พระราชวังฉินโอ่อ่าตระการตา ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยความเยียบเย็นดุจหินอ่อนที่ก่อร่างสร้างขึ้น เหม่ยหลิงถูกนำทางไปยังวังหยกขาว ที่ประทับซึ่งถูกจัดเตรียมไว้สำหรับเธอ ในฐานะองค์ชายีในอนาคต
"ที่นี่ช่างงดงามยิ่งนัก" เสี่ยวหยูอุทานด้วยความตื่นตะลึง ดวงตาเบิกกว้างกวาดมองสวนหินที่จัดวางอย่างวิจิตรบรรจง และสระน้ำที่จับตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็งสะท้อนแสงระยิบระยับยามต้องแสงอาทิตย์อ่อนๆ ยามบ่าย
"ใช่" เหม่ยหลิงพึมพำตอบรับ หากแต่ใจของเธอมิได้รู้สึกถึงความงดงามนั้นเลยแม้แต่น้อย สิ่งที่เธอสัมผัสได้มีเพียงความโดดเดี่ยวอ้างว้างที่เกาะกุมอยู่ในห้วงลึกของจิตใจ
วันแรกในวังหยกขาวผ่านพ้นไปอย่างเชื่องช้าและเงียบงัน ไม่มีผู้ใดมาเยี่ยมเยือน ไม่มีเสียงสนทนาใดๆ มีเพียงนางกำนัลที่ถูกส่งมาปรนนิบัติรับใช้ ซึ่งต่างทำงานด้วยความเงียบสงบและระมัดระวัง ราวกับกลัวจะไปรบกวนความสงบที่หนักอึ้งอยู่ในอากาศ เหม่ยหลิงนั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง บานประตูไม้แกะสลักที่ปิดสนิทดูคล้ายกำแพงที่กั้นขวางเธอจากโลกภายนอก สายลมหนาวพัดพาเอากลิ่นหิมะและไอดินมาปะทะผิวกาย ทำให้เธอรู้สึกหนาวสะท้านเข้าไปถึงกระดูก เธอคิดถึงบ้าน คิดถึงบิดามารดา คิดถึงทุ่งหญ้าเขียวขจีที่แคว้นของเธอ ที่ซึ่งความหนาวเย็นไม่เคยกัดกินหัวใจได้ถึงเพียงนี้
แสงตะวันเริ่มลับขอบฟ้า ทิ้งไว้เพียงความมืดมิดที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาปกคลุมวังหยกขาว แสงเทียนถูกจุดขึ้น ส่องสว่างเพียงบางส่วนของห้องโถงกว้างใหญ่ที่ดูเหมือนจะกลืนกินทุกสิ่งให้จมหายไปในเงามืด เหม่ยหลิงรู้สึกราวกับตัวเองเป็นเพียงตุ๊กตาที่ถูกจัดวางไว้ในตู้โชว์อันหรูหรา แต่ไร้ซึ่งชีวิตชีวา เธอนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลักที่ประดับด้วยผ้าไหมเนื้อดี แต่ความนุ่มสบายนั้นไม่อาจปลอบประโลมความรู้สึกอ้างว้างในใจได้เลยแม้แต่น้อย
จนกระทั่งยามเย็นคล้อย นางกำนัลได้นำอาหารค่ำมาจัดวางบนโต๊ะ อาหารเลิศรสมากมายถูกจัดเรียงอย่างประณีต แต่เหม่ยหลิงกลับไม่มีเรี่ยวแรงที่จะแตะต้องมันได้เลย เธอพยายามฝืนกินไปเพียงไม่กี่คำ ก่อนจะขอให้นางกำนัลเก็บสำรับไป ความเงียบกลับมาปกคลุมอีกครั้ง พร้อมกับความรู้สึกหนักอึ้งในอกที่เพิ่มพูนขึ้น เหม่ยหลิงถอนหายใจยาว พลางคิดว่าชีวิตในวังหลวงแห่งนี้จะเป็นเช่นไรต่อไป เธอจะต้องใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวเช่นนี้ไปจนวันตายเชียวหรือ
ในขณะที่ความคิดฟุ้งซ่านกำลังกัดกินหัวใจ เสียงเคาะประตูเบาๆ ก็ดังขึ้น ทำลายความเงียบงันที่น่าอึดอัดลงในทันที
"เข้ามาได้" เหม่ยหลิงตอบรับ เสียงของเธอแผ่วเบาราวกับกระซิบ
ประตูไม้บานใหญ่เปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นร่างของหญิงสาววัยราวสิบห้าปี ใบหน้าของเธอประดับด้วยรอยยิ้มกว้างสดใส ดวงตาเป็นประกายแวววาว ผมยาวสลวยถูกรวบขึ้นอย่างเรียบง่ายแต่ดูน่ารัก เสื้อผ้าอาภรณ์ที่สวมใส่เป็นชุดผ้าไหมสีชมพูอ่อนที่ดูสบายตาและอ่อนหวาน ใบหน้าของเธอมีความคล้ายคลึงกับหลงเฟิงอยู่บ้าง แต่กลับสดใสและอบอุ่นกว่ามาก ราวกับดอกไม้แรกแย้มที่ผลิบานรับแสงอรุณ
"ท่านหญิงเหม่ยหลิง! ข้าพเจ้าคือเซี่ยหยู น้องสาวของพี่ชายที่น่าเบื่อของข้าพเจ้า!" เธอเอ่ยขึ้นอย่างร่าเริง เสียงใสๆ ของเธอเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาที่เหม่ยหลิงไม่เคยได้ยินมาตลอดทั้งวัน "ข้าพเจ้ารอที่จะพบท่านหญิงมานานมากแล้ว!"
เหม่ยหลิงรู้สึกประหลาดใจกับความตรงไปตรงมาและท่าทางที่เป็นกันเองของเจ้าหญิงน้อยผู้นี้ แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็รู้สึกถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านเข้ามาในหัวใจอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนตั้งแต่ก้าวเข้ามาในวังแห่งนี้ รอยยิ้มเล็กๆ ปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของเธอ
"เจ้าหญิงเซี่ยหยู ยินดีที่ได้รู้จัก" เหม่ยหลิงตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลกว่าที่คิดไว้
"ไม่ต้องเป็นทางการขนาดนั้น!" เซี่ยหยูเดินตรงเข้ามาในห้องอย่างไม่เกรงใจ ก่อนจะทรุดตัวนั่งลงบนพื้นข้างๆ เหม่ยหลิงอย่างรวดเร็วและเป็นธรรมชาติ ราวกับว่าทั้งสองเป็นสหายที่รู้จักกันมานาน "เราจะเป็นพี่น้องกันแล้วนะเพคะ ท่านหญิง เรียกข้าพเจ้าว่าเซี่ยหยูได้เลย"
เหม่ยหลิงมองดูท่าทางที่ไร้เดียงสาและเป็นกันเองของเซี่ยหยู เธออดไม่ได้ที่จะรู้สึกเอ็นดูเจ้าหญิงน้อยผู้นี้อย่างจับใจ ความรู้สึกโดดเดี่ยวที่เกาะกุมอยู่ในใจเริ่มคลายตัวลงทีละน้อย
"ได้... เซี่ยหยู" เหม่ยหลิงเอ่ยเรียกชื่อนั้นออกมาอย่างแผ่วเบา พร้อมกับรอยยิ้มที่จริงใจที่สุดนับตั้งแต่เธอมาถึงอาณาจักรฉิน รอยยิ้มที่ไม่ได้เกิดจากการฝืนทน แต่เป็นรอยยิ้มที่ผลิบานจากใจจริง
เซี่ยหยูหัวเราะคิกคักเมื่อเห็นรอยยิ้มของเหม่ยหลิง "ข้าพเจ้าดีใจที่ท่านหญิงยิ้มออกเสียที ข้าพเจ้าเห็นท่านหญิงนั่งเงียบๆ มาตลอดทั้งวันเลย"
"เจ้า... รู้ได้อย่างไร" เหม่ยหลิงถามด้วยความประหลาดใจ
"ก็ข้าพเจ้าแอบมองท่านหญิงจากหน้าต่างห้องของข้าพเจ้าไงเพคะ" เซี่ยหยูตอบอย่างซื่อตรง "ข้าพเจ้าเห็นท่านหญิงดูเศร้าๆ ข้าพเจ้าเลยอยากมาหา มาเป็นเพื่อนท่านหญิง"
คำพูดที่ตรงไปตรงมาและไร้เดียงสาของเซี่ยหยูทำให้เหม่ยหลิงรู้สึกตื้นตันใจอย่างบอกไม่ถูก เธอไม่คิดว่าจะมีใครสักคนในวังแห่งนี้ที่จะใส่ใจความรู้สึกของเธอได้ถึงเพียงนี้
"ขอบคุณเจ้ามากนะ เซี่ยหยู" เหม่ยหลิงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย
"ไม่เป็นไรเพคะ! เราเป็นพี่น้องกันแล้วนี่นา" เซี่ยหยูพูดพลางขยับตัวเข้ามาใกล้เหม่ยหลิงมากขึ้น "ท่านหญิงเหม่ยหลิงไม่ต้องกังวลไปนะเพคะ ถึงแม้พี่ชายของข้าพเจ้าจะดูเย็นชาไปบ้าง แต่เขาก็เป็นคนดีนะเพคะ"
เหม่ยหลิงเพียงยิ้มรับ เธอไม่แน่ใจว่าควรจะรู้สึกอย่างไรกับคำพูดของเซี่ยหยูเกี่ยวกับหลงเฟิง
"ท่านหญิงมาจากแคว้นหลีใช่ไหมเพคะ" เซี่ยหยูถามต่อด้วยความสนใจ "ข้าพเจ้าเคยได้ยินว่าแคว้นหลีมีดอกเหมยที่งดงามมากจริงหรือเพคะ"
"ใช่ ดอกเหมยที่แคว้นหลีบานสะพรั่งในช่วงฤดูหนาว งดงามมากจริงๆ" เหม่ยหลิงตอบ พลางนึกถึงภาพดอกเหมยสีขาวบริสุทธิ์ที่บานสะพรั่งท่ามกลางหิมะ
"โอ้โห! ข้าพเจ้าอยากไปเห็นสักครั้งจังเลย" เซี่ยหยูพูดด้วยดวงตาเป็นประกาย "ท่านหญิงเล่าเรื่องแคว้นหลีให้ข้าพเจ้าฟังอีกได้ไหมเพคะ"
เหม่ยหลิงพยักหน้า เธอเริ่มเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับแคว้นหลี บ้านเกิดของเธอ ทั้งเรื่องราวของทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ ภูเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะตลอดปี และวิถีชีวิตของผู้คนในแคว้นหลีที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยความอบอุ่น เซี่ยหยูนั่งฟังอย่างตั้งใจ บางครั้งก็หัวเราะคิกคัก บางครั้งก็อุทานด้วยความตื่นเต้น
บทสนทนาดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ความรู้สึกอึดอัดและโดดเดี่ยวที่เคยเกาะกุมหัวใจของเหม่ยหลิงค่อยๆ จางหายไปทีละน้อย เธอรู้สึกราวกับได้พบโอเอซิสกลางทะเลทรายอันกว้างใหญ่ ความสดใสและร่าเริงของเซี่ยหยูเป็นเหมือนแสงสว่างที่ส่องเข้ามาในความมืดมิดของจิตใจเธอ
"ท่านหญิงเหม่ยหลิงเล่าเรื่องเก่งมากเลยเพคะ" เซี่ยหยูกล่าวชื่นชมเมื่อเหม่ยหลิงเล่าเรื่องจบลง "ข้าพเจ้าไม่เคยได้ยินเรื่องราวที่น่าสนใจแบบนี้มาก่อนเลย"
"เจ้าก็เป็นผู้ฟังที่ดีมากเช่นกัน" เหม่ยหลิงตอบด้วยรอยยิ้ม
"ท่านหญิงไม่ต้องเศร้าอีกต่อไปแล้วนะเพคะ" เซี่ยหยูพูดพลางจับมือของเหม่ยหลิงเบาๆ "ต่อไปนี้ท่านหญิงมีข้าพเจ้าเป็นเพื่อนแล้ว เราจะอยู่ด้วยกันที่นี่"
คำพูดของเซี่ยหยูเป็นเหมือนน้ำทิพย์ชโลมใจ เหม่ยหลิงรู้สึกถึงความผูกพันที่ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วระหว่างเธอกับเจ้าหญิงน้อยผู้นี้ เธอรู้ว่าการมาถึงของเซี่ยหยูในวันนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การมาเยี่ยมเยือน แต่เป็นการนำพาความหวังและแสงสว่างเข้ามาสู่ชีวิตของเธอในวังหยกขาวแห่งนี้
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วโดยที่ทั้งสองไม่ทันรู้ตัว เมื่อนางกำนัลเข้ามาแจ้งว่าถึงเวลายามวิกาลแล้ว เซี่ยหยูจึงจำต้องลากลับไป
"ข้าพเจ้าต้องไปแล้วเพคะ" เซี่ยหยูพูดด้วยสีหน้าเสียดาย "แต่พรุ่งนี้ข้าพเจ้าจะมาหาท่านหญิงอีกนะเพคะ"
"ได้สิ ข้าจะรอเจ้า" เหม่ยหลิงกล่าวตอบด้วยรอยยิ้มที่ยังคงประดับอยู่บนใบหน้า
หลังจากเซี่ยหยูกลับไปแล้ว ความเงียบสงบก็กลับมาปกคลุมวังหยกขาวอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ ความเงียบนั้นไม่ได้น่าอึดอัดหรือโดดเดี่ยวเหมือนเมื่อก่อน เหม่ยหลิงรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ เธอเอนกายลงบนเตียงนอนที่นุ่มสบาย พลางนึกถึงรอยยิ้มสดใสของเซี่ยหยู และคำพูดที่เปี่ยมด้วยความจริงใจของเจ้าหญิงน้อย
คืนนี้เป็นคืนแรกที่เหม่ยหลิงรู้สึกว่าเธอไม่ได้อยู่เพียงลำพังในวังแห่งนี้ เธอรู้ว่าแม้หนทางข้างหน้าจะยังคงเต็มไปด้วยความท้าทายและความไม่แน่นอน แต่การมีเซี่ยหยูอยู่เคียงข้าง ก็เป็นเหมือนดอกไม้ดอกแรกที่ผลิบานท่ามกลางหิมะหนาวเหน็บ เป็นสัญญาณของความหวังที่กำลังจะเบ่งบานในใจของเธอ.

ดอกบัวในหิมะ
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก