การเดินทางไปทางทิศตะวันออกเป็นไปอย่างยากลำบากยิ่งกว่าที่คาดการณ์ไว้ สภาพภูมิประเทศที่เคยเป็นเขตอุตสาหกรรมบัดนี้กลายเป็นเขาวงกตแห่งซากปรักหักพัง โรงงานที่เคยโอ่อ่าบัดนี้กลายเป็นโครงกระดูกเหล็กบิดเบี้ยว กองซากอิฐหินและเศษโลหะเกลื่อนกลาดไปทั่วทุกหนแห่ง กลิ่นเหม็นไหม้และกลิ่นอับชื้นผสมปนเปกันไปในอากาศ สร้างความอึดอัดให้กับทุกคน
ความหิวโหยและกระหายน้ำยังคงเป็นเพื่อนร่วมทางที่แสนทรมาน เสบียงที่ได้จากกระเป๋าเป้ใบเก่าถูกใช้ไปจนหมดสิ้น ร่างกายของทุกคนเริ่มอ่อนล้าถึงขีดสุด แต่จิตใจยังคงแข็งแกร่งด้วยความหวังอันริบหรี่จากข้อความบนขวดน้ำ “มีบางสิ่งบางอย่างรอเธออยู่...มันจะช่วยเธอได้...”
ขณะที่พวกเขากำลังเดินผ่านซากโกดังขนาดใหญ่ พลอยก็เหลือบไปเห็นบางสิ่งบางอย่างที่อยู่ไม่ไกลนัก มันเป็นโครงสร้างขนาดใหญ่ที่ดูเหมือนจะยังคงตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางความพังพินาศรอบด้าน
“นั่นอะไรน่ะ” พลอยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า
ทุกคนมองตามที่พลอยชี้ เบื้องหน้าของพวกเขาคือกำแพงคอนกรีตขนาดใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นอย่างแข็งแรง มันสูงตระหง่านราวกับป้อมปราการ ล้อมรอบพื้นที่ขนาดใหญ่เอาไว้
“ป้อมปราการ?” ดินอุทานด้วยความประหลาดใจ “ใครเป็นคนสร้างมันขึ้นมา”
เมฆวิ่งเข้าไปดูใกล้ๆ “มีประตูเหล็กขนาดใหญ่ด้วยครับพี่ดิน!”
เมื่อเข้าไปใกล้ขึ้น พวกเขาก็เห็นว่ากำแพงนั้นถูกสร้างขึ้นอย่างแน่นหนา มีหอคอยเฝ้าระวังอยู่เป็นระยะๆ และมีลวดหนามพันรอบกำแพงอย่างหนาแน่น มันดูเหมือนเป็นฐานที่มั่นที่สร้างขึ้นเพื่อป้องกันภัยคุกคามบางอย่าง
“นี่อาจจะเป็นที่ที่เรากำลังตามหา” หมอทิพย์เอ่ยขึ้นด้วยความหวัง “ที่ที่ข้อความบนขวดน้ำบอกว่ามันจะช่วยเราได้”
ดินพยักหน้า “แต่เราต้องระมัดระวังให้มากที่สุด เราไม่รู้ว่าใครอยู่ที่นั่น หรือว่ามันปลอดภัยจริงหรือไม่”
พวกเขาเดินไปที่ประตูเหล็กขนาดใหญ่ มันปิดสนิทและดูเหมือนจะไม่มีทางเปิดออกได้ง่ายๆ พลอยพยายามมองหาช่องทางเข้าไป แต่ก็ไม่พบ
“ดูเหมือนจะไม่มีทางเข้าไปได้เลยครับ” เมฆพูดด้วยความผิดหวัง
จู่ๆ เสียงสัญญาณเตหวีดแหลมก็ดังขึ้นมาจากหอคอยเฝ้าระวังด้านบน ทุกคนเงยหน้าขึ้นมองด้วยความตกใจ
“มีคนอยู่ข้างใน!” ฟ้าอุทาน
ทันใดนั้น ประตูเหล็กขนาดใหญ่ก็ค่อยๆ เลื่อนเปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นแสงสว่างที่สาดส่องออกมาจากภายใน พร้อมกับเงาร่างของคนกลุ่มหนึ่งที่ยืนอยู่ตรงนั้น พวกเขาแต่งกายด้วยชุดที่ดูแข็งแรง ถืออาวุธอยู่ในมือ และมีท่าทีระแวดระวัง
“ใครน่ะ!” เสียงหนึ่งตะโกนออกมา “เข้ามาใกล้กว่านี้อีกหน่อย!”
ดินตัดสินใจก้าวออกไปข้างหน้าอย่างช้าๆ ยกมือขึ้นแสดงความบริสุทธิ์ใจ “พวกเราเป็นผู้รอดชีวิตครับ เรากำลังตามหาความช่วยเหลือ”
ชายคนหนึ่งในกลุ่มนั้นเดินออกมาข้างหน้า เขาสวมชุดทหารเก่าๆ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยแผลเป็น และดวงตาของเขาฉายแววระแวดระวัง
“ผู้รอดชีวิตงั้นเหรอ” ชายคนนั้นพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ไว้วางใจ “พวกแกมาจากไหน”
ดินเล่าเรื่องราวของพวกเขาให้ชายคนนั้นฟังอย่างคร่าวๆ ตั้งแต่ภัยพิบัติที่เกิดขึ้น การเดินทางที่ยากลำบาก และการเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตประหลาด
ชายคนนั้นฟังอย่างเงียบๆ ก่อนจะหันไปพูดกับคนอื่นๆ ในกลุ่ม “พาพวกเขาเข้ามา”
ประตูเหล็กเปิดออกกว้างขึ้น พวกเขาเดินเข้าไปในป้อมปราการแห่งนั้น สิ่งที่เห็นทำให้ทุกคนรู้สึกประหลาดใจ ภายในกำแพงมีอาคารหลายหลังที่ยังคงตั้งอยู่ได้ มีแปลงผักเล็กๆ และบ่อน้ำที่ยังคงมีน้ำอยู่ ผู้คนจำนวนหนึ่งกำลังทำงานอยู่ภายในป้อมปราการแห่งนี้ ดูเหมือนว่าจะเป็นชุมชนของผู้รอดชีวิตที่จัดตั้งขึ้นมาอย่างเป็นระเบียบ
“ยินดีต้อนรับสู่ป้อมปราการแห่งความหวัง” ชายคนนั้นเอ่ยขึ้น “ฉันชื่อผู้กองธรณ์ เป็นหัวหน้าของที่นี่”
ทุกคนรู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก พวกเขาได้พบกับที่พักพิง ได้พบกับความปลอดภัย และได้พบกับความหวังที่แท้จริง
ผู้กองธรณ์พาพวกเขาไปยังอาคารหลังหนึ่ง “พวกแกคงจะเหนื่อยล้ามากแล้ว ไปพักผ่อนกันก่อนเถอะ”
พวกเขาได้รับการดูแลอย่างดี ได้รับอาหารและน้ำดื่มที่เพียงพอ ร่างกายที่อ่อนล้าของทุกคนเริ่มฟื้นตัวขึ้นอย่างช้าๆ
พลอยรู้สึกถึงความอบอุ่นและความปลอดภัยที่เธอไม่เคยรู้สึกมานานแสนนาน เธอคิดถึงข้อความบนขวดน้ำ “มีบางสิ่งบางอย่างรอเธออยู่...มันจะช่วยเธอได้...” บัดนี้เธอเข้าใจแล้วว่ามันหมายถึงอะไร
คืนนั้น พลอยนอนหลับอย่างสนิทเป็นครั้งแรกในรอบหลายสัปดาห์ แต่ในความฝัน เธอยังคงเห็นภาพของสิ่งมีชีวิตประหลาดที่พวกเขาเคยเจอ และเสียงกระซิบจากในกำแพงที่โรงเรียนร้าง
รุ่งเช้า ดินกับพลอยถูกเรียกไปพบผู้กองธรณ์ในห้องทำงานของเขา ห้องทำงานนั้นเรียบง่าย มีแผนที่ขนาดใหญ่ติดอยู่บนผนัง และมีวิทยุสื่อสารวางอยู่บนโต๊ะ
“ฉันได้ยินเรื่องราวของพวกแกแล้ว” ผู้กองธรณ์เอ่ยขึ้น “พวกแกโชคดีมากที่รอดมาได้”
“เราก็คิดอย่างนั้นครับ” ดินตอบ
“พวกแกพูดถึงสิ่งมีชีวิตประหลาดที่เจอในห้างสรรพสินค้า” ผู้กองธรณ์พูดต่อ “พวกเราก็เคยเจอพวกมันเหมือนกัน เราเรียกพวกมันว่า ‘ผู้กลืนกิน’ พวกมันเป็นอันตรายอย่างยิ่ง และพวกมันก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ”
พลอยรู้สึกถึงความเย็นยะเยือกที่แล่นไปตามสันหลัง “พวกมันคืออะไรกันแน่คะ”
ผู้กองธรณ์ถอนหายใจ “เราไม่รู้แน่ชัด แต่ดูเหมือนว่าพวกมันจะกลายพันธุ์มาจากมนุษย์ที่ติดเชื้อบางอย่าง และพวกมันก็มีสัญชาตญาณในการล่าและกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า”
“แล้วป้อมปราการแห่งนี้คืออะไรคะ” พลอยถาม
“ที่นี่คือฐานที่มั่นสุดท้ายที่เราสร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องผู้รอดชีวิต” ผู้กองธรณ์ตอบ “เราพยายามรวบรวมผู้รอดชีวิตจากทั่วทุกสารทิศ และพยายามสร้างชีวิตใหม่ขึ้นมาที่นี่”
ดินมองไปยังแผนที่บนผนัง “แล้วพวกคุณมีแผนการอะไรต่อไปครับ”
“เรากำลังพยายามติดต่อกับฐานที่มั่นอื่นๆ ที่อาจจะยังคงมีอยู่” ผู้กองธรณ์ตอบ “แต่การสื่อสารเป็นเรื่องยากมาก โลกใบนี้เปลี่ยนไปมากเกินไป”
พลอยคิดถึงเรื่องราวที่อ่านจากสมุดบันทึกและกระดานดำในโรงเรียนร้าง มันเป็นเรื่องราวที่สอดคล้องกันอย่างน่าตกใจ
“พวกเรายินดีที่จะช่วยเหลือทุกอย่างที่เราทำได้ครับ” ดินเสนอ
ผู้กองธรณ์ยิ้มบางๆ “ฉันเชื่อว่าพวกแกจะช่วยเราได้มาก ประสบการณ์ที่พวกแกเจอมาจะเป็นประโยชน์กับเราอย่างยิ่ง”
การมาถึงป้อมปราการแห่งความหวังนี้เป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิตของพวกเขา พวกเขาได้พบกับความปลอดภัย ได้พบกับชุมชน และได้พบกับความหวังที่จะได้สร้างชีวิตใหม่ขึ้นมาอีกครั้งในโลกที่ถูกกลืนกินโดยพสุธา
แต่พวกเขาก็รู้ดีว่าอันตรายยังคงมีอยู่ ผู้กลืนกินยังคงวนเวียนอยู่ภายนอกกำแพง และโลกใบนี้ยังคงเต็มไปด้วยความลึกลับและอันตรายที่ยังไม่ถูกเปิดเผย พวกเขาจะต้องพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมัน ไม่ว่าจะมาในรูปแบบใดก็ตาม
เพราะนี่คือเรื่องราวของพวกเขา เรื่องราวของกลุ่มผู้รอดชีวิตในโลกที่ถูกกลืนกินโดยพสุธา และพวกเขาจะต้องเขียนเรื่องราวของตัวเองขึ้นมาใหม่ในหน้าประวัติศาสตร์ที่ถูกฉีกกระชากนี้

พสุธากลืนชีพ
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก