โดย : มนต์ตรา ประกาศิต
30 ตอน · 1,435 คำ
รอยยิ้มขององค์จักรพรรดินีเหม่ยหลิงยังคงอ่อนโยนและเปี่ยมสุข ทอประกายแห่งความเมตตาและปัญญา ดุจดวงจันทราในคืนเดือนเพ็ญที่สาดส่องความงามสงบลงบนผืนโลก แม้ว่าฤดูกาลจะหมุนเวียนเปลี่ยนไปอีกหลายครานับจากวันที่บุตรสาวของพระนางวิ่งเล่นอยู่ในสวนหลวงพร้อมดอกบัวขาวในมือ วันเวลาไหลผ่านไปดุจสายน้ำ ไม่เคยหยุดนิ่ง ทิ้งไว้เพียงความทรงจำอันงดงามและความผาสุกที่ดูเหมือนจะมั่นคงถาวร แผ่นดินต้าเหลียนร่มเย็นเป็นสุขภายใต้การปกครองขององค์จักรพรรดิหลงเฟิง ผู้ทรงเปี่ยมด้วยทศพิธราชธรรม และการสนับสนุนอันชาญฉลาดจากองค์จักรพรรดินีเหม่ยหลิง ทำให้แผ่นดินต้าเหลียนร่มเย็นเป็นสุขมาเนิ่นนาน ไร้ซึ่งคลื่นลมแห่งความวุ่นวายภายนอก ทว่าภายในกำแพงวังหลวงที่สูงตระหง่านดุจขุนเขา คลื่นใต้น้ำกลับก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน ไม่ต่างจากดอกบัวที่เบ่งบานท้าทายความหนาวเหน็บในฤดูเหมันต์ ความงามนั้นซ่อนไว้ซึ่งความเปราะบาง และความลับที่พร้อมจะถูกเปิดเผย
ในห้วงเวลาที่ทุกคนต่างเชื่อมั่นในความสงบสุข "ลี่ฮวา" นางสนมชั้นผู้น้อยผู้ซ่อนความลับอันใหญ่หลวงไว้ภายใต้ใบหน้างดงามบริสุทธิ์ ดุจกลีบดอกบัวแรกแย้มในยามเช้า ก็ยังคงดำเนินชีวิตอย่างระมัดระวังในตำหนักเล็ก ๆ อันเงียบสงบ นางใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการร้อยมาลัยดอกไม้ การเขียนอักษร และการอ่านตำราโบราณ ซึ่งทั้งหมดเป็นเพียงฉากหน้าเพื่ออำพรางจิตใจอันวับไว และดวงตาที่คอยสังเกตความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ ภายในราชสำนักแห่งนี้ ยามใดที่ลมหนาวพัดพาเอากลิ่นหิมะลอยมาแตะจมูก ภาพอดีตอันเลือนรางก็มักจะฉายชัดขึ้นมาในห้วงคำนึง ความลับที่นางพยายามเก็บงำมาตลอดชีวิต คือเชื้อสายที่แท้จริงของนาง ผู้ซึ่งเป็นทายาทคนสุดท้ายของราชวงศ์ก่อนที่ถูกโค่นล้มโดยราชวงศ์ต้าเหลียนในปัจจุบัน การดำรงอยู่ของนางในวังหลวงแห่งนี้ จึงเป็นเหมือนคมดาบที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย พร้อมจะตกลงมาเชือดเฉือนชีวิตนางได้ทุกเมื่อ
ลี่ฮวายังคงจดจำค่ำคืนที่หิมะโปรยปรายอย่างหนักหน่วง ค่ำคืนที่องค์ชายหลานซี บุตรชายคนเล็กขององค์จักรพรรดิหลงเฟิง ผู้มีดวงตาสุกใสและหัวใจอ่อนโยน ได้ยื่นผ้าคลุมขนสัตว์ผืนหนาให้นางเมื่อครั้งที่นางเผลอนั่งหลับไปบนม้านั่งหินอ่อนในสวนหลวง ความเมตตาและแววตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยนั้น ได้หยั่งรากลึกในใจของลี่ฮวาตั้งแต่วันนั้น ความรู้สึกที่ก่อตัวขึ้นอย่างช้า ๆ ท่ามกลางอันตรายและความไม่แน่นอน ได้กลายเป็นดั่งดอกบัวที่เบ่งบานกลางพายุหิมะ งดงาม ทว่าเปราะบางและเสี่ยงต่อการถูกทำลายได้ทุกเมื่อ
สายลมยามเย็นพัดพาความหนาวเย็นจากภายนอกเข้าสู่ภายในตำหนัก ลี่ฮวาเงยหน้าจากตำราโบราณที่กำลังอ่าน มือเรียวยกขึ้นจัดทรงปิ่นปักผมหยกสีเขียวมรกตที่ปักอยู่บนมวยผม ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปยังหน้าต่างบานใหญ่ นางทอดสายตามองออกไปยังสวนหลวงที่ปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวโพลน แสงจันทร์สาดส่องลงมากระทบเกล็ดหิมะให้ระยิบระยับราวกับเพชรนับพันเม็ด ความงดงามที่เยือกเย็นนั้นชวนให้จิตใจสงบ หากแต่ในความสงบนั้น กลับแฝงไว้ด้วยความรู้สึกอันตรายที่มองไม่เห็น นางรู้ดีว่าเบื้องหลังความสุขสงบที่ราชสำนักต้าเหลียนแสดงออกต่อสาธารณชนนั้น มีการชิงดีชิงเด่น การสมคบคิด และความทะเยอทะยานที่พร้อมจะระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ
ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา มีกระแสข่าวลือแปลก ๆ เริ่มแพร่สะพัดในหมู่ขันทีและนางกำนัล เรื่องของ 'คำพยากรณ์โบราณ' ที่กล่าวถึง "ดอกบัวแห่งความมืดมิด" ที่จะผลิบานในฤดูหนาวอันยาวนาน นำพาทั้งความรุ่งเรืองและหายนะมาสู่แผ่นดิน คำพยากรณ์นี้ถูกกระซิบกระซาบกันอย่างลับ ๆ และแม้จะไม่มีใครกล้าพูดถึงอย่างเปิดเผย แต่ลี่ฮวารู้สึกได้ถึงความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในทุก ๆ วัน ดวงตาของนางกวาดมองไปทั่วบริเวณสวนหลวง ซึ่งเป็นสถานที่ที่นางกับองค์ชายหลานซีมักจะแอบมาพบกันอย่างลับ ๆ เพื่อแลกเปลี่ยนบทสนทนาและรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเข้าใจ
ยามราตรีดึกสงัด ลี่ฮวาได้ยินเสียงฝีเท้าแผ่วเบาที่คุ้นเคย ก้าวเข้ามาใกล้ตำหนักของนาง หัวใจของนางเต้นระรัวด้วยความยินดีปนเปไปกับความกังวล ประตูไม้ถูกผลักเปิดออกช้า ๆ พร้อมกับร่างสูงสง่าขององค์ชายหลานซี ที่ก้าวเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มอบอุ่นดุจแสงอาทิตย์ในยามเช้า แสงจันทร์ที่สาดส่องผ่านหน้าต่างกระทบกับใบหน้าขององค์ชาย ทำให้เห็นเค้าโครงคมสันของใบหน้าและดวงตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใย
"ลี่ฮวา เจ้ารอข้านานหรือไม่" เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยถาม พลางก้าวเข้ามาใกล้ นางกำนัลรับใช้ได้ถูกส่งให้ไปพักผ่อนแล้ว ทำให้ทั้งสองอยู่กันตามลำพัง
"องค์ชายเพคะ หม่อมฉันเพิ่งจะอ่านตำราจบ" ลี่ฮวากล่าวตอบ พร้อมรอยยิ้มบางเบาที่ประดับบนดวงหน้า ความเหนื่อยล้าจากการเก็บงำความลับตลอดวันได้มลายหายไปสิ้นเมื่อได้เห็นหน้าเขา
องค์ชายหลานซีทรุดตัวลงนั่งข้าง ๆ นางบนเก้าอี้ไม้แกะสลัก มือของเขาเอื้อมไปกุมมือเรียวของลี่ฮวาอย่างแผ่วเบา ความอบอุ่นจากฝ่ามือของเขาแผ่ซ่านเข้ามาในใจนาง ทำให้ความหนาวเหน็บในฤดูเหมันต์และอดีตอันมืดมิดที่ติดตามนางมาดูจะเลือนหายไปชั่วขณะ
"ข้าได้ยินข่าวลือแปลก ๆ ในวังช่วงนี้" องค์ชายหลานซีเริ่มเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง แววตาของเขามีความกังวลฉายชัด "เรื่องคำพยากรณ์ดอกบัวแห่งความมืดมิด... พวกขันทีและข้าราชบริพารต่างพากันหวาดกลัว"
ลี่ฮวาสะท้านเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำเหล่านั้น นางหลุบตาลงมองมือที่กุมกันอยู่ คำพยากรณ์นั้นเป็นสิ่งที่นางได้ยินมาตลอด และความรู้สึกไม่สบายใจก็เกาะกุมหัวใจนางมาโดยตลอดเช่นกัน
"หม่อมฉันก็เพิ่งได้ยินมาเพคะ องค์ชายทรงกังวลสิ่งใดหรือเพคะ" นางเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
องค์ชายหลานซีถอนหายใจแผ่วเบา "ข้ากังวลว่ามันจะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ดีนัก แม้เสด็จพ่อและเสด็จแม่จะทรงบริหารบ้านเมืองได้อย่างร่มเย็น แต่ข้าสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความสงบสุขนี้" เขามองเข้าไปในดวงตาของลี่ฮวา "และที่สำคัญ... ข้ากังวลถึงเจ้า ลี่ฮวา"
คำพูดของเขาทำให้ใจของลี่ฮวาอบอุ่น แต่ก็เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและความหวาดกลัว หากเขารู้ความจริงเกี่ยวกับเชื้อสายของนาง ความรักที่เปราะบางนี้จะคงอยู่ได้อย่างไร นางเป็นดอกบัวที่เบ่งบานในหิมะ และเขาก็คือแสงอาทิตย์ที่คอยประคองให้นางไม่เฉาตาย
"หม่อมฉันไม่เป็นไรเพคะ องค์ชายมิต้องทรงเป็นห่วง" นางพยายามเอ่ยด้วยน้ำเสียงมั่นคงที่สุดเท่าที่จะทำได้
"เจ้าไม่เป็นไรจริงหรือ" องค์ชายหลานซีบีบมือของนางเบา ๆ "ข้ารู้ว่าเจ้ามีความลับบางอย่าง ลี่ฮวา แววตาของเจ้ามักจะมีความกังวลฉายชัดอยู่เสมอ ยามที่เจ้าคิดว่าไม่มีใครเห็น"
คำพูดขององค์ชายหลานซีทำให้ลี่ฮวาใจหายวาบ นางไม่เคยคิดว่าเขาจะสังเกตเห็นความลับที่นางพยายามซ่อนไว้ภายใต้รอยยิ้มจาง ๆ ตลอดเวลา นางพยายามดึงมือกลับ แต่เขากลับกุมไว้แน่นกว่าเดิม
"ลี่ฮวา เจ้าเชื่อใจข้าได้หรือไม่ ไม่ว่าความลับนั้นจะเป็นสิ่งใด ข้าขอสัญญาว่าจะยืนอยู่ข้างเจ้าเสมอ" แววตาขององค์ชายหลานซีเต็มไปด้วยความจริงใจและแน่วแน่ ทำให้กำแพงที่ลี่ฮวาก่อขึ้นมาอย่างแน่นหนาเริ่มสั่นคลอน
ความจริงใจขององค์ชายหลานซีทำให้ลี่ฮวารู้สึกถึงความอบอุ่นที่แสนอันตราย นางรู้ว่าการเปิดเผยความลับนั้นอาจนำหายนะมาสู่ทั้งสองคน แต่นางก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าอยากจะพึ่งพิงเขา อยากจะเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้นางผู้เป็นที่รักได้รับรู้
"องค์ชายเพคะ..." ลี่ฮวาเอ่ยเสียงแผ่ว ใบหน้าของนางซีดเผือดลง ดวงตาฉายแววความเจ็บปวดและหวาดกลัว "ความลับของหม่อมฉัน... มันอาจจะทำลายทุกสิ่งทุกอย่างเพคะ"
ก่อนที่องค์ชายหลานซีจะทันได้เอ่ยปลอบ หรือซักถามสิ่งใด เสียงเคาะประตูตำหนักก็ดังขึ้นอย่างรุนแรงและฉับพลัน พร้อมกับเสียงหอบหายใจของขันทีรับใช้ที่อยู่นอกประตู
"องค์ชาย! องค์ชายหลานซีพ่ะย่ะค่ะ!" เสียงของขันทีลู่เฟิงดังขึ้นอย่างร้อนรน "เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! องค์จักรพรรดินีเหม่ยหลิง... ทรงประชวรหนัก! และมีพระราชโองการให้องค์ชายเสด็จเข้าเฝ้าโดยด่วนที่สุดพ่ะย่ะค่ะ!"
คำว่า "ประชวรหนัก" ดังก้องในโสตประสาทของทั้งสองคน องค์ชายหลานซีลุกขึ้นยืนทันทีด้วยใบหน้าตื่นตระหนก ความกังวลที่ฉายชัดในแววตาของเขาบ่งบอกถึงความรักและความห่วงใยที่มีต่อพระมารดา
"อะไรนะ! เสด็จแม่ประชวรหนักได้อย่างไร! เมื่อวานยังทรงมีพระพลานามัยแข็งแรงอยู่เลยไม่ใช่หรือ!" องค์ชายหลานซีเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดที่ไม่เคยมีผู้ใดได้ยินจากเขามาก่อน
ขันทีลู่เฟิงกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ! ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน! เหล่าหมอหลวงกำลังถวายการรักษาอย่างเต็มที่ แต่... ทรงทรุดลงอย่างรวดเร็วพ่ะย่ะค่ะ!"
องค์ชายหลานซีหันกลับมามองลี่ฮวาด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความสับสนและหวาดกลัว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกะทันหันนี้ทำให้เขามองเห็นบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากล ความสงบสุขที่เคยมีอยู่กำลังถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรง
"ข้าต้องไปแล้ว ลี่ฮวา" เขาเอ่ยเสียงพร่า มือของเขายังคงกุมมือของนางไว้แน่น "เจ้าต้องระวังตัวให้ดี อย่าออกจากตำหนักจนกว่าข้าจะกลับมา"
ลี่ฮวาพยักหน้าอย่างเลื่อนลอย หัวใจของนางเต้นระรัวด้วยความรู้สึกหลากหลาย อกสั่นขวัญแขวนกับข่าวการประชวรขององค์จักรพรรดินี และความกังวลต่อองค์ชายหลานซีที่ต้องเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ไม่คาดฝันนี้
องค์ชายหลานซีเร่งรีบออกจากตำหนักไปพร้อมกับขันทีลู่เฟิง ทิ้งให้ลี่ฮวายืนอยู่เพียงลำพังในความมืดมิดของตำหนักที่เงียบงัน ความหนาวเย็นจากภายนอกดูเหมือนจะเล็ดลอดเข้ามาในตำหนักมากขึ้น นางเดินไปปิดประตูลงกลอนอย่างช้า ๆ แต่ถึงแม้ประตูลับจะปิดลง ความรู้สึกไม่ปลอดภัยก็ไม่ได้ลดน้อยลงเลย
"คำพยากรณ์ดอกบัวแห่งความมืดมิด..." นางพึมพำกับตัวเอง เสียงของนางแผ่วเบาราวกับกระซิบ "หรือว่ามันจะเริ่มต้นขึ้นแล้วจริง ๆ"
ขณะที่ลี่ฮวากำลังจมดิ่งลงสู่ห้วงความคิด ความรู้สึกแปลกประหลาดก็แล่นขึ้นมาในใจ นางเดินไปยังหน้าต่างบานเดิมที่เคยทอดสายตาออกไปมองสวนหลวง แต่คราวนี้ ดวงตาของนางกวาดไปเห็นบางสิ่งบางอย่างที่ผิดปกติใต้ต้นหลิวเก่าแก่ที่อยู่ไม่ไกลจากตำหนักของนางนัก เงาตะคุ่มหนึ่งคล้ายร่างคนกำลังก้ม ๆ เงย ๆ อยู่ท่ามกลางความมืดมิดและเกล็ดหิมะที่โปรยปรายอย่างต่อเนื่อง
หัวใจของลี่ฮวาเต้นรัวแรงขึ้นอีกครั้ง นางพยายามเพ่งมองให้ชัดเจนขึ้น แม้แสงจันทร์จะสลัว แต่ก็พอทำให้เห็นว่าเงาร่างนั้นกำลังขุดบางสิ่งบางอย่างลงไปในดินที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะ ก่อนที่จะรีบกลบมันและหายลับไปจากสายตาอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าและความมืดมิดที่กลับมาปกคลุมอีกครั้ง
ความรู้สึกไม่ชอบมาพากลทำให้ลี่ฮวาตัดสินใจที่จะต้องออกไปดูให้รู้แจ้ง แม้จะขัดกับคำเตือนขององค์ชายหลานซี แต่นางรู้สึกว่าสิ่งที่นางเห็นนั้นอาจจะเป็นเบาะแสสำคัญบางอย่างที่เชื่อมโยงกับเรื่องราวทั้งหมดนี้ นางหยิบผ้าคลุมผืนหนามาคลุมกายอย่างรวดเร็ว เปิดประตูหลังของตำหนักออกอย่างเงียบเชียบและก้าวออกไปสู่สวนหลวงที่เต็มไปด้วยหิมะ นางก้าวเดินอย่างระมัดระวังไปตามเส้นทางที่คุ้นเคยตรงไปยังต้นหลิวเก่าแก่ที่อยู่ไม่ไกลจากตำหนักนัก เมื่อไปถึงบริเวณที่นางเห็นเงาร่างนั้น ลี่ฮวาก็เริ่มใช้มือข้างหนึ่งปัดป่ายหิมะออกอย่างช้าๆ หัวใจของนางเต้นระรัวราวกับกลองศึก ความเย็นเฉียบของหิมะไม่ได้ทำให้นางรู้สึกหนาวเท่ากับความตื่นเต้นที่กำลังก่อตัวขึ้นในอก
ไม่นานนักปลายนิ้วของนางก็สัมผัสได้ถึงพื้นดินที่ถูกขุดขึ้นมาใหม่ เมื่อปัดหิมะออกจนหมด นางก็พบกับถุงผ้าสีดำสนิทผืนเล็ก ๆ ที่ถูกฝังอยู่ใต้พื้นดิน ลี่ฮวาหยิบถุงผ้านั้นขึ้นมาด้วยมือที่สั่นเทา ก่อนจะคลายปมเชือกออกช้า ๆ แสงจันทร์สลัว ๆ ส่องกระทบกับวัตถุที่อยู่ภายในถุงผ้า ทำให้หัวใจของนางแทบหยุดเต้น
สิ่งที่อยู่ในถุงผ้าไม่ใช่สิ่งของล้ำค่า แต่เป็นสิ่งที่ไม่คาดฝันและน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า... มันคือปิ่นปักผมหยกสีเขียวมรกตที่คุ้นตา รูปแบบและลวดลายการแกะสลักนั้นเหมือนกับปิ่นที่นางปักอยู่บนมวยผมในตอนนี้ราวกับถอดแบบกันมา และที่สำคัญกว่านั้น คือปิ่นปักผมอันนั้น มีเศษผ้าสีแดงเข้มที่ประดับด้วยด้ายทองคำของเครื่องแต่งกายที่เคยเป็นขององค์หญิงน้อยผู้เป็นธิดาขององค์จักรพรรดินีเหม่ยหลิง... ถูกพันติดอยู่กับปิ่นนั้นอย่างจงใจ คล้ายกับคำเตือนที่น่าขนลุกว่า... นี่ไม่ใช่เพียงการประชวรธรรมดา แต่เป็นจุดเริ่มต้นของแผนการร้ายที่กำลังดำเนินไปในเงามืด และลี่ฮวาเองก็กำลังจะตกเป็นเหยื่อรายต่อไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดอกบัวในหิมะ
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก