพงคอนกรีตบัดนี้ถูกฉีกกระชากออก เผยให้เห็นใจกลางของก้อนเนื้อสีแดงมหึมาที่กำลังขยายตัวอย่างบ้าคลั่ง และจากใจกลางนั้น ของเหลวสีแดงข้นหนืดก็พุ่งกระฉูดออกมาเป็นสาย คล้ายกับน้ำพุร้อนใต้พิภพที่ปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรง ของเหลวเหนียวหนืดนั้นกระเด็นไปตกกระทบกับซากปรักหักพังและก้อนเนื้อเล็กๆ ทั่วบริเวณ และทุกสิ่งที่มันสัมผัสก็เริ่มสั่นไหวและสลายตัวกลายเป็นกลุ่มควันสีแดงฉานที่ลอยฟุ้งขึ้นสู่เพดาน

กลิ่นคาวหวานบาดจมูกยิ่งรุนแรงขึ้นจนอรรถแทบจะอาเจียน แต่เขาก็ต้องกัดฟันอดทนและผลักดันให้ฟ้าใสและลุงบุญวิ่งให้เร็วที่สุด พวกเขาวิ่งได้ไม่กี่ก้าวก็ต้องชะงัก เมื่อมีเสียงร้องดังมาจากด้านหลัง

“อ๊ากกกก!”

อรรถหันกลับไปมอง ลุงบุญที่อยู่รั้งท้ายสะดุดล้มลงไปในกลุ่มก้อนเนื้อสีแดงที่อยู่บนพื้น เท้าของเขาจมลงไปในของเหลวสีแดงข้นหนืดที่ไหลซึมออกมาจากก้อนเนื้อขนาดใหญ่ ลุงบุญพยายามดึงขาขึ้น แต่ของเหลวนั้นดูเหมือนจะมีแรงหนืดมหาศาลที่ยึดเขาไว้แน่น และเมื่อของเหลวสีแดงนั้นสัมผัสกับผิวหนังของลุงบุญ มันก็เริ่มมีควันสีแดงเล็กๆ ลอยขึ้นมา พร้อมกับเสียงเนื้อไหม้และกลิ่นอันน่าสะอิดสะเอียน

“ลุงบุญ!” ฟ้าใสกรีดร้อง เธอพยายามจะวิ่งกลับไปช่วย แต่ถูกอรรถคว้าแขนไว้

“อย่าไปฟ้าใส! มันอันตราย!” อรรถตะโกน ดวงตาของเขากลอกไปมาอย่างบ้าคลั่งเพื่อหาวิธีช่วยลุงบุญ แต่ของเหลวสีแดงนั้นดูเหมือนจะกัดกินทุกสิ่งอย่างรวดเร็ว ผิวหนังของลุงบุญเริ่มเป็นรอยแดงช้ำ และมีฟองอากาศผุดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ลุงบุญกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดอย่างทรมาน ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวปนความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส เขายื่นมือมาหาอรรถราวกับจะขอความช่วยเหลือครั้งสุดท้าย

“อรรถ… อรรถ… ช่วยด้วย…” เสียงของลุงบุญขาดหายไป พร้อมกับร่างของเขาทรุดลงไปเรื่อยๆ ในกลุ่มก้อนเนื้อสีแดงที่ดูดกลืนเขาลงไปช้าๆ ของเหลวสีแดงนั้นเหมือนมีชีวิต มันเริ่มดึงร่างของลุงบุญให้จมหายไปในความมืดมิดของกองเนื้อสีแดงฉาน

อรรถยืนตะลึงกับภาพตรงหน้า เขารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน ลุงบุญ… ชายผู้แข็งแกร่งและอดทน กำลังถูกกลืนกินต่อหน้าต่อตาโดยสิ่งมีชีวิตประหลาดที่อุบัติขึ้นมาพร้อมกับภัยพิบัติ “พสุธากลืนชีพ”

ไม่มีเวลาให้เขาได้เศร้าโศกเสียใจอีกต่อไป เพราะทันใดนั้นเอง จากก้อนเนื้อขนาดมหึมาที่อยู่ลึกเข้าไปภายในอาคาร เสียงกรีดร้องแหลมสูงที่ฟังดูเหมือนเสียงของสัตว์ป่าที่กำลังจะคลอดลูก หรือเสียงของโลหะที่ถูกเสียดสีกันด้วยความเร็วสูง ก็ดังขึ้นกึกก้องไปทั่วบริเวณ มันเป็นเสียงที่ดังจนแก้วหูแทบฉีก และทันทีที่เสียงนั้นเงียบลง ของเหลวสีแดงข้นหนืดก็พุ่งออกมาจากก้อนเนื้อขนาดยักษ์อีกครั้ง คราวนี้มันพุ่งตรงมาทางพวกเขาอย่างรวดเร็ว

“วิ่ง! ฟ้าใส! วิ่ง!” อรรถตะโกนสุดเสียง คว้าแขนฟ้าใสและกระชากเธอให้วิ่งไปตามทางเดินที่บิดเบี้ยวอย่างไม่คิดชีวิต แรงวิ่งของเขาเหมือนถูกกระตุ้นด้วยความหวาดกลัวและอะดรีนาลีนที่พลุ่งพล่าน เขาไม่รู้ว่าปลายทางข้างหน้าคืออะไร แต่เขารู้แค่ว่าถ้าไม่วิ่งไปข้างหน้า พวกเขาจะต้องกลายเป็นเหยื่อรายต่อไปของสิ่งมีชีวิตประหลาดนี้

พวกเขาพุ่งตัวผ่านช่องทางเดินที่มืดมิดและแคบลงเรื่อยๆ โดยมีเสียงของเหลวสีแดงที่พุ่งไล่หลังมาติดๆ และเสียงครืนครั่นจากการขยายตัวของก้อนเนื้อประหลาดที่ดูเหมือนจะล้อมกรอบพวกเขาไว้ทุกทิศทาง อรรถใช้ไฟฉายส่องไปข้างหน้าอย่างตื่นตระหนก เพื่อหาทางออก และในที่สุด เขาก็เห็นแสงสว่างจางๆ อยู่ที่ปลายสุดของอุโมงค์

“ทางออก! นั่นทางออก!” อรรถตะโกน มือยังคงจับแขนฟ้าใสแน่น และวิ่งสุดฝีเท้าไปทางแสงนั้น แต่ทันใดนั้นเอง แผ่นดินก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงอีกครั้ง คราวนี้มันรุนแรงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ผนังด้านข้างของอุโมงค์เริ่มถล่มลงมา ขวางทางของพวกเขา เศษซากคอนกรีตขนาดใหญ่ร่วงหล่นลงมาจากเพดาน เกือบจะทับพวกเขา

อรรถตัดสินใจอย่างเด็ดขาด พุ่งตัวเข้าหาช่องว่างเล็กๆ ระหว่างซากปรักหักพังที่กำลังถล่มลงมา พร้อมกับดึงฟ้าใสให้ตามมาด้วย แรงระเบิดของฝุ่นควันและเศษซากทำให้พวกเขาล้มลงไปกองกับพื้น และเมื่อเขาลุกขึ้นมาได้ แสงสว่างจางๆ ที่เคยเป็นความหวังก็ถูกบดบังด้วยซากปรักหักพังที่ถล่มลงมาอย่างสมบูรณ์ พวกเขาติดอยู่ข้างใน

อรรถหันกลับไปมองทางที่พวกเขาเพิ่งวิ่งผ่านมา สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือ ก้อนเนื้อสีแดงขนาดยักษ์ที่เคยอยู่ลึกเข้าไปในอาคาร บัดนี้มันได้ขยายขนาดขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกินพื้นที่เกือบทั้งหมดของโถงทางเดินที่พวกเขาอยู่ และจากใจกลางของก้อนเนื้อนั้น มีบางสิ่งบางอย่างที่กำลังก่อตัวขึ้นช้าๆ มันเป็นรูปร่างที่เริ่มจะเห็นเป็นเค้าโครง มันสูงใหญ่กว่ามนุษย์หลายเท่า และดูเหมือนกำลังจะ… ลุกขึ้นยืน

เสียงหึ่งๆ ที่เคยได้ยินเริ่มเปลี่ยนเป็นเสียงคำรามต่ำๆ ที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งร่างของอรรถและฟ้าใส กลิ่นคาวหวานเจือเหม็นเน่ายิ่งเข้มข้นจนทำให้ฟ้าใสหมดสติล้มลงไปในอ้อมแขนของอรรถ แสงไฟฉายในมืออรรถส่องไปยังสิ่งมีชีวิตที่กำลังลุกขึ้นยืนช้าๆ รูปร่างของมันคล้ายมนุษย์ แต่ผิดสัดส่วนและบิดเบี้ยวจนน่าขนลุก ผิวหนังของมันเป็นสีแดงเข้ม มีเส้นใยสีดำคล้ายเส้นเลือดฝอยปกคลุมทั่วร่าง ดวงตาของมัน… อรรถไม่เห็นดวงตา แต่เขารู้สึกได้ถึงพลังงานบางอย่างที่รุนแรงและมืดมิดแผ่ออกมาจากมัน

สิ่งมีชีวิตประหลาดนั้นลุกขึ้นยืนเต็มตัว มันสูงเกือบถึงเพดานที่ถล่มลงมา ค่อยๆ หันมาทางพวกเขาช้าๆ ของเหลวสีแดงข้นหนืดหยดลงมาจากร่างกายของมันอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับเสียงคำรามที่ดังขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้พื้นดินสั่นสะเทือน

อรรถพยายามจะถอยหนี แต่ข้างหลังคือซากปรักหักพังที่ปิดกั้นทาง ส่วนข้างหน้าคือสิ่งมีชีวิตที่ไม่อาจเข้าใจได้ และกำลังตรงเข้ามาหาพวกเขาช้าๆ ด้วยความเร็วที่ไม่อาจประเมินได้ อรรถกอดร่างของฟ้าใสไว้แน่น ปืนในมือของเขาถูกยกขึ้นเล็งไปยังสิ่งมีชีวิตตรงหน้า แต่เขารู้ดีว่ากระสุนไม่กี่นัดคงไม่สามารถทำอะไรมันได้

ในวินาทีนั้น สิ่งมีชีวิตรูปร่างมนุษย์ที่สร้างขึ้นจากก้อนเนื้อสีแดงประหลาดก็ยกแขนข้างหนึ่งขึ้นช้าๆ แขนที่ใหญ่และบิดเบี้ยวของมัน ชี้ตรงมายังพวกเขา…

และจากปลายนิ้วของมัน ก็มีของเหลวสีแดงข้นหนืดพุ่งออกมาเป็นสาย พุ่งตรงมายังอรรถและฟ้าใสที่ไร้ทางหนี.

หน้านิยาย
หน้านิยาย
พสุธากลืนชีพ

พสุธากลืนชีพ

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!