สามวันอันยาวนานคล้ายสามปีที่ผ่านพ้นไปในความเงียบงันของตำหนักจันทรา เหม่ยหลิงเฝ้ารอคอยอย่างมีความหวังริบหรี่ ดุจดอกไม้แรกแย้มที่รอคอยหยาดน้ำค้างยามเช้า ทว่าทุกย่างก้าวที่เธอเดิน ทุกลมหายใจที่เธอผ่อนออก ล้วนเต็มไปด้วยความกังวลใจ เธอพยายามปลอบประโลมหัวใจตัวเองว่าคำพูดขององค์ชายหลงเฟิงในคืนนั้น อาจเป็นเพียงถ้อยคำสุภาพที่บุรุษสูงศักดิ์พึงมีต่อสตรี ไม่ใช่ความจริงใจที่เธอแอบหวังให้เป็นจริง ภาพรอยยิ้มอบอุ่นและแววตาอ่อนโยนของเขายังคงติดตรึงอยู่ในห้วงสำนึก ทว่าความจริงที่ว่าเขาไม่ได้กลับมา ก็เป็นดั่งน้ำแข็งที่ค่อยๆ กัดกินความอบอุ่นในใจ
เธอใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการอ่านตำราในห้องสมุดเล็กๆ ของตำหนัก หรือไม่ก็ออกไปเดินเล่นในสวนที่อยู่ไม่ไกลนัก สวนแห่งนี้เป็นที่พึ่งพิงทางใจของเธอมาโดยตลอด ต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงา ดอกไม้นานาพันธุ์ที่ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ และเสียงน้ำไหลรินจากลำธารจำลอง ล้วนช่วยปลอบประโลมจิตใจที่ว้าวุ่นของเธอได้บ้าง แต่ถึงกระนั้น สายตาของเธอก็ยังคงเฝ้ามองไปยังเส้นทางที่ทอดไปสู่ตำหนักชั้นในขององค์ชาย ราวกับจะเห็นเงาร่างสูงสง่าของเขาก้าวเดินมาในทุกขณะจิต
ในเช้าวันที่สี่ แสงอรุณสีทองสาดส่องผ่านม่านเมฆบางเบา อากาศเย็นสบายและชุ่มชื้นจากน้ำค้างยามเช้า เหม่ยหลิงตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้งกว่าทุกวัน เธอตัดสินใจออกไปเดินในสวนตามปกติ เพื่อหวังว่าธรรมชาติจะช่วยปลอบประโลมจิตใจที่อ่อนล้าของเธอได้บ้าง เสียงกรอบแกรบของใบไม้แห้งใต้ฝ่าเท้า และเสียงนกร้องเจื้อยแจ้วเป็นเพื่อนร่วมทาง เธอเดินลัดเลาะไปตามทางเดินหินที่คดเคี้ยว จนกระทั่งมาถึงม้านั่งหินอ่อนสีขาวที่ตั้งอยู่ใต้ต้นหลิวใหญ่ เป็นมุมโปรดของเธอที่มักจะมานั่งอ่านหนังสือหรือเหม่อมองท้องฟ้า
แต่ในวันนี้ สิ่งที่ปรากฏตรงหน้า ทำให้หัวใจของเธอเต้นระรัวราวกับกลองรบ บนม้านั่งหินที่ว่างเปล่าเมื่อวานนี้ บัดนี้มีดอกบัวขาวบริสุทธิ์ดอกหนึ่งวางอยู่ กลีบดอกสีขาวนวลสะอาดตา แย้มบานอย่างงดงามราวกับเพิ่งถูกเด็ดมาจากสระน้ำยามเช้า หยาดน้ำค้างยังคงเกาะพราวบนกลีบดอก บ่งบอกว่ามันเพิ่งถูกนำมาวางไว้ไม่นานนัก ข้างๆ ดอกบัวนั้น มีกระดาษม้วนเล็กๆ ผูกด้วยริบบิ้นผ้าไหมสีขาววางอยู่
เหม่ยหลิงหยุดชะงัก ลมหายใจของเธอติดขัดไปชั่วขณะ ความรู้สึกหลากหลายถาโถมเข้ามา ทั้งความประหลาดใจ ความหวัง และความตื่นเต้น เธอค่อยๆ ก้าวเข้าไปใกล้ มือน้อยๆ ที่สั่นเทาเอื้อมไปหยิบกระดาษม้วนนั้นขึ้นมา สัมผัสของกระดาษเนื้อดีเย็นเฉียบที่ปลายนิ้ว กระตุ้นให้หัวใจของเธอเต้นแรงขึ้นอีก เธอคลี่กระดาษออกอย่างระมัดระวัง ดวงตาคู่สวยกวาดอ่านตัวอักษรที่เขียนด้วยลายมืออันงดงามและเข้มแข็ง ซึ่งเธอจำได้ดีว่าเป็นลายมือขององค์ชายหลงเฟิง
"ดอกบัวบานในน้ำเย็น แต่ยังคงบริสุทธิ์งดงาม เหมือนกับหัวใจของท่านหญิงที่ข้าพเจ้าเฝ้ามองมาตลอด ข้าพเจ้าขอโทษที่ต้องจากไปโดยไม่ได้พูดให้จบ แต่ขอให้ดอกไม้นี้เป็นพยานว่าคำพูดของข้าพเจ้านั้นจริงใจ — หลงเฟิง"
ถ้อยคำเพียงไม่กี่บรรทัดนี้ เป็นดั่งสายฝนชโลมใจที่แห้งผากของเธอให้กลับมาชุ่มฉ่ำอีกครั้ง ความหวังที่ริบหรี่พลันสว่างไสวขึ้นมาอีกครั้ง หัวใจของเธอพองโตด้วยความสุขที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน มันเป็นความสุขที่บริสุทธิ์และเปี่ยมล้น เธอแนบดอกบัวขาวและกระดาษแผ่นนั้นไว้กับอก ราวกับจะเก็บรักษาความรู้สึกอันล้ำค่านี้ไว้ตลอดไป รอยยิ้มผุดพรายขึ้นบนใบหน้าของเธออย่างไม่อาจเก็บงำได้ แววตาที่เคยหม่นหมองบัดนี้กลับมาเปล่งประกายระยิบระยับ
ทว่าในขณะเดียวกัน ความรู้สึกอีกอย่างหนึ่งก็แทรกซึมเข้ามาในใจของเธออย่างรวดเร็ว นั่นคือความกลัว ความกลัวที่มาพร้อมกับความสุขที่ยิ่งใหญ่ ความจริงที่ว่าเธอเป็นเพียงนางสนมธรรมดา ไม่มีตระกูลสูงศักดิ์หนุนหลัง ไม่มีอำนาจใดๆ ที่จะปกป้องตนเองได้ ไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้เธอคู่ควรกับองค์ชายหลงเฟิง บุรุษผู้สูงส่งและสง่างาม ความรักครั้งนี้จะนำพาอะไรมาให้เธอ? ความสุขที่เธอเพิ่งได้รับ จะเป็นเพียงภาพลวงตาที่นำไปสู่ความเจ็บปวดในภายหลังหรือไม่? คำถามเหล่านี้วนเวียนอยู่ในหัวของเธอ ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าหม่นลงเล็กน้อย
"ท่านหญิงดูมีความสุขมากเลยนะเพคะ"
เสียงทักทายที่คุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง ทำให้เหม่ยหลิงสะดุ้งเล็กน้อย เธอหันกลับไปมอง พบหยูเอ้อร์สาวใช้คนสนิทกำลังยืนยิ้มอยู่ ดวงตาของหยูเอ้อร์เป็นประกายอย่างรู้ทัน เหม่ยหลิงรีบซ่อนกระดาษแผ่นนั้นไว้ในแขนเสื้ออย่างรวดเร็ว พร้อมกับพยายามทำสีหน้าให้เป็นปกติมากที่สุด
"ไม่มีอะไรหรอกหยูเอ้อร์ แค่อากาศดีเท่านั้น" เธอตอบเสียงเบา พยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่นเทา
หยูเอ้อร์หัวเราะคิกคักอย่างน่ารัก "อากาศดีถึงขนาดทำให้ท่านหญิงยิ้มได้กว้างขนาดนี้เชียวหรือเพคะ ข้าพเจ้าเห็นรอยยิ้มของท่านหญิงแล้วพลอยมีความสุขไปด้วยเลยเพคะ"
เหม่ยหลิงได้แต่ยิ้มแหยๆ ไม่รู้จะแก้ตัวอย่างไรดี หยูเอ้อร์เดินเข้ามาใกล้ มองเห็นดอกบัวขาวที่เหม่ยหลิงยังคงกำไว้ในมือ
"โอ้ ดอกบัวขาวงดงามเหลือเกินเพคะ ท่านหญิงไปเก็บมาจากที่ใดหรือเพคะ" หยูเอ้อร์ถามด้วยความสนใจ
"เอ่อ... ข้าเจออยู่บนม้านั่งนี่แหละ" เหม่ยหลิงตอบ พยายามหลีกเลี่ยงการสบตา
หยูเอ้อร์ยิ้มอย่างรู้เรื่องยิ่งขึ้นไปอีก "ข้าพเจ้าเห็นองค์ชายหลงเฟิงเสด็จมาในสวนเมื่อเช้าตรู่ ก่อนที่ท่านหญิงจะตื่นเสียอีกเพคะ พระองค์ทรงยืนอยู่ตรงนี้พักหนึ่ง ก่อนจะเสด็จจากไปอย่างเงียบๆ"
คำบอกเล่าของหยูเอ้อร์ทำให้หัวใจของเหม่ยหลิงเต้นระรัวอีกครั้ง ความสงสัยคลี่คลายลง กลายเป็นความอบอุ่นที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง เขานำมันมาให้เธอจริงๆ เขาไม่ได้ลืมเธอ และคำพูดของเขาก็เป็นความจริง
เหม่ยหลิงไม่ตอบอะไร เพียงแต่รอยยิ้มที่ขอบปากของเธอกลับมาผลิบานอีกครั้ง คราวนี้เป็นรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความสุขและความหวังอย่างแท้จริง ดวงตาของเธอทอดมองไปยังดอกบัวขาวในมือ ราวกับว่าดอกไม้ดอกนี้เป็นตัวแทนของหัวใจที่กำลังเบ่งบานของเธอเอง แม้จะรู้ว่าหนทางข้างหน้าอาจเต็มไปด้วยอุปสรรคและขวากหนาม แต่ในขณะนี้ เธอขอเพียงแค่ได้ดื่มด่ำกับความสุขเล็กๆ น้อยๆ ที่องค์ชายหลงเฟิงได้มอบให้ก็พอแล้ว
หยูเอ้อร์มองท่านหญิงของตนด้วยความรักใคร่ เธอเห็นความสุขที่ฉายชัดในแววตาของเหม่ยหลิง และรู้สึกยินดีไปกับท่านหญิงของเธอ แม้จะรู้ว่าสถานะของเหม่ยหลิงนั้นเป็นเพียงนางสนมที่ไม่มีอำนาจใดๆ แต่ความรักที่องค์ชายหลงเฟิงมีให้ ก็เป็นสิ่งที่ประจักษ์แก่สายตาของเธอแล้วในวันนี้
"ท่านหญิงเก็บดอกบัวนี้ไว้เถิดเพคะ มันช่างงดงามและบริสุทธิ์ราวกับหัวใจของท่านหญิงเอง" หยูเอ้อร์เอ่ยขึ้นเบาๆ
เหม่ยหลิงพยักหน้า เธอสูดดมกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกบัว ความหอมที่ปลุกความรู้สึกในใจให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เธอรู้ดีว่าความสัมพันธ์นี้อาจนำมาซึ่งความเจ็บปวด แต่ในห้วงเวลานี้ เธอเลือกที่จะเชื่อในความจริงใจที่องค์ชายหลงเฟิงได้มอบให้เธอผ่านดอกบัวขาวดอกนี้
"ข้าจะเก็บมันไว้อย่างดี" เหม่ยหลิงตอบเสียงแผ่ว แต่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น เธอค่อยๆ เดินกลับไปยังตำหนักจันทรา โดยมีหยูเอ้อร์เดินตามหลังไปอย่างเงียบๆ ทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกบัวที่ลอยอวลอยู่ในอากาศ และความหวังใหม่ที่กำลังเบ่งบานในใจของสตรีผู้หนึ่ง

ดอกบัวในหิมะ
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก