ดอกบัวในหิมะ

ตอนที่ 18 — รอยยิ้มจักรพรรดินี: สันติสุขเหนือกาลเวลา

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

30 ตอน · 1,267 คำ

รอยยิ้มขององค์จักรพรรดินีเหม่ยหลิงยังคงอ่อนโยนและเปี่ยมสุข ทอประกายแห่งความเมตตาและปัญญา ดุจดวงจันทราในคืนเดือนเพ็ญที่สาดส่องความงามสงบลงบนผืนโลก แม้ว่าฤดูกาลจะหมุนเวียนเปลี่ยนไปอีกหลายครานับจากวันที่บุตรสาวของพระนางวิ่งเล่นอยู่ในสวนหลวงพร้อมดอกบัวขาวในมือ วันเวลาไหลผ่านไปดุจสายน้ำ ไม่เคยหยุดนิ่ง ทิ้งไว้เพียงความทรงจำอันงดงามและความผาสุกที่ดูเหมือนจะมั่นคงถาวร แผ่นดินต้าเหลียนร่มเย็นเป็นสุขภายใต้การปกครองขององค์จักรพรรดิหลงเฟิง ‌ผู้ทรงเปี่ยมด้วยทศพิธราชธรรม และการสนับสนุนอันชาญฉลาดจากองค์จักรพรรดินีเหม่ยหลิง

อาณาจักรเจริญรุ่งเรือง เศรษฐกิจเฟื่องฟู ประชาชนใช้ชีวิตอย่างสงบสุขและอุดมสมบูรณ์ โรงเรียนหลวงเปิดรับนักเรียนจากทุกชนชั้น พ่อค้าวาณิชจากแดนไกลหลั่งไหลเข้ามาติดต่อค้าขาย ความรู้และศิลปะแขนงต่างๆ เบ่งบานดุจดอกไม้ในฤดูใบไม้ผลิ ​องค์จักรพรรดิหลงเฟิงทรงเป็นที่รักใคร่ของปวงชน พระปรีชาสามารถของพระองค์เป็นที่ประจักษ์ และในทุกย่างก้าวของการบริหารราชกิจ องค์จักรพรรดินีเหม่ยหลิงก็ทรงเป็นดั่งเสาหลักแห่งปัญญา ที่คอยประคับประคองและให้คำปรึกษาด้วยความสุขุมลุ่มลึกเสมอมา

เวลาได้หล่อหลอมให้เหม่ยหลิงมิใช่เพียงอดีตนางสนมผู้ซ่อนเร้นความลับอีกต่อไป หากแต่เป็นองค์จักรพรรดินีผู้สง่างามและทรงอิทธิพล พระนางทรงเป็นศูนย์รวมแห่งความรักและความหวังขององค์จักรพรรดิและพสกนิกร ทว่าภายใต้ความสงบสุขที่ฉาบฉายอยู่นั้น ‍ลึกๆ ลงไปในส่วนที่ลึกที่สุดของหัวใจ เหม่ยหลิงยังคงรับรู้ถึงเงาแห่งอดีตที่ติดตามมาดุจเงาตามตัว ความลับที่ฝังลึกอยู่ภายในไม่เคยเลือนหายไปไหน แม้มันจะถูกกลบฝังไว้ใต้ผืนดินแห่งความสุขมานานหลายสิบปีก็ตาม

บุตรสาวเพียงคนเดียวของทั้งสองพระองค์ องค์หญิงอันหนิง (อันหนิง) บัดนี้เติบโตเป็นสาวสะพรั่ง ‌งดงามและเฉลียวฉลาด พระพักตร์งดงามได้เค้าโครงมาจากพระมารดา ดวงตาเป็นประกายฉายแววความอยากรู้อยากเห็นและปัญญาดุจพระบิดา องค์หญิงอันหนิงโปรดการอ่านตำราประวัติศาสตร์และวรรณคดี ทรงสนพระทัยในเรื่องราวของอาณาจักรโบราณและวัฒนธรรมที่สาบสูญ ความช่างสังเกตและละเอียดอ่อนของพระนางบางครั้งก็ทำให้เหม่ยหลิงรู้สึกหวาดหวั่นอยู่ในใจลึกๆ เกรงว่าความอยากรู้อยากเห็นขององค์หญิงจะนำพาสิ่งที่ไม่ควรรู้มาสู่พระนาง

บ่ายวันหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิ อากาศอบอุ่นกำลังดี ‍องค์หญิงอันหนิงกำลังทรงศึกษาตำราโบราณที่หอสมุดหลวง เหม่ยหลิงเสด็จมาเยือนพร้อมถาดขนมหวานโปรดขององค์หญิง

"อันหนิง ลูกอ่านอะไรอยู่หรือ" เหม่ยหลิงตรัสถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

องค์หญิงอันหนิงเงยพระพักตร์ขึ้นจากตำราเก่าคร่ำคร่าในมือ พระเนตรเป็นประกาย "เสด็จแม่เพคะ หม่อมฉันกำลังศึกษาเรื่องราวของเผ่าโบราณที่เคยรุ่งเรืองทางตอนเหนือของต้าเหลียนเมื่อหลายร้อยปีก่อนเพคะ มีกล่าวถึงในตำราน้อยมาก ​แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ พวกเขาใช้สัญลักษณ์รูปดอกบัวสีเงินเป็นตราประจำเผ่าเพคะ"

หัวใจของเหม่ยหลิงกระตุกวูบ แต่พระพักตร์ยังคงสงบนิ่ง พระนางยิ้มบางๆ "เผ่าโบราณหรือ? เสด็จแม่ไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนเลย"

"เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยมีใครกล่าวถึงเพคะ ตำราบางเล่มถึงกับกล่าวว่าพวกเขาถูกปราบปรามจนสิ้นซาก เพราะถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏต่อราชวงศ์ผู้ก่อตั้งต้าเหลียน" ​องค์หญิงอันหนิงตรัสด้วยความสงสัย "แต่หม่อมฉันพบว่ามีบางสิ่งที่ไม่ชอบมาพากลในบันทึกเหล่านั้น ราวกับว่ามีคนจงใจลบเลือนเรื่องราวของพวกเขาไปจากประวัติศาสตร์เพคะ"

เหม่ยหลิงวางถาดขนมลงบนโต๊ะข้างๆ องค์หญิง "บางครั้งประวัติศาสตร์ก็ซับซ้อนกว่าที่เราคิดนักอันหนิง สิ่งที่ถูกบันทึกอาจไม่ใช่ความจริงทั้งหมด และสิ่งที่ถูกลบเลือนไปก็อาจมีเหตุผลของมัน" พระนางพยายามเปลี่ยนเรื่อง ​"วันนี้เสด็จแม่ทำขนมบัวลอยน้ำขิงที่ลูกชอบนะ ลองชิมดูสิ"

องค์หญิงอันหนิงรับขนมมาด้วยรอยยิ้ม แต่ดวงตายังคงจับจ้องไปที่ตำรา "เพคะเสด็จแม่ แต่เรื่องราวของเผ่าเหลียนฮวา (Lianhua) นี้ทำให้หม่อมฉันอดสงสัยไม่ได้เพคะ"

คำว่า "เผ่าเหลียนฮวา" ดังก้องอยู่ในโสตประสาทของเหม่ยหลิงราวกับเสียงฟ้าผ่า แม้จะพยายามเก็บซ่อนความรู้สึกไว้ แต่ปลายพระหัตถ์ที่ยกถ้วยชาขึ้นจิบก็สั่นสะท้านเล็กน้อย เผ่าเหลียนฮวา... ชื่อที่ควรจะถูกฝังกลบไปพร้อมกับความลับที่เธอพยายามปกปิดมาตลอดชีวิต คำพูดขององค์หญิงอันหนิงเป็นดั่งมีดที่กรีดแทงลงบนแผลเก่าที่ไม่มีวันหายขาด

ในคืนนั้น เหม่ยหลิงแทบข่มตาไม่หลับ ภาพอดีตหวนกลับมาหลอกหลอน ความทรงจำของหมู่บ้านลับที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาอันห่างไกล ใบหน้าของบิดามารดาผู้เป็นประมุขแห่งเผ่าเหลียนฮวา และคำสั่งเสียสุดท้ายที่เตือนให้เธอลืมเลือนอดีต ลืมเลือนตัวตนที่แท้จริงเพื่อความอยู่รอด ความลับที่ว่าแท้จริงแล้วเธอคือทายาทสายตรงของเผ่าเหลียนฮวา เผ่าที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏและถูกกวาดล้างจนแทบสิ้นซากเมื่อหลายร้อยปีก่อน เพราะความสามารถพิเศษในการมองเห็นนิมิตบางอย่าง และความรู้เกี่ยวกับพลังแห่งธรรมชาติที่เหนือกว่าคนทั่วไป ซึ่งทำให้ราชสำนักในยุคก่อตั้งต้าเหลียนหวาดกลัวและเลือกที่จะกำจัดให้สิ้นซาก การที่จะมีชีวิตรอดมาได้จนถึงทุกวันนี้ และยังก้าวขึ้นมาเป็นถึงองค์จักรพรรดินีนั้น ถือเป็นเรื่องมหัศจรรย์และอันตรายอย่างยิ่งยวด

รุ่งเช้า เหม่ยหลิงตัดสินใจจะเข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิหลงเฟิง เพื่อหารือเรื่องนี้ แต่ยังไม่ทันที่พระนางจะก้าวออกจากตำหนัก ขันทีคนสนิทก็มารายงานว่าองค์จักรพรรดิมีพระราชประสงค์ให้เธอเข้าร่วมประชุมราชกิจสำคัญที่ท้องพระโรงในทันที

เมื่อเหม่ยหลิงเสด็จถึงท้องพระโรง องค์จักรพรรดิหลงเฟิงประทับอยู่บนบัลลังก์ รายล้อมด้วยขุนนางน้อยใหญ่ และบุคคลสำคัญที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งเข้ามาใหม่ คือท่านอาจารย์เว่ย ชูจื่อ (Wei Shuzi) หัวหน้าคณะนักปราชญ์ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี ผู้ซึ่งองค์จักรพรรดิทรงมอบหมายให้รวบรวมและชำระประวัติศาสตร์ของอาณาจักรต้าเหลียนให้สมบูรณ์

"เหม่ยหลิง มานี่สิ" หลงเฟิงตรัสเชื้อเชิญด้วยรอยยิ้ม "ท่านอาจารย์เว่ยกำลังจะนำเสนอผลงานวิจัยชิ้นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ของอาณาจักรเรา"

เหม่ยหลิงนั่งลงข้างพระสวามี สายตาของนางกวาดมองไปที่ท่านอาจารย์เว่ย ชูจื่อ ชายชราผู้มีดวงตาคมกริบและแววตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ท่านอาจารย์เว่ย ชูจื่อโค้งคำนับอย่างนอบน้อม ก่อนจะคลี่ม้วนกระดาษโบราณออกบนโต๊ะเบื้องหน้า

"ฝ่าบาท องค์จักรพรรดินี และท่านขุนนางทั้งหลาย" ท่านอาจารย์เว่ยเริ่มต้นด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก "ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ข้าพเจ้าและคณะนักปราชญ์ได้ทุ่มเทรวบรวมหลักฐานและตำราโบราณจากทั่วทุกมุมของอาณาจักร และวันนี้ ข้าพเจ้ามีความยินดีที่จะนำเสนอข้อค้นพบอันน่าตื่นตะลึง ซึ่งจะไขปริศนาแห่งประวัติศาสตร์ที่ถูกปกปิดมานานหลายศตวรรษ"

บรรยากาศในท้องพระโรงเงียบสงัดลงทันที ทุกสายตาจับจ้องไปที่ม้วนกระดาษโบราณบนโต๊ะ เหม่ยหลิงรู้สึกเย็นยะเยือกไปทั่วสรรพางค์กาย ราวกับสัมผัสได้ถึงภัยร้ายที่กำลังคืบคลานเข้ามา

ท่านอาจารย์เว่ยชี้ไปที่แผนที่เก่าแก่บนกระดาษ "ตามบันทึกที่ข้าพเจ้าค้นพบจากหุบเขาหลิงซาน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เคยถูกมองว่าเป็นดินแดนรกร้างไร้ผู้คนมาตลอด แท้จริงแล้ว ที่นั่นเคยเป็นที่ตั้งของอาณาจักรเล็กๆ ที่รุ่งเรืองมาก่อน อาณาจักรแห่งนั้นมีชื่อเรียกว่า 'เหลียนฮวา' หรืออาณาจักรดอกบัว"

เหม่ยหลิงกำมือแน่นจนเล็บจิกเนื้อ น้ำเสียงของท่านอาจารย์เว่ยยังคงดังก้อง แต่คำพูดของเขากลับกลายเป็นเสียงหวีดหวิวในโสตประสาทของเธอ ดวงตาของเหม่ยหลิงจับจ้องไปที่แผนที่เก่าแก่นั้น เธอรู้จักพื้นที่ในแผนที่นั้นดีเกินกว่าใคร เพราะนั่นคือบ้านเกิดที่แท้จริงของเธอ

"อาณาจักรเหลียนฮวาเป็นที่เลื่องลือด้านความรู้ทางสมุนไพร ดาราศาสตร์ และการเชื่อมโยงกับธรรมชาติ" ท่านอาจารย์เว่ยกล่าวต่อ "แต่ที่น่าสนใจที่สุดคือ พวกเขามีสัญลักษณ์ประจำเผ่าที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร นั่นคือดอกบัวสีเงินที่งดงามและบริสุทธิ์ยิ่งนัก"

ท่านอาจารย์เว่ยคลี่ม้วนผ้าไหมเก่าๆ ออกมาอีกชิ้นหนึ่ง เผยให้เห็นภาพวาดดอกบัวสีเงินที่ละเอียดอ่อน งดงามราวกับมีชีวิต เหม่ยหลิงมองภาพนั้นด้วยหัวใจที่เต้นรัว สั่นสะท้านไปถึงกระดูก เธอจำภาพนั้นได้ดี เพราะมันคือสัญลักษณ์ที่เคยประดับอยู่บนเครื่องแต่งกายของบิดามารดา และเป็นภาพที่เธอมักจะวาดเล่นในวัยเด็ก

"ตามบันทึกที่ข้าพเจ้าได้มา อาณาจักรแห่งนี้ถูกกล่าวหาว่าก่อกบฏต่อราชวงศ์ผู้ก่อตั้งต้าเหลียนเมื่อราวห้าร้อยปีก่อน และถูกกวาดล้างจนสิ้นซาก ไม่มีผู้รอดชีวิต และชื่อของพวกเขาก็ถูกลบเลือนไปจากหน้าประวัติศาสตร์อย่างจงใจ" ท่านอาจารย์เว่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง "แต่หลักฐานชิ้นใหม่ที่ข้าพเจ้าค้นพบ ทำให้เชื่อว่าอาจจะมีผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนั้น... และที่สำคัญกว่านั้น"

ท่านอาจารย์เว่ย ชูจื่อหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ราวกับกำลังจะเปิดเผยความลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ดวงตาของเขากวาดมองไปรอบท้องพระโรง ก่อนจะหยุดลงที่เหม่ยหลิงที่นั่งอยู่ข้างองค์จักรพรรดิหลงเฟิง

"หลักฐานชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่สืบเชื้อสายมาจากเผ่าเหลียนฮวา ไม่ได้เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา พวกเขามีความสามารถพิเศษบางอย่างที่สืบทอดกันมา และนั่นคือเหตุผลที่ราชวงศ์ในอดีตเลือกที่จะกำจัดพวกเขาให้สิ้นซาก เพราะเกรงกลัวในอำนาจที่มองไม่เห็นนั้น"

เหม่ยหลิงรู้สึกราวกับเลือดในกายหยุดไหลชั่วขณะ ลมหายใจติดขัด พระนางรู้สึกได้ถึงสายตาของท่านอาจารย์เว่ยที่จับจ้องมาที่พระนาง และในแววตาของเขานั้น มีประกายแห่งความเข้าใจบางอย่างที่เหม่ยหลิงไม่เคยเห็นมาก่อน

"และสิ่งที่น่าทึ่งกว่านั้นก็คือ" ท่านอาจารย์เว่ย ชูจื่อ กล่าวเสียงดังขึ้น "หลักฐานที่ข้าพเจ้าค้นพบ บ่งชี้ว่าทายาทสายสุดท้ายของเผ่าเหลียนฮวา... แท้จริงแล้ว อาจจะยังมีชีวิตอยู่ และอาจจะอยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่เราคิด!"

คำพูดสุดท้ายของท่านอาจารย์เว่ยดังก้องไปทั่วท้องพระโรง คล้ายระฆังมรณะที่สั่นสะเทือนจิตวิญญาณของเหม่ยหลิง พระนางรู้สึกราวกับถูกกระชากลงสู่ห้วงเหวแห่งความมืดมิด ความลับที่พยายามปกปิดมาทั้งชีวิต กำลังจะถูกเปิดเผยต่อหน้าสาธารณชนแล้วหรือนี่? ดวงตาของท่านอาจารย์เว่ยที่มองมายังพระนางไม่ได้เต็มไปด้วยความเกลียดชัง แต่เป็นความอยากรู้อยากเห็นที่น่ากลัวกว่าสิ่งใด

ทันใดนั้น ท่านอาจารย์เว่ย ชูจื่อ ก็เดินตรงเข้ามาหาเหม่ยหลิงอย่างช้าๆ ใบหน้าของเขาประดับด้วยรอยยิ้มที่ทำให้เหม่ยหลิงรู้สึกหนาวสะท้านถึงขั้วหัวใจ เขายื่นมือที่ถือแผ่นผ้าไหมเก่าคร่ำคร่าซึ่งมีภาพดอกบัวสีเงินปักอยู่ มาทางเหม่ยหลิง... พร้อมกับคำถามที่ทำให้โลกทั้งใบของพระนางหยุดหมุน

"องค์จักรพรรดินีเพคะ ข้าพเจ้าสังเกตเห็นว่าพระองค์ทรงมีปานรูปดอกบัวสีเงินจางๆ อยู่ที่ข้อพระกรเบื้องซ้าย ซึ่งเป็นตำแหน่งและลักษณะเดียวกันกับตราสัญลักษณ์ของเผ่าเหลียนฮวาที่ปรากฏในบันทึกโบราณที่ข้าพเจ้าค้นพบ... ไม่ทราบว่าสิ่งนี้มีความหมายอันใดหรือไม่พะยะค่ะ?"

หน้านิยาย
หน้านิยาย
ดอกบัวในหิมะ

ดอกบัวในหิมะ

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!