ดอกบัวในหิมะ

ตอนที่ 17 — รอยยิ้มเมตตา ความผาสุกนิรันดร์

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

30 ตอน · 1,577 คำ

รอยยิ้มขององค์จักรพรรดินีเหม่ยหลิงยังคงอ่อนโยนและเปี่ยมสุข ทอประกายแห่งความเมตตาและปัญญา แม้ว่าฤดูกาลจะหมุนเวียนเปลี่ยนไปอีกหลายครานับจากวันที่บุตรสาวของพระนางวิ่งเล่นอยู่ในสวนหลวงพร้อมดอกบัวขาวในมือ วันเวลาไหลผ่านไปดุจสายน้ำ ทิ้งไว้เพียงความทรงจำอันงดงามและความผาสุกที่ดูเหมือนจะมั่นคงถาวร แผ่นดินต้าเหลียนร่มเย็นเป็นสุขภายใต้การปกครองขององค์จักรพรรดิหลงเฟิง ผู้ทรงเปี่ยมด้วยทศพิธราชธรรม และการสนับสนุนอันชาญฉลาดจากองค์จักรพรรดินีเหม่ยหลิง ‌อาณาจักรเจริญรุ่งเรือง เศรษฐกิจเฟื่องฟู ประชาชนใช้ชีวิตอย่างสงบสุขและอุดมสมบูรณ์ โรงเรียนที่เหม่ยหลิงริเริ่มได้แผ่ขยายไปทั่วหัวระแหง เด็กยากไร้ทุกคนมีโอกาสได้เล่าเรียนวิชา ความรู้และคุณธรรมถูกปลูกฝังลงในจิตใจเยาวชน ทำให้ต้าเหลียนเป็นแผ่นดินที่รุ่งเรืองทั้งทางวัตถุและจิตใจอย่างแท้จริง

องค์หญิงมิ่งจู พระธิดาเพียงองค์เดียวของจักรพรรดิและจักรพรรดินี ​เจริญวัยขึ้นมาเป็นเด็กสาวที่ร่าเริงสดใส ด้วยพระพักตร์งดงามเฉกเช่นพระมารดา และดวงตาเปี่ยมเมตตาเฉกเช่นพระบิดา พระนางเป็นที่รักของปวงชนและเป็นดวงใจของพระบิดาและพระมารดา ในยามที่พระนางวิ่งเล่นอยู่ในสวนหลวง เสียงหัวเราะสดใสขององค์หญิงจะกังวานไปทั่ว ทำให้ดอกไม้ดูเหมือนจะเบ่งบานงดงามยิ่งขึ้น เหม่ยหลิงเฝ้ามองลูกสาวด้วยความรักและภาคภูมิใจ ‍หัวใจของนางเปี่ยมล้นไปด้วยความสุขที่สมบูรณ์แบบ ชีวิตที่นางไม่เคยคาดฝันว่าจะได้ครอบครอง บัดนี้กลับเป็นความจริงที่งดงามเกินกว่าจินตนาการ

แต่กระนั้น ภายใต้ความสงบสุขที่แผ่คลุมไปทั่วทั้งแผ่นดินต้าเหลียน เหม่ยหลิงกลับสัมผัสได้ถึงกระแสบางอย่างที่แฝงเร้น ความรู้สึกคล้ายกับสายลมหนาวที่พัดพามาบางเบาในวันที่แดดจ้ายามสาย กระแสที่ละเอียดอ่อนจนแทบไม่มีใครสังเกตเห็น ยกเว้นแต่หัวใจที่ละเอียดอ่อนและสัญชาตญาณอันเฉียบคมของพระนาง ‌ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา มีการสนทนาในหมู่ขุนนางบางกลุ่มที่เริ่มเปลี่ยนไป จากการสรรเสริญความรุ่งเรืองของต้าเหลียน กลายเป็นถ้อยคำที่เปี่ยมด้วยความกังวลแฝงเร้น บางคนเริ่มพูดถึง “ความไม่มั่นคงจากภายนอก” บางคนเริ่มตั้งคำถามถึง “ความจำเป็นในการป้องกันประเทศ” ‍ด้วยน้ำเสียงที่เกินควร

เหม่ยหลิงนั่งอยู่ริมหน้าต่างบานใหญ่ มองออกไปยังสวนดอกไม้ที่บัดนี้ประดับประดาด้วยสีสันของฤดูใบไม้ผลิอันสดใส แต่ในแววตาของนางกลับมีความคิดบางอย่างที่มืดครึ้ม หยูเอ้อร์ซึ่งปรนนิบัติอยู่ข้างกายสังเกตเห็นความผิดปกติ “ท่านหญิงมีเรื่องหนักใจหรือเพคะ”

“ไม่มีอะไรหรอกหยูเอ้อร์ เพียงแต่ข้ารู้สึกว่า...บางสิ่งกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างช้าๆ” เหม่ยหลิงตอบ เสียงของนางแผ่วเบาเหมือนกระซิบกับสายลม ​“แผ่นดินเราสงบสุขมานานเหลือเกิน จนบางทีข้าก็กลัวว่าความสงบนี้อาจเป็นเพียงภาพลวงตา”

“ท่านหญิงคิดมากไปแล้วเพคะ แผ่นดินต้าเหลียนรุ่งเรืองเฟื่องฟู ผู้คนรักใคร่จักรพรรดิและจักรพรรดินี ทุกสิ่งล้วนมั่นคง” หยูเอ้อร์พยายามปลอบ แต่ในใจนางก็สัมผัสได้ถึงความกังวลที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงของเจ้านาย

เหม่ยหลิงเพียงยิ้มบางๆ ไม่ได้อธิบายเพิ่มเติม ​นางเคยเป็นหญิงสาวที่ต้องเผชิญกับความมืดมิดในวังหลังมานักต่อนัก สัญชาตญาณของนางจึงเฉียบคมกว่าใคร นางสังเกตเห็นความเคลื่อนไหวแปลกๆ ในราชสำนัก ช่วงไม่กี่เดือนมานี้ มีนักวิชาการหนุ่มรูปงามนามว่า “อาจารย์หยวน” ซึ่งมาจากดินแดนทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือที่ห่างไกล ​ได้รับการต้อนรับเข้าสู่ราชสำนัก อาจารย์หยวนผู้นี้มีวาทศิลป์อันคมคาย มีความรู้รอบด้าน และมีเสน่ห์ดึงดูดใจผู้คน เขาสามารถหว่านล้อมให้ขุนนางหลายคนคล้อยตามแนวคิดของเขาได้อย่างง่ายดาย

ในตอนแรก เหม่ยหลิงก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะจักรพรรดิหลงเฟิงทรงสนับสนุนการเปิดกว้างทางความคิด และยินดีต้อนรับปัญญาชนจากทุกสารทิศ แต่ยิ่งอาจารย์หยวนอยู่ในราชสำนักนานเท่าไร เหม่ยหลิงก็ยิ่งรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง แนวคิดของเขาที่ดูเหมือนจะส่งเสริมความเข้มแข็งของชาติ กลับแฝงเร้นไปด้วยการชี้ให้เห็นถึง “ความอ่อนแอ” ในบางด้านของต้าเหลียน โดยเฉพาะเรื่องการป้องกันชายแดนที่เขามักจะหยิบยกมาพูดบ่อยครั้ง

ในพิธีเลี้ยงต้อนรับทูตจากแคว้นทางใต้ครั้งล่าสุด อาจารย์หยวนได้กล่าวสุนทรพจน์อันน่าประทับใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์อันยาวนานและความยิ่งใหญ่ของต้าเหลียน แต่ในตอนท้าย เขากลับสอดแทรกประเด็นที่ว่า “ความยิ่งใหญ่ในอดีต อาจเป็นดาบสองคม หากผู้คนหลงลืมว่าความแข็งแกร่งที่แท้จริงต้องมาพร้อมกับการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามที่มองไม่เห็น” ถ้อยคำของเขาฟังดูเป็นกลางและมีเหตุผล แต่กลับทิ้งความรู้สึกไม่สบายใจไว้ในใจของเหม่ยหลิง

ค่ำคืนนั้น เหม่ยหลิงสนทนากับหลงเฟิงในห้องบรรทม “ฝ่าบาททรงคิดอย่างไรกับอาจารย์หยวนเพคะ”

หลงเฟิงวางพู่กันลงจากฎีกาที่กำลังทรงอ่าน “อาจารย์หยวนเป็นคนหนุ่มที่มีความรู้ความสามารถ มีวิสัยทัศน์กว้างไกล และมีความจงรักภักดีต่อต้าเหลียน เขาเสนอแนวคิดที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองหลายอย่าง” พระองค์ตรัสด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความพึงพอใจ

“หม่อมฉันก็เห็นด้วยเพคะว่าเขามีความสามารถ แต่หม่อมฉันรู้สึกว่า...แนวคิดของเขาบางครั้งก็ดูเหมือนจะปลุกปั่นให้เกิดความหวาดระแวงในหมู่ขุนนาง เขาเน้นย้ำเรื่องภัยคุกคามภายนอกมากเกินไปหรือไม่เพคะ ในขณะที่แผ่นดินเรากำลังสงบสุข” เหม่ยหลิงกล่าวด้วยความกังวล

หลงเฟิงยิ้มอย่างอ่อนโยน “เหม่ยหลิง เจ้าคงคิดมากไปเอง ความระมัดระวังเป็นสิ่งที่ดีต่อบ้านเมือง แต่ก็ไม่ควรตื่นตระหนก อาจารย์หยวนก็แค่กระตุ้นให้เราไม่ประมาทเท่านั้นเอง” พระองค์ทรงลูบเรือนผมนุ่มสลวยของนางเบาๆ “อย่าได้เป็นกังวลไปเลย ที่รัก เจ้าเหนื่อยมามากแล้ว”

เหม่ยหลิงไม่ได้โต้แย้งอีก นางรู้ว่าหลงเฟิงมีจิตใจที่บริสุทธิ์และมองโลกในแง่ดี พระองค์ทรงเชื่อในความดีของผู้อื่นเสมอ แต่โลกที่นางเคยรู้จักนั้นเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมและกลอุบายมากมาย นางจึงไม่สามารถละทิ้งความระแวงได้ง่ายๆ

ในวันต่อมา เหม่ยหลิงตัดสินใจออกไปเยี่ยมโรงเรียนที่นางเคยจัดตั้งขึ้นในเขตเมืองหลวง นางต้องการสัมผัสกับชีวิตของประชาชนโดยตรง และรับฟังความคิดเห็นจากชาวบ้านธรรมดาๆ ว่าพวกเขารู้สึกอย่างไรกับสถานการณ์ปัจจุบัน

เมื่อนางไปถึงโรงเรียน เด็กๆ ต่างวิ่งกรูกันเข้ามาต้อนรับด้วยรอยยิ้มสดใส พร้อมกับอาจารย์และผู้ปกครองที่ต่างโค้งคำนับด้วยความเคารพ เหม่ยหลิงรู้สึกอบอุ่นใจที่เห็นเมล็ดพันธุ์แห่งความรู้ที่นางได้หว่านไว้เติบโตงอกงาม

ขณะที่นางกำลังพูดคุยกับผู้ปกครองคนหนึ่ง จู่ๆ ก็มีชายชราคนหนึ่งเดินเข้ามาหา เขาเป็นชาวนาที่ดูเหมือนจะเดินทางมาจากชนบทอันห่างไกล ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่น แต่ดวงตาของเขากลับเปี่ยมด้วยประกายที่ฉลาดหลักแหลม

“คารวะองค์จักรพรรดินีพ่ะย่ะค่ะ” ชายชราโค้งคำนับอย่างนอบน้อม

“ท่านลุงมีเรื่องอะไรหรือเปล่า” เหม่ยหลิงถามด้วยรอยยิ้ม

“กระหม่อมได้ยินเรื่องราวของพระองค์มานานนักเพคะองค์หญิง กระหม่อมรู้ดีว่าพระองค์ทรงมีปัญญาเฉลียวฉลาดเกินกว่าสตรีใดๆ ในแผ่นดินนี้” ชายชรากล่าวด้วยน้ำเสียงชื่นชม “แต่กระหม่อมมีเรื่องหนึ่งที่อยากจะกราบเรียนให้ทรงทราบเป็นการส่วนพระองค์ ถ้าหากไม่เป็นการรบกวนจนเกินไป”

เหม่ยหลิงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย แต่สัญชาตญาณของนางบอกว่าชายชราผู้นี้ไม่ใช่คนธรรมดา นางจึงพยักหน้าให้หยูเอ้อร์พาเขาไปยังมุมที่ค่อนข้างลับตาผู้คน

เมื่ออยู่กันตามลำพัง ชายชราก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วมองซ้ายมองขวาอย่างระมัดระวัง ก่อนจะกระซิบเสียงเบา “องค์หญิงพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเป็นเพียงชาวนาธรรมดา แต่กระหม่อมเคยรับใช้ราชสำนักเก่าในฐานะผู้ดูแลหอจดหมายเหตุเมื่อครั้งยังหนุ่ม”

หัวใจของเหม่ยหลิงเต้นระรัวทันที เมื่อชายชราเอ่ยถึง “ราชสำนักเก่า” คำนี้มีความหมายลึกซึ้งสำหรับนาง เพราะมันย้อนกลับไปถึงอดีตที่นางพยายามจะฝังกลบให้ลึกที่สุด อดีตที่เต็มไปด้วยความลับและอันตราย

“แล้วอย่างไรหรือท่านลุง” เหม่ยหลิงถามด้วยน้ำเสียงที่พยายามควบคุมให้เป็นปกติที่สุด

ชายชราผู้นั้นมองตรงมาในดวงตาของเหม่ยหลิง “กระหม่อมได้ยินเรื่องราวแปลกๆ ที่ถูกกระซิบกระซาบในหมู่ชาวบ้านบางกลุ่มเพคะ พวกเขาพูดถึง ‘ดาวฤกษ์ดวงใหม่จากทิศตะวันตกเฉียงเหนือ’ ที่จะนำพาต้าเหลียนไปสู่ยุคที่รุ่งโรจน์ยิ่งกว่าปัจจุบัน”

“ดาวฤกษ์ดวงใหม่” เหม่ยหลิงทวนคำในใจ นางนึกถึงอาจารย์หยวนทันที

“และกระหม่อมยังได้ยินถ้อยคำที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นพ่ะย่ะค่ะ” ชายชราพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ “พวกเขากล่าวว่า...ราชวงศ์ปัจจุบันนี้มิได้เป็น ‘ทายาทที่แท้จริง’ ของแผ่นดินนี้ แต่มีสายเลือดที่แท้จริงซ่อนเร้นอยู่ในเงามืด กำลังรอเวลาที่จะกลับมาทวงคืนบัลลังก์”

เหม่ยหลิงรู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่าลงกลางใจ คำกล่าวหาว่าราชวงศ์ไม่ใช่ทายาทที่แท้จริงนั้นร้ายแรงถึงขั้นก่อกบฏ ชายชราผู้นั้นคงไม่กล้าพูดเรื่องเช่นนี้โดยไม่มีมูลความจริง

“และสิ่งที่ทำให้กระหม่อมตัดสินใจมาบอกพระองค์ในวันนี้ ก็คือคำพูดที่พวกเขากระซิบกันว่า... ‘ดอกบัวที่เบ่งบานในหิมะนั้น งดงามแต่กลับไม่ใช่ดอกบัวแห่งตำนานที่แท้จริง’ ” ชายชราจ้องมองเหม่ยหลิงด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหมาย “และ ‘ผู้ที่นำพาดอกบัวนั้นมา อาจมีที่มาที่ไปที่ไม่ใช่ของแผ่นดินนี้’ พ่ะย่ะค่ะ”

คำพูดสุดท้ายของชายชราดังก้องอยู่ในโสตประสาทของเหม่ยหลิง ดอกบัวในหิมะ...เป็นชื่อเดียวกับฉายาที่หลงเฟิงเคยมอบให้แก่นาง และ “ผู้ที่นำพาดอกบัวนั้นมา อาจมีที่มาที่ไปที่ไม่ใช่ของแผ่นดินนี้” นี่คือการพุ่งเป้าไปที่ตัวนางโดยตรง!

เหม่ยหลิงรู้สึกเย็นวาบไปทั้งสรรพางค์กาย ความลับที่นางเก็บซ่อนมาตลอดชีวิต ความลับเกี่ยวกับที่มาที่ไปของนางดูเหมือนจะถูกเปิดเผยออกมาแล้ว และมันกำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือในการทำลายความสงบสุขของต้าเหลียน รวมถึงฐานะของจักรพรรดิหลงเฟิง และอาจรวมถึงชีวิตของนางและลูกสาวด้วย

“ท่านลุง...ท่านทราบได้อย่างไรถึงเรื่องเหล่านี้” เหม่ยหลิงถามด้วยเสียงที่แหบพร่า

ชายชราถอนหายใจอีกครั้ง “กระหม่อมได้ยินมาตั้งแต่ยังเด็กพ่ะย่ะค่ะ มีเอกสารโบราณบางอย่างที่พูดถึงเรื่องนี้...แต่ไม่มีใครกล้าแตะต้องมัน และตอนนี้...ดูเหมือนจะมีคนขุดคุ้ยมันขึ้นมาอีกครั้ง”

“แล้วใครกันที่อยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมดนี้” เหม่ยหลิงถามด้วยความร้อนใจ

ชายชราส่ายหน้าอย่างช้าๆ “กระหม่อมไม่ทราบแน่ชัดพ่ะย่ะค่ะ แต่ผู้ที่แพร่ข่าวลือเหล่านี้ ดูเหมือนจะนับถือ ‘ดาวฤกษ์ดวงใหม่’ ดวงนั้นอย่างออกนอกหน้า พวกเขาเชื่อว่า ‘ดอกบัว’ ที่ถูกกล่าวถึงในคำทำนายโบราณนั้น ได้เบ่งบานผิดที่ผิดทาง และมีอีกดอกบัวที่แท้จริงกำลังรอคอยการปรากฏตัว และผู้ที่นำพาดาวฤกษ์ดวงใหม่มา ก็คือ...”

ยังไม่ทันที่ชายชราจะกล่าวจบ เสียงเอะอะโวยวายก็ดังขึ้นจากด้านนอกกลุ่มคน เหล่านายทหารองครักษ์วิ่งกรูกันเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “องค์จักรพรรดินีพ่ะย่ะค่ะ! มีราชโองการด่วนจากองค์จักรพรรดิ! ทรงมีพระบัญชาให้พระองค์เสด็จกลับเข้าวังทันที เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นที่ชายแดนทางเหนือ!”

เหม่ยหลิงหันไปมองชายชราด้วยความตกใจ ชายชราเองก็มีสีหน้าซีดเผือด “เรื่องมันเริ่มขึ้นแล้วพ่ะย่ะค่ะ...” เขาพึมพำ ก่อนจะหันหลังและรีบเดินจากไปอย่างรวดเร็วราวกับกลัวอะไรบางอย่าง

หัวใจของเหม่ยหลิงบีบรัดแน่น พายุร้ายกำลังก่อตัวขึ้นเหนือแผ่นดินต้าเหลียนเสียแล้ว และดูเหมือนว่ามันจะไม่ได้มาจากภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากเงามืดที่ซ่อนเร้นมานานนม ยิ่งไปกว่านั้น มันยังเกี่ยวพันกับความลับที่นางพยายามปิดบังมาตลอดชีวิตอีกด้วย

นางรีบหันไปสั่งหยูเอ้อร์และเหล่าองครักษ์ให้เตรียมรถม้ากลับวังหลวงทันที แววตาของนางฉายแววความกังวลอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

เมื่อกลับถึงวัง เหม่ยหลิงรีบตรงไปยังห้องทรงงานของหลงเฟิงทันที นางพบว่าจักรพรรดิหลงเฟิงทรงยืนอยู่หน้าแผนที่อาณาจักร ด้วยพระพักตร์ที่เคร่งเครียดอย่างไม่เคยเห็นมาก่อน บนโต๊ะเต็มไปด้วยเอกสารราชการที่ถูกโยนทิ้งอย่างรีบร้อน

“ฝ่าบาท! เกิดอะไรขึ้นเพคะ” เหม่ยหลิงถามด้วยความร้อนใจ

หลงเฟิงหันมามองนางด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด “เหม่ยหลิง…แคว้นเยียนที่อยู่ทางเหนือ…พวกเขาก่อกบฏ” พระองค์ตรัสด้วยเสียงที่แหบพร่า “และพวกเขายังประกาศว่า…มีสายเลือดแห่งราชวงศ์ที่แท้จริงจากอดีต ได้ปรากฏตัวขึ้นแล้วในแคว้นของพวกเขา และบุคคลผู้นั้น...คืออาจารย์หยวน!”

เหม่ยหลิงรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบพังทลายลงตรงหน้า อาจารย์หยวน...คือคนที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมดนี้! และคำพูดของชายชราผู้นั้น... "ดอกบัวที่เบ่งบานในหิมะนั้น งดงามแต่กลับไม่ใช่ดอกบัวแห่งตำนานที่แท้จริง"

แต่ก่อนที่นางจะทันได้ประมวลผลอะไรทั้งหมด จู่ๆ ประตูห้องทรงงานก็ถูกเปิดออกอย่างกะทันหัน พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักๆ ของเหล่าทหารที่บุกเข้ามาในห้อง ใบหน้าของทหารเหล่านั้นเต็มไปด้วยความกราดเกรี้ยวและดวงตาที่แข็งกร้าว ยิ่งกว่านั้น นายทหารที่นำหน้ากลับเป็นนายทหารองครักษ์คนสนิทของฝ่าบาท ซึ่งปกติแล้วมีความจงรักภักดีอย่างยิ่ง

“พวกเจ้าทำอะไรกัน!” หลงเฟิงทรงตวาดด้วยความไม่พอใจ

นายทหารผู้นั้นไม่ตอบ แต่กลับยื่นม้วนฎีกาที่ปิดผนึกด้วยตราประจำตำแหน่งของสมุหราชองครักษ์ให้แก่หลงเฟิง “ขออภัยฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ แต่กระหม่อมได้รับราชโองการจากสมุหราชองครักษ์ให้ควบคุมตัวองค์จักรพรรดินีเหม่ยหลิงในข้อหา...สมคบคิดกับกบฏแคว้นเยียน และมีที่มาที่ไปที่ไม่โปร่งใส อันเป็นภัยต่อราชบัลลังก์!”

คำกล่าวหาดังก้องในโสตประสาทของเหม่ยหลิง ความลับที่นางพยายามปกปิดมาตลอดชีวิต บัดนี้ได้ถูกเปิดเผยออกมาอย่างไม่คาดฝัน และกำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่นางรักและสร้างมากับมือ…

หน้านิยาย
หน้านิยาย
ดอกบัวในหิมะ

ดอกบัวในหิมะ

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!