ฤดูใบไม้ร่วงเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ ลมหนาวพัดโชยมาพร้อมกับกลิ่นอายของความเปลี่ยนแปลง ใบไม้สีทองอร่ามร่วงหล่นปกคลุมลานหินอ่อนของวังหยกขาวดุจพรมไหมผืนงาม เหม่ยหลิงนั่งอยู่ภายในห้องหนังสือส่วนตัว แสงอ่อนๆ จากโคมไฟส่องกระทบใบหน้าเรียว พู่กันในมือกรีดกรายลงบนกระดาษซวนจื่ออย่างตั้งอกตั้งใจ ทว่าจิตใจของนางกลับล่องลอยไปไกลแสนไกล ภาพของหลงเฟิงที่ยืนสง่างามอยู่ใต้ต้นเมเปิลสีแดงฉานเมื่อวันวานยังคงประทับแน่นอยู่ในห้วงคำนึง ราวกับว่าสายลมที่พัดผ่านเข้ามาทางหน้าต่างกำลังกระซิบถ้อยคำของเขาให้ได้ยินอีกครั้ง
"ท่านหญิงเขียนอักษรได้งดงามมาก" เสียงทุ้มนุ่มนวลดังขึ้นจากประตูห้อง ทำให้นางสะดุ้งสุดตัว พู่กันในมือหลุดจากปลายนิ้ว ปลายพู่กันที่เปื้อนหมึกดำสนิทหยดลงบนกระดาษซวนจื่อสีขาวสะอาด ทำให้ตัวอักษรที่บรรจงเขียนมาอย่างพิถีพิถันเลอะเทอะไปหมดสิ้น
"ท่านองค์ชาย..." เหม่ยหลิงรีบลุกขึ้นยืน ถวายความเคารพอย่างนอบน้อม ใบหน้าซีดเผือดด้วยความตกใจและอับอาย "ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าท่านเสด็จมา"
หลงเฟิงก้าวเข้ามาในห้องอย่างเงียบเชียบ ทุกย่างก้าวเปี่ยมด้วยความสง่างาม สายตาคมกริบของเขาจับจ้องอยู่ที่กระดาษที่เปื้อนหมึก แล้วเลื่อนขึ้นมามองใบหน้าของเหม่ยหลิงที่แดงก่ำด้วยความอับอายระคนประหม่า
"ขอโทษที่ทำให้ตกใจ" เขากล่าวอย่างนุ่มนวล น้ำเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงกระซิบของสายลมยามค่ำคืน "ข้าพเจ้าแค่ผ่านมาเห็นแสงไฟในห้องนี้ จึงแวะมาดู"
เหม่ยหลิงก้มหน้างุด ไม่กล้าสบตาเขา หัวใจของนางเต้นระรัวราวกับกลองศึกยามออกรบ ความรู้สึกหลากหลายถาโถมเข้ามาพร้อมกัน ทั้งความอายที่ถูกจับได้ในยามเผลอไผล ความประหลาดใจที่เขามาเยือนถึงห้องส่วนตัว และความรู้สึกบางอย่างที่นางเองก็ไม่อาจระบุได้ชัดเจน
"ท่านองค์ชายเสด็จมาด้วยพระประสงค์ใดหรือเพคะ?" เหม่ยหลิงรวบรวมความกล้าถามออกไป เสียงของนางสั่นเล็กน้อยจนแทบไม่ได้ยิน
หลงเฟิงไม่ตอบในทันที เขากวาดสายตามองไปรอบห้องหนังสือที่เต็มไปด้วยชั้นหนังสือสูงจรดเพดาน บรรยากาศภายในห้องอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของกระดาษเก่าและสมุนไพรบางชนิดที่ใช้ถนอมหนังสือ เขาก้าวเดินช้าๆ ไปยังชั้นหนังสือที่อยู่ใกล้ที่สุด มือเรียวยาวลูบไล้สันหนังสือเก่าๆ ที่เรียงรายอยู่อย่างเป็นระเบียบ ราวกับกำลังสำรวจขุมทรัพย์อันล้ำค่า
"ท่านหญิงอ่านหนังสือเหล่านี้ทั้งหมดหรือ?" เขาถามขึ้นมาโดยไม่หันมามองนาง
"ข้าพเจ้าพยายามอ่านทุกเล่มที่มีเพคะ" เหม่ยหลิงตอบ เสียงของเธอเริ่มมั่นคงขึ้นเมื่อได้พูดถึงสิ่งที่นางรักและคุ้นเคย "บิดาสอนว่าความรู้คือสมบัติที่ไม่มีวันหมดสิ้น ยิ่งอ่านมาก ยิ่งรู้มาก ยิ่งเข้าใจโลกมากเพคะ"
หลงเฟิงพยักหน้าช้าๆ ราวกับเห็นด้วยกับคำกล่าวของนาง เขายื่นมือไปหยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมาจากชั้นวาง มันเป็นหนังสือรวมบทกวีโบราณ ปกหนังสือเก่าและขาดรุ่ยบ่งบอกถึงกาลเวลาที่ผ่านไปอย่างยาวนาน และการถูกอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า
"บทกวีของหลี่ไป๋" เขาพูดอย่างประหลาดใจ น้ำเสียงเจือความทึ่งเล็กน้อย "ข้าพเจ้าไม่คิดว่าจะพบหนังสือเล่มนี้ที่นี่ ปกติแล้วหนังสือเช่นนี้มักจะถูกเก็บไว้ในห้องสมุดหลวงเท่านั้น"
"ท่านองค์ชายชอบบทกวีของท่านหลี่ไป๋ด้วยหรือเพคะ?" เหม่ยหลิงถามด้วยความตื่นเต้น นางลืมความเขินอายและความประหม่าไปชั่วขณะ เมื่อได้พบกับผู้ที่มีความสนใจในสิ่งเดียวกัน
"ชอบมาก" หลงเฟิงตอบ พลางเปิดหนังสือออกอย่างระมัดระวัง ราวกับกลัวว่ากระดาษเก่าจะขาดรุ่ย "โดยเฉพาะบทที่ว่า..." เขาหยุดเล็กน้อย สายตาไล่ไปตามตัวอักษรโบราณ ก่อนจะเริ่มอ่านด้วยเสียงที่ลึกและนุ่มนวล ชวนให้เคลิบเคลิ้ม "ดอกไม้บานในฤดูใบไม้ผลิ แต่หัวใจของข้าพเจ้าบานเพราะเธอ"
เหม่ยหลิงรู้สึกว่าหัวใจของตัวเองเต้นแรงขึ้นอีกครั้ง แรงกว่าครั้งใดๆ ที่เคยเป็นมา ถ้อยคำที่เขาอ่านออกมานั้นช่างไพเราะจับใจ และความหมายที่แฝงอยู่ก็ทำให้แก้มของนางร้อนผ่าว นางหันหน้าหนีไปทางหน้าต่าง แสร้งมองออกไปนอกห้อง เพื่อซ่อนความรู้สึกที่กำลังเอ่อล้นอยู่ในอก
"บทนั้นสวยมากเพคะ" เธอพูดเบาๆ เสียงของนางแทบจะกลืนหายไปกับสายลมที่พัดผ่านเข้ามา
"ใช่" หลงเฟิงวางหนังสือลงบนโต๊ะข้างตัว แล้วหันมามองนาง ดวงตาคมกริบของเขาจ้องมองมาที่นางอย่างลึกซึ้ง ราวกับจะทะลุทะลวงเข้าไปในห้วงลึกของจิตใจ "สวยมาก เหมือนกับบางสิ่งในห้องนี้"
ความเงียบที่ตามมานั้นหนักแน่นและเต็มไปด้วยความหมาย เหม่ยหลิงไม่กล้าหันกลับไปมองเขา นางรู้ดีว่าหากนางสบเข้ากับดวงตาคู่นั้นอีกครั้ง นางจะสูญเสียหัวใจของตัวเองไปตลอดกาล ความรู้สึกที่พยายามเก็บซ่อนไว้ภายใต้ความสงบเสงี่ยมกำลังจะปะทุขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้
"ท่านองค์ชาย..." เธอเริ่มพูด แต่เสียงของนางสั่นและขาดหายไปกลางคัน ราวกับมีก้อนอะไรบางอย่างมาจุกอยู่ที่ลำคอ
"เหม่ยหลิง" เขาเรียกชื่อของเธอเป็นครั้งแรก ไม่ใช่ "ท่านหญิง" ที่เป็นคำเรียกอย่างเป็นทางการ แต่เป็นชื่อจริงของนาง ชื่อที่เขาเอ่ยออกมานั้นแผ่วเบา แต่กลับสะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาทของนาง ราวกับเสียงกระซิบจากสรวงสวรรค์
คำเรียกชื่อนั้นทำให้เหม่ยหลิงหันกลับไปมองเขาโดยไม่ได้ตั้งใจ และในทันทีนั้น เธอก็รู้ว่าตัวเองแพ้แล้ว แพ้ให้กับสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกมากมายที่เขาส่งมาให้ แพ้ให้กับหัวใจที่อ่อนยวบของตัวเอง
ดวงตาของหลงเฟิงมองมาที่เธออย่างอ่อนโยนและจริงจัง ไม่ใช่สายตาขององค์ชายที่มองนางสนม หรือสตรีในวังคนใด แต่เป็นสายตาของชายคนหนึ่งที่มองหญิงที่เขารัก หญิงที่เขากำลังจะสารภาพความรู้สึกในใจ
"ข้าพเจ้าต้องการบอกท่านหญิงว่า..." เขาเริ่มพูด น้ำเสียงของเขานุ่มนวลและเต็มไปด้วยความลังเล แต่ก่อนที่เขาจะทันได้กล่าวถ้อยคำใดๆ ให้จบลง เสียงฝีเท้าอันรีบร้อนของขันทีคนสนิทก็ดังขึ้นจากทางเดินหน้าห้อง
"องค์ชาย! สมเด็จพระบิดาทรงเรียกหาพ่ะย่ะค่ะ!" เสียงของขันทีดังเจื้อยแจ้วเข้ามาในห้อง ทำลายบรรยากาศอันแสนวิเศษลงอย่างสิ้นเชิง
หลงเฟิงหยุดพูด ใบหน้าของเขาแสดงความผิดหวังอย่างชัดเจน ดวงตาที่เคยอ่อนโยนเมื่อครู่กลับฉายแววขุ่นมัวเล็กน้อย เขาทอดถอนใจเฮือกหนึ่ง ถอยออกไปหนึ่งก้าวจากเหม่ยหลิง ราวกับถูกดึงกลับเข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริงอีกครั้ง
"ข้าพเจ้าต้องไปก่อน" เขากล่าวอย่างเป็นทางการอีกครั้ง น้ำเสียงกลับมาเรียบเฉยดังเดิม "แต่คำพูดที่ค้างอยู่นั้น ข้าพเจ้าจะกลับมาพูดให้จบอย่างแน่นอน"
เขากล่าวทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้น ก่อนจะหันหลังเดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้เหม่ยหลิงยืนอยู่คนเดียวกับหัวใจที่ยังคงเต้นแรงไม่หยุด และความหวังที่เริ่มผลิบานขึ้นมาอย่างเงียบๆ ภายในจิตใจ ราวกับดอกบัวที่กำลังจะแย้มกลีบในหิมะแรกของฤดูหนาว.

ดอกบัวในหิมะ
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก