ความมืดมิดเข้าปกคลุมจิตใจของหลงเฟิงราวกับเงามืดที่ไม่มีวันจางหายไปได้ นับตั้งแต่ที่ข่าวการหมั้นหมายระหว่างเขากับเหม่ยหลิงถูกบิดาประกาศยกเลิกอย่างกะทันหัน โลกทั้งใบของเขาก็ดูเหมือนจะพังทลายลงในพริบตา ความรักที่เคยเบ่งบานสดใส บัดนี้กลับกลายเป็นเพียงเศษซากของความหวังที่แตกสลายไปแล้ว เขาพยายามอ้อนวอน ขอร้อง และแม้กระทั่งคุกเข่าต่อหน้าองค์ฮ่องเต้ผู้เป็นบิดา แต่พระองค์ก็ยังคงยืนกรานในพระราชดำริอันแน่วแน่ว่าการหมั้นหมายครั้งนี้จะต้องถูกยกเลิก ไม่ว่าหลงเฟิงจะพยายามอย่างไร ทุกสิ่งก็ดูเหมือนจะไร้ประโยชน์ ความสิ้นหวังกัดกินหัวใจของเขาจนแทบไม่เหลือเรี่ยวแรงจะยืนหยัด
ในห้วงแห่งความทุกข์ระทมที่ดูเหมือนจะไม่มีทางออกนั้นเอง แสงสว่างเล็กๆ ก็ปรากฏขึ้นจากทิศทางที่เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อน
“พี่ชายเพคะ” เสียงหวานใสที่คุ้นเคยดังขึ้นที่หน้าประตูห้องบรรทมของเขา หลงเฟิงเงยหน้าขึ้นมองด้วยแววตาที่ว่างเปล่า ร่างอรชรของเจ้าหญิงหลงเหม่ย ผู้เป็นน้องสาวแท้ๆ ก้าวเข้ามาในห้องอย่างแผ่วเบา ใบหน้าของนางประดับด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความห่วงใย ดวงตาคมกริบของนางฉายแววแห่งความฉลาดเฉลียวและไหวพริบปฏิภาณอันเป็นเอกลักษณ์
หลงเฟิงถอนหายใจเฮือกใหญ่ “เหม่ยเอ๋อร์ เจ้ามาทำอะไรที่นี่” น้ำเสียงของเขาแหบพร่า ราวกับคนไร้วิญญาณ
หลงเหม่ยทรุดกายลงนั่งข้างๆ เขา มือเรียวบางเอื้อมไปกุมมือของพี่ชายไว้เบาๆ “หม่อมฉันรู้ว่าพี่ชายกำลังทุกข์ใจเพียงใดเพคะ” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “หม่อมฉันเฝ้ามองดูพี่ชายมาตลอด ตั้งแต่ที่พี่ชายได้พบกับเหม่ยหลิง หม่อมฉันเห็นความสุขในดวงตาของพี่ชาย เห็นความรักที่เปี่ยมล้นที่พี่ชายมีให้นาง และหม่อมฉันก็เชื่อมั่นว่าความรักของพี่ชายกับเหม่ยหลิงนั้นเป็นของจริง เป็นความรักที่บริสุทธิ์และงดงาม”
คำพูดของน้องสาวทำให้หลงเฟิงรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาเล็กน้อยในอกที่เย็นชา เขามองหน้านางอย่างพินิจพิเคราะห์ หลงเหม่ยเป็นน้องสาวที่เขาภาคภูมิใจ นางไม่เพียงแต่มีความงามอันเป็นเลิศ แต่ยังมีสติปัญญาที่เฉียบแหลมเกินกว่าหญิงสาวทั่วไปในวัยเดียวกัน นางมักจะมองเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น และมักจะมีทางออกสำหรับปัญหาที่ดูเหมือนจะไร้ทางแก้ไขเสมอ
“แต่มันจะมีความหมายอะไรเล่าเหม่ยเอ๋อร์” หลงเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเจ็บปวด “ในเมื่อเสด็จพ่อมีพระราชโองการเด็ดขาดแล้วว่าการหมั้นหมายจะต้องถูกยกเลิก ไม่ว่าข้าจะรักนางมากเพียงใด ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้”
หลงเหม่ยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก ดวงตาของนางเป็นประกายด้วยความคิดบางอย่าง “อย่าเพิ่งสิ้นหวังไปเลยเพคะพี่ชาย หม่อมฉันมีแผน” นางกระซิบเสียงเบาลง ราวกับกลัวว่ากำแพงจะมีหู “แผนการที่อาจจะช่วยให้พี่ชายได้อยู่เคียงข้างกับเหม่ยหลิงอีกครั้ง”
หลงเฟิงหันขวับมามองน้องสาวด้วยความประหลาดใจ แววตาที่เคยว่างเปล่าบัดนี้ฉายแววความหวังขึ้นมาเล็กน้อย “แผนอันใดกัน”
“ท่านพ่อของเหม่ยหลิง ท่านเว่ยหลิง” หลงเหม่ยเริ่มอธิบาย “หม่อมฉันสืบทราบมาว่าท่านผู้นี้มีหนี้บุญคุณอันใหญ่หลวงกับตระกูลเจิ้ง”
หลงเฟิงเลิกคิ้ว “ตระกูลเจิ้ง? ตระกูลพ่อค้าที่ร่ำรวยที่สุดในแคว้นน่ะหรือ”
“ใช่เพคะ” หลงเหม่ยพยักหน้า “เมื่อหลายปีก่อน ตระกูลเว่ยเคยประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนักจนเกือบจะล้มละลาย แต่ท่านเจิ้งซื่อ ผู้เป็นประมุขตระกูลเจิ้งในขณะนั้น ได้ยื่นมือเข้าช่วยเหลือด้วยการให้เงินกู้จำนวนมหาศาลโดยไม่คิดดอกเบี้ย ทำให้ตระกูลเว่ยรอดพ้นจากวิกฤตครั้งนั้นมาได้ ท่านเว่ยหลิงเคยกล่าวไว้ว่าชีวิตของตระกูลเว่ยเป็นของตระกูลเจิ้ง หากมีสิ่งใดที่ตระกูลเจิ้งต้องการ เขาย่อมยินดีที่จะตอบแทนให้”
หลงเฟิงเริ่มเข้าใจเค้าโครงบางอย่าง แต่ก็ยังไม่เห็นภาพชัดเจนนัก “แล้วสิ่งนี้เกี่ยวข้องกับเรื่องของเราอย่างไร”
หลงเหม่ยยิ้มอย่างมีเล่ห์เหลี่ยม “หากเราสามารถจัดการให้เหม่ยหลิงแต่งงานกับโอรสของตระกูลเจิ้งได้ล่ะเพคะ”
หลงเฟิงถึงกับผงะ “อะไรนะ! เจ้าพูดเรื่องอะไรกันเหม่ยเอ๋อร์! นั่นมันเป็นไปไม่ได้! เหม่ยหลิงรักข้า และข้าก็รักนาง! จะให้นางไปแต่งงานกับชายอื่นได้อย่างไร!”
“ใจเย็นก่อนเพคะพี่ชาย” หลงเหม่ยรีบปลอบ “ฟังหม่อมฉันให้จบก่อน การกระทำเช่นนี้ ไม่ใช่เพื่อตัดขาดความสัมพันธ์ของพี่ชายกับเหม่ยหลิง แต่เพื่อปกป้องนาง และเพื่อเปิดโอกาสให้พี่ชายได้อยู่เคียงข้างนางในอนาคต”
หลงเฟิงมองน้องสาวด้วยความสับสน แต่ก็ยอมฟังต่อ
“ลองคิดดูสิเพคะ” หลงเหม่ยอธิบายอย่างใจเย็น “ในสถานการณ์ปัจจุบัน หากเหม่ยหลิงยังคงหมั้นหมายกับพี่ชาย นางจะต้องเผชิญหน้ากับความไม่พอใจของเสด็จพ่อ และอาจถูกมองว่าเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งในราชสำนัก นางอาจถูกกดดัน ถูกตำหนิ และอาจต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก แต่หากนางแต่งงานกับโอรสของตระกูลเจิ้ง ซึ่งเป็นตระกูลที่ร่ำรวยและมีอิทธิพลอย่างมหาศาล นางก็จะได้รับการปกป้องดูแลอย่างดี มีฐานะที่มั่นคง และที่สำคัญที่สุดคือ นางจะพ้นจากสายตาของเสด็จพ่อและเหล่าขุนนางที่อาจจะจ้องจับผิด”
หลงเฟิงเริ่มมองเห็นความจริงบางอย่างในคำพูดของน้องสาว หากเหม่ยหลิงยังคงยืนกรานที่จะอยู่กับเขา นางจะต้องเผชิญกับความยากลำบากมากมายในฐานะที่ถูกมองว่าเป็นหญิงที่ทำให้องค์ชายต้องขัดพระราชโองการของฮ่องเต้ ชีวิตของนางอาจจะไม่มีความสุขเลย
“แต่เหม่ยหลิงจะยอมหรือ” หลงเฟิงถามด้วยความกังวล “นางจะยอมแต่งงานกับชายที่นางไม่ได้รักเพียงเพื่อความปลอดภัยของตนเองหรือ”
หลงเหม่ยยิ้มอย่างมีเล่ห์เหลี่ยม ดวงตาของนางเป็นประกายระยิบระยับ “แน่นอนว่านางย่อมไม่ยอมง่ายๆ เพคะพี่ชาย แต่หม่อมฉันมีวิธีที่จะทำให้นาง ‘ยอม’ โดยไม่รู้สึกว่าถูกบังคับ”
“วิธีอันใด” หลงเฟิงถามด้วยความสงสัย
“โอรสของตระกูลเจิ้งผู้นั้น” หลงเหม่ยกล่าว “หม่อมฉันสืบทราบมาว่าเขาชื่อ เจิ้งอี้ เป็นชายหนุ่มที่รูปงาม มีใบหน้าที่หล่อเหลาคมคาย รูปร่างสูงสง่า อีกทั้งยังเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ เป็นที่หมายปองของหญิงสาวมากมายในเมืองหลวง และที่สำคัญที่สุดคือ เขาร่ำรวยมหาศาล มีทรัพย์สินเงินทองมากมายจนนับไม่ถ้วน”
หลงเฟิงขมวดคิ้ว “แล้วอย่างไรเล่า”
“พี่ชายเพคะ” หลงเหม่ยยิ้มกว้างขึ้น “หม่อมฉันต้องยอมรับว่าพี่ชายเป็นคนดี มีคุณธรรม และมีความรักที่จริงใจ แต่ในสายตาของหญิงสาวทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งหญิงสาวที่ยังไม่เคยผ่านโลกมามากนัก ความหล่อเหลาและความร่ำรวยมักจะเป็นสิ่งดึงดูดใจที่ยากจะต้านทาน”
หลงเฟิงเริ่มรู้สึกไม่สบายใจกับแผนการของน้องสาว แต่ในใจลึกๆ เขาก็ยังคงมีความหวังริบหรี่ว่านี่อาจจะเป็นทางออกเดียวสำหรับพวกเขา
“หม่อมฉันแค่ต้องจัดให้พวกเขาได้พบกันบ่อยๆ” หลงเหม่ยกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงมั่นใจ “จัดฉากให้เจิ้งอี้ได้แสดงความเอาใจใส่ ความอ่อนโยน และความร่ำรวยของเขาต่อเหม่ยหลิง ให้เขาได้มอบของขวัญล้ำค่า ให้เขาได้พาเหม่ยหลิงไปในสถานที่สวยงาม ให้เขาได้ใช้เสน่ห์และความมั่งคั่งของเขาเพื่อเอาชนะใจนาง”
“แต่เหม่ยหลิงไม่ใช่หญิงสาวที่เห็นแก่เงินทอง” หลงเฟิงแย้ง
“จริงอยู่ที่นางไม่ใช่หญิงสาวที่เห็นแก่เงินทอง แต่ก็ไม่มีหญิงสาวคนใดที่จะปฏิเสธความสุขสบายและความมั่นคงในชีวิตได้ง่ายๆ เพคะพี่ชาย” หลงเหม่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเข้าใจในธรรมชาติของมนุษย์ “ยิ่งไปกว่านั้น หม่อมฉันจะให้คนของเราคอยกระตุ้นเตือนนางอยู่เสมอว่า การแต่งงานกับเจิ้งอี้จะทำให้นางพ้นจากความลำบาก และยังเป็นการตอบแทนบุญคุณของตระกูลเจิ้งที่มีต่อตระกูลเว่ยอีกด้วย”
หลงเฟิงเงียบไปครู่หนึ่ง เขากำลังชั่งน้ำหนักระหว่างความเจ็บปวดที่จะต้องเห็นหญิงที่เขารักไปอยู่กับชายอื่น กับความปลอดภัยและความสุขสบายในชีวิตของนาง หากแผนการนี้สำเร็จ เหม่ยหลิงก็จะไม่ต้องเผชิญกับความยากลำบากใดๆ และเขาก็ยังคงสามารถเฝ้ามองดูนางจากที่ไกลๆ ได้
“แล้วข้าเล่า” หลงเฟิงถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง “ข้าจะทำอะไรได้”
“พี่ชายไม่ต้องทำอะไรเลยเพคะ” หลงเหม่ยตอบ “หน้าที่ของพี่ชายคืออดทนรอ อดทนรอจนกว่าเวลาที่เหมาะสมจะมาถึง เมื่อใดที่พี่ชายมีอำนาจมากพอที่จะปกป้องนางได้อย่างแท้จริง เมื่อนั้นพี่ชายก็สามารถทวงนางกลับคืนมาได้”
คำพูดของหลงเหม่ยราวกับเป็นแสงสว่างที่ส่องเข้ามาในอุโมงค์มืดมิดของหลงเฟิง เขาเริ่มมองเห็นทางออก แม้ว่ามันจะเป็นทางออกที่เจ็บปวดและต้องใช้ความอดทนอย่างมหาศาลก็ตาม
“แต่ถ้าหากเหม่ยหลิงรักเจิ้งอี้ขึ้นมาจริงๆ เล่า” หลงเฟิงถามด้วยความกังวลอย่างที่สุด
หลงเหม่ยถอนหายใจเบาๆ “นั่นคือความเสี่ยงที่เราต้องยอมรับเพคะพี่ชาย แต่หม่อมฉันเชื่อมั่นในความรักของพี่ชายกับเหม่ยหลิง หากความรักของพวกท่านเป็นของจริง ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด หรือมีอุปสรรคใดๆ มาขวางกั้น ความรักนั้นย่อมไม่มีวันจางหายไป”
หลงเฟิงพยักหน้าช้าๆ เขาไม่มีทางเลือกอื่นใดแล้ว นี่คือโอกาสเดียวที่เหลืออยู่สำหรับพวกเขา
“ข้าจะเชื่อเจ้าเหม่ยเอ๋อร์” หลงเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นขึ้น “ข้าจะเชื่อในแผนการของเจ้า”
หลงเหม่ยยิ้มอย่างพึงพอใจ “ดีเพคะพี่ชาย หม่อมฉันจะจัดการเรื่องทั้งหมดเอง”
แผนการของหลงเหม่ยเริ่มต้นขึ้นทันที นางส่งคนสนิทไปสืบเรื่องราวของเจิ้งอี้อย่างละเอียดถี่ถ้วน และวางแผนการที่จะทำให้เจิ้งอี้และเหม่ยหลิงได้พบกันโดยบังเอิญหลายครั้งหลายครา
ในตอนแรก เหม่ยหลิงรู้สึกประหลาดใจกับการปรากฏตัวของเจิ้งอี้ที่ดูเหมือนจะบังเอิญเกินไป แต่ด้วยความสุภาพอ่อนโยนและเสน่ห์ของเจิ้งอี้ ประกอบกับการที่เขาเป็นชายหนุ่มรูปงามและร่ำรวย ทำให้เหม่ยหลิงเริ่มรู้สึกดีกับเขามากขึ้นเรื่อยๆ
เจิ้งอี้ไม่เพียงแต่เป็นชายหนุ่มที่หล่อเหลา แต่เขายังเป็นสุภาพบุรุษที่สมบูรณ์แบบ เขาปฏิบัติต่อเหม่ยหลิงอย่างให้เกียรติเสมอ มอบของขวัญล้ำค่าที่แสดงถึงความเอาใจใส่และรสนิยมอันดี พาเหม่ยหลิงไปชมทิวทัศน์ที่สวยงาม ไปฟังดนตรีไพเราะ และไปลิ้มรสอาหารเลิศรสในภัตตาคารหรูหราที่สุดในเมืองหลวง เขามักจะพูดคุยกับนางด้วยถ้อยคำที่ไพเราะและชาญฉลาด ทำให้เหม่ยหลิงรู้สึกเพลิดเพลินและสบายใจเมื่ออยู่ใกล้เขา
ในขณะเดียวกัน คนสนิทของหลงเหม่ยก็คอยกระตุ้นเตือนเหม่ยหลิงอยู่เสมอว่า การแต่งงานกับเจิ้งอี้จะนำมาซึ่งความสุขสบายและความมั่นคงในชีวิต และยังเป็นการตอบแทนบุญคุณของตระกูลเจิ้งที่มีต่อตระกูลเว่ยอีกด้วย พวกเขายังคอยเปรียบเทียบชีวิตที่สุขสบายกับเจิ้งอี้ กับชีวิตที่ต้องเผชิญความยากลำบากหากยังคงยืนกรานที่จะอยู่กับหลงเฟิง
เพียงไม่ถึงสองสัปดาห์ แผนการของหลงเหม่ยก็เริ่มเห็นผล เหม่ยหลิงเริ่มรู้สึกหวั่นไหวกับความเอาใจใส่และเสน่ห์ของเจิ้งอี้ ความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อเขาก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วในใจของนาง ความรักที่เคยมีต่อหลงเฟิงเริ่มถูกบดบังด้วยความรู้สึกใหม่ๆ ที่กำลังเบ่งบานขึ้นมา
วันหนึ่ง เจิ้งอี้ได้คุกเข่าลงต่อหน้าเหม่ยหลิง พร้อมกับมอบแหวนหยกที่สลักลวดลายวิจิตรบรรจงให้แก่นาง “เหม่ยหลิง ข้าตกหลุมรักเจ้าตั้งแต่แรกเห็น โปรดรับรักจากข้า และมาเป็นภรรยาของข้าเถิด”
เหม่ยหลิงมองแหวนหยกในมือของเจิ้งอี้ แล้วเงยหน้าขึ้นมองดวงตาที่เต็มไปด้วยความรักของเขา ในใจของนางมีความรู้สึกสับสนปนเปกันไปหมด ความทรงจำเกี่ยวกับหลงเฟิงยังคงชัดเจน แต่ความอบอุ่นและความสุขสบายที่ได้รับจากเจิ้งอี้ก็เป็นสิ่งที่ยากจะปฏิเสธ
ในที่สุด ด้วยความกดดันจากสถานการณ์รอบด้าน และความรู้สึกที่หวั่นไหวต่อเจิ้งอี้ เหม่ยหลิงก็ตัดสินใจที่จะยอมรับการแต่งงานกับเขา นางรู้สึกว่านี่คือทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน เป็นการตอบแทนบุญคุณของตระกูลเจิ้ง และเป็นการหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นหากนางยังคงยืนกรานที่จะอยู่กับหลงเฟิง
เมื่อข่าวการหมั้นหมายระหว่างเหม่ยหลิงกับเจิ้งอี้แพร่สะพัดออกไป ก็สร้างความประหลาดใจให้กับผู้คนมากมาย แต่สำหรับหลงเฟิงแล้ว มันคือความเจ็บปวดที่แสนสาหัส แต่เขาก็ยังคงจำคำพูดของน้องสาวได้ดี ‘อดทนรอ’ เขาจะต้องอดทนรอจนกว่าเวลาที่เหมาะสมจะมาถึง
ภายในสองสัปดาห์นับตั้งแต่ที่หลงเหม่ยเริ่มแผนการ เหม่ยหลิงก็ตกหลุมรักเจิ้งอี้อย่างหัวปักหัวปำ นางรู้สึกราวกับว่าเจิ้งอี้คือชายที่ฟ้าส่งมาให้ เป็นผู้ที่จะนำพานางไปสู่ชีวิตที่สุขสบายและมั่นคง นางยินดีที่จะยกเลิกการหมั้นกับหลงเฟิง และพร้อมที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่กับเจิ้งอี้อย่างเต็มใจ
หลงเฟิงเฝ้ามองดูทุกสิ่งทุกอย่างจากที่ไกลๆ ด้วยหัวใจที่แตกสลาย แต่ในความเจ็บปวดนั้น เขาก็ยังคงมีความหวังริบหรี่ว่าสักวันหนึ่ง เขาจะสามารถทวงหญิงที่เขารักกลับคืนมาได้ เขาจะต้องแข็งแกร่งขึ้น มีอำนาจมากขึ้น เพื่อที่จะปกป้องนางได้อย่างแท้จริง และในวันนั้น เขาจะไม่ยอมปล่อยนางไปอีกเป็นครั้งที่สอง

ดอกบัวในหิมะ
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก