การเดินทางของกลุ่มผู้รอดชีวิตยังคงดำเนินต่อไปอย่างยากลำบาก หลังจากเหตุการณ์ในสวนสาธารณะร้าง พวกเขาก็ตัดสินใจมุ่งหน้าไปยังทิศเหนือ โดยหวังว่าจะพบกับพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบน้อยกว่า หรืออาจจะพบกับกลุ่มผู้รอดชีวิตอื่นๆ ที่มีข้อมูลมากกว่านี้
เสบียงที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดถูกแบ่งปันกันอย่างประหยัดที่สุด น้ำดื่มกลายเป็นสิ่งล้ำค่าที่ต้องใช้ทุกหยดอย่างระมัดระวัง ความหิวโหยและกระหายน้ำกลายเป็นเพื่อนร่วมทางที่แสนทรมาน แต่สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือความเงียบงันที่ปกคลุมไปทั่วทุกหนแห่ง มันไม่ใช่ความเงียบสงบ แต่เป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยเสียงกระซิบกระซาบของความหวาดระแวง และเสียงสะท้อนของความทรงจำที่เคยมีชีวิตชีวา
ขณะที่เดินผ่านซากเมืองที่พังทลาย พลอยเหลือบไปเห็นป้ายโรงเรียนเก่าที่ยังคงตั้งตระหง่านอยู่ แม้จะเอียงกระเท่เร่และมีรอยร้าวไปทั่ว ป้ายนั้นเขียนว่า “โรงเรียนประถมบ้านหนองน้ำใส”
“เราแวะพักที่นี่กันก่อนไหมครับ” เมฆเสนอ “ดูเหมือนจะเป็นที่ที่พอจะให้กำบังได้”
ดินพยักหน้าเห็นด้วย “ระวังตัวด้วยนะทุกคน อย่าเพิ่งวางใจอะไรทั้งนั้น”
พวกเขาค่อยๆ เดินเข้าไปในบริเวณโรงเรียน ซากอาคารเรียนหลายหลังถล่มลงมาจนเหลือแต่กองอิฐและเศษไม้ แต่ก็ยังมีอาคารหลังหนึ่งที่ยังคงตั้งอยู่ได้ แม้จะได้รับความเสียหายอย่างหนัก
เมื่อเข้าไปภายในอาคารเรียน ความมืดมิดและความอับชื้นเข้าปะทะ กลิ่นอับของฝุ่นผงและหนังสือเก่าลอยคละคลุ้ง พลอยใช้ไฟฉายส่องนำทาง แสงไฟสาดส่องไปกระทบกับโต๊ะเรียนที่ล้มระเนนระนาด เก้าอี้ที่แตกหัก และกระดานดำที่เต็มไปด้วยรอยขีดเขียนที่เลือนลาง
“ดูเหมือนจะไม่มีใครอยู่ที่นี่แล้ว” หมอทิพย์เอ่ยขึ้น
ดินเดินสำรวจไปรอบๆ อย่างระมัดระวัง “เราจะพักที่นี่คืนนี้”
พวกเขาเลือกห้องเรียนห้องหนึ่งที่ยังพอจะให้กำบังได้ จัดเตรียมที่นอนชั่วคราวด้วยเศษผ้าและกระดาษที่พอจะหาได้ ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางตลอดทั้งวันทำให้ทุกคนทรุดตัวลงนั่งอย่างหมดแรง
พลอยเดินไปที่กระดานดำ เธอเห็นรอยขีดเขียนที่เลือนลางบางอย่าง เธอใช้มือลูบไล้ไปตามรอยนั้น พยายามอ่านข้อความที่อยู่บนกระดาน
“...ถ้าเธออ่านข้อความนี้ได้ แสดงว่าเธอยังมีชีวิตรอด...ฉันชื่อครูอรุณ...ฉันอยู่ที่นี่กับเด็กๆ อีกไม่กี่คน...เราพยายามจะอยู่รอด...แต่ความหวังเริ่มริบหรี่ลงทุกที...”
“...เสียงกรีดร้องจากข้างนอกเริ่มดังขึ้นทุกคืน...มันน่ากลัวมาก...เด็กๆ เริ่มไม่สบาย...เราไม่มีอาหาร...ไม่มีน้ำ...”
“...ฉันได้ยินเสียงกระซิบ...มันมาจากในกำแพง...มันบอกว่า...พวกเราจะต้องถูกกลืนกิน...”
ข้อความบนกระดานดำขาดหายไปตรงนั้น พลอยรู้สึกถึงความเย็นยะเยือกที่แล่นไปตามสันหลัง เสียงกระซิบจากในกำแพง? มันคืออะไรกันแน่?
“พี่พลอยเจออะไรอีกครับ” เมฆเดินเข้ามาถาม
พลอยเล่าเรื่องราวที่อ่านจากกระดานดำให้ทุกคนฟัง ใบหน้าของทุกคนซีดเผือดด้วยความตกใจและความหวาดกลัว
“เสียงกระซิบจากในกำแพง?” ดินทวนคำ “มันหมายความว่ายังไง”
หมอทิพย์ขมวดคิ้ว “อาจจะเป็นอาการทางจิตของผู้ที่กำลังเผชิญหน้ากับความเครียดอย่างรุนแรงก็ได้”
“หรืออาจจะไม่ใช่” พลอยพูดเสียงแผ่ว “อาจจะเป็นสิ่งเดียวกับที่เราเจอในห้างสรรพสินค้าก็ได้”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องเรียน ทุกคนต่างจมอยู่ในความคิดของตัวเอง ความหวาดระแวงต่อสิ่งที่ไม่รู้จักเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ
ขณะที่พลอยกำลังคิดเรื่องราวบนกระดานดำ จู่ๆ เธอก็ได้ยินเสียงกระซิบแผ่วๆ เสียงนั้นมาจากในกำแพงจริงๆ! มันเป็นเสียงที่แหบพร่าและฟังไม่ชัด ราวกับมีใครบางคนกำลังพยายามพูดกับเธอจากอีกฝั่งหนึ่งของกำแพง
พลอยเงยหน้าขึ้นมองกำแพง ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความตกใจ
“พวกคุณได้ยินไหม” เธอถามเสียงสั่น
ทุกคนเงียบไปชั่วขณะ พยายามตั้งใจฟัง
“ได้ยินอะไรพลอย” ดินถาม
“เสียงกระซิบ...มันมาจากในกำแพง” พลอยตอบ
ทุกคนพยายามเงี่ยหูฟัง แต่ก็ไม่มีใครได้ยินอะไรเลย นอกจากเสียงลมที่พัดผ่านช่องหน้าต่างที่แตกหัก
“เธอคงจะหูฝาดไปเองพลอย” หมอทิพย์พูดปลอบใจ “เราทุกคนเหนื่อยล้ามากแล้ว”
พลอยไม่แน่ใจว่าเธอหูฝาดไปเองจริงๆ หรือเปล่า แต่เสียงนั้นมันชัดเจนมากในหูของเธอ มันเป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความสิ้นหวัง
เธอเดินเข้าไปใกล้กำแพง พยายามฟังเสียงนั้นอีกครั้ง แต่คราวนี้มันเงียบไปแล้ว
“เราควรจะไปสำรวจดูไหมครับ” เมฆเสนอ
ดินส่ายหน้า “ไม่! เราไม่รู้ว่าอะไรซ่อนอยู่ข้างในนั้น เราจะพักที่นี่คืนนี้ แล้วพรุ่งนี้เช้าเราจะออกเดินทางต่อ”
ทุกคนเห็นด้วยกับดิน การเผชิญหน้ากับสิ่งที่ไม่รู้จักในความมืดมิดไม่ใช่เรื่องฉลาด พวกเขาจัดเวรยามกันเหมือนเดิม พลอยกับเมฆเป็นคนเฝ้ายามคู่แรก
พลอยนั่งเฝ้ายามอยู่เงียบๆ แต่ในใจของเธอยังคงวนเวียนอยู่กับเสียงกระซิบจากในกำแพง เธอพยายามคิดว่ามันคืออะไรกันแน่ มันเป็นวิญญาณของครูอรุณที่ยังคงวนเวียนอยู่ที่นี่ หรือเป็นสิ่งมีชีวิตประหลาดที่ซ่อนตัวอยู่ในกำแพง
เธอหยิบสมุดบันทึกที่ดินเก็บไว้ขึ้นมาเปิดดูอีกครั้ง พยายามหาเบาะแสเพิ่มเติม แต่ก็ไม่มีอะไรที่บ่งบอกถึงเสียงกระซิบนั้น
คืนนั้นผ่านไปอย่างเชื่องช้าและตึงเครียด ทุกคนต่างข่มตาหลับลงได้ยากลำบาก ความหวาดระแวงต่อสิ่งที่ไม่รู้จักยังคงเกาะกินจิตใจของพวกเขา
รุ่งเช้า พวกเขาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกอ่อนล้า แต่ก็ต้องเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางอีกครั้ง ก่อนออกเดินทาง พลอยหันกลับไปมองกระดานดำอีกครั้ง เธอรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งบางอย่างกำลังจ้องมองเธอจากในกำแพง
“ไปกันเถอะพลอย” ดินเอ่ยขึ้น
พลอยละสายตาจากกำแพง หันกลับมามองเพื่อนร่วมทางของเธอ ใบหน้าของทุกคนเต็มไปด้วยความหวังและความสิ้นหวังปะปนกันไป
พวกเขาเดินออกจากโรงเรียนร้าง ทิ้งร่องรอยแห่งอดีตและเสียงกระซิบอันน่าสะพรึงกลัวไว้เบื้องหลัง แสงแดดยามเช้าสาดส่องลงมาต้องซากปรักหักพังของเมืองที่เคยคึกคัก บัดนี้มันกลายเป็นเพียงหลุมศพขนาดใหญ่
การเดินทางของพวกเขายังคงดำเนินต่อไป ไม่รู้ว่าข้างหน้าจะเจออะไร ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตรอดไปได้อีกนานแค่ไหน แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขารู้คือ พวกเขาต้องสู้ ต้องเดินหน้าต่อไป ไม่ว่าจะต้องเผชิญหน้ากับอะไรก็ตาม เพราะการยอมแพ้คือความตาย และความตายไม่ใช่ทางเลือกสำหรับพวกเขาในตอนนี้
เสียงกระซิบจากอดีตยังคงก้องอยู่ในหูของพลอย มันเป็นเครื่องเตือนใจว่าโลกใบนี้เต็มไปด้วยความลึกลับและอันตรายที่ยังไม่ถูกเปิดเผย และพวกเขาจะต้องพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมัน ไม่ว่าจะมาในรูปแบบใดก็ตาม

พสุธากลืนชีพ
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก