เสียงขององค์จักรพรรดิดังกึกก้องไปทั่วห้องทรงพระอักษร สะท้อนความไม่พอพระทัยที่กำลังพุ่งสูงถึงขีดสุด “หลงเทียน เจ้าทำอะไรลงไป! เจ้ากล้าท้าทายพระพันปีหลวงและธรรมเนียมปฏิบัติอันเก่าแก่ของราชวงศ์เชียวหรือ!”
องค์ชายหลงเทียนคุกเข่าอยู่เบื้องพระพักตร์ ใบหน้ายังคงนิ่งสงบ ทว่าแววตาฉายชัดถึงความมุ่งมั่นมิเสื่อมคลาย “ฝ่าบาท กระหม่อมมิได้มีเจตนาท้าทายสิ่งใด หากแต่ความรู้สึกที่กระหม่อมมีต่อชิวเหวินนั้นเป็นเรื่องจริง และกระหม่อมเชื่อมั่นว่านางคู่ควร”
องค์จักรพรรดิทรงถอนหายใจอย่างหนักหน่วง “คู่ควรอย่างนั้นรึ? นางเป็นเพียงหญิงชาวบ้านไร้ชาติตระกูล ไม่มีชื่อเสียง ไม่มีฐานะ ไม่มีสิ่งใดที่จะมาค้ำจุนเจ้าในฐานะรัชทายาทในอนาคต! เจ้าคิดว่าราชสำนักนี้จะยอมรับนางได้อย่างไร? เจ้าคิดว่าขุนนางทั้งหลายจะมองนางและเจ้าด้วยสายตาเช่นไร?”
“กระหม่อมเชื่อว่าคุณค่าของคนมิได้อยู่ที่ชาติตระกูล หากแต่อยู่ที่สติปัญญา ความเมตตา และจิตใจที่เปี่ยมด้วยคุณธรรม” องค์ชายหลงเทียนตอบอย่างหนักแน่น “ชิวเหวินมีสิ่งเหล่านี้อย่างครบถ้วน และนางยังมีความเฉลียวฉลาดที่สามารถเป็นกำลังสำคัญในการบริหารบ้านเมืองได้ มิใช่เพียงแค่สตรีที่อยู่ในวังหลังเท่านั้น”
“เหลวไหล!” องค์จักรพรรดิทรงตบพระหัตถ์ลงบนโต๊ะทรงพระอักษรเสียงดัง “เจ้ามองโลกสวยงามเกินไป หลงเทียน! สตรีชาวบ้านจะเข้าใจการเมืองที่ซับซ้อนของราชสำนักได้อย่างไร? จะรับมือกับเหล่าขุนนางผู้มากเล่ห์เพทุบายได้อย่างไร? หากเจ้าต้องการให้นางเป็นพระชายา มันจะต้องนำพาความวุ่นวายมาสู่ราชวงศ์อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ และที่สำคัญที่สุด... พระพันปีหลวงทรงไม่โปรดนางอย่างยิ่ง เจ้าก็รู้ดี”
พระสุรเสียงขององค์จักรพรรดิอ่อนลงเล็กน้อยเมื่อตรัสถึงพระมารดาของพระองค์เอง “พระพันปีหลวงทรงห่วงใยราชวงศ์ ทรงกังวลถึงความมั่นคงของบัลลังก์ พระองค์ทรงต้องการให้เจ้าเลือกสตรีที่เหมาะสม เป็นบุตรีขุนนางใหญ่ ที่จะช่วยเสริมสร้างอำนาจและความแข็งแกร่งให้กับราชบัลลังก์ หาใช่หญิงสาวจากชนบทผู้ไม่มีอะไรเลยเช่นนาง”
“แต่ความรักมิใช่เรื่องของการเมืองและอำนาจพ่ะย่ะค่ะ” องค์ชายหลงเทียนเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรขององค์จักรพรรดิ “ความรักคือความผูกพันจากใจจริง กระหม่อมไม่ปรารถนาที่จะใช้ชีวิตอยู่กับสตรีที่กระหม่อมมิได้รัก เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองเพียงอย่างเดียว”
องค์จักรพรรดิทอดพระเนตรบุตรชายด้วยความรู้สึกหลากหลาย พระองค์ทรงรู้จักนิสัยของหลงเทียนดี ทรงทราบว่าบุตรชายของพระองค์นั้นยามใดที่ตัดสินใจแล้วก็ยากที่จะเปลี่ยนแปลง แต่ในขณะเดียวกัน ภาระหน้าที่ขององค์รัชทายาทนั้นหนักหนาสาหัสเกินกว่าที่ใครคนหนึ่งจะตัดสินใจตามอำเภอใจได้ง่ายๆ โดยเฉพาะเมื่อมีพระพันปีหลวงอยู่เบื้องหลัง
“แล้วเจ้าจะทำอย่างไร หากพระพันปีหลวงทรงยืนกรานให้เจ้าแต่งงานกับหลี่เหมยฮวา? เจ้าจะขัดขืนพระบัญชาของเสด็จย่าของเจ้าอย่างนั้นหรือ?” องค์จักรพรรดิทรงยิงคำถามกดดัน
“กระหม่อมจะพยายามทำทุกวิถีทาง เพื่อให้พระพันปีหลวงทรงเห็นคุณค่าของชิวเหวิน และทรงยอมรับนางพ่ะย่ะค่ะ” องค์ชายหลงเทียนตอบเสียงหนักแน่น “กระหม่อมเชื่อว่าหากพระองค์ได้ทรงรู้จักนางอย่างแท้จริง พระองค์จะทรงเข้าใจ”
องค์จักรพรรดิทรงลุกขึ้นจากพระที่นั่ง เสด็จมาหยุดยืนเบื้องหน้าองค์ชายหลงเทียน ทอดพระเนตรลงมาด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา “ฟังให้ดีหลงเทียน เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก และเจ้าได้สร้างคลื่นลมใหญ่หลวงในราชสำนักแล้ว การกระทำของเจ้าในงานเลี้ยงเมื่อคืนนั้น ได้ทำให้เกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายอย่างชัดเจน และพระพันปีหลวงกับเสนาบดีหลี่จะไม่ยอมหยุดเพียงแค่นี้”
“กระหม่อมทราบดีพ่ะย่ะค่ะ และกระหม่อมพร้อมจะรับมือกับทุกสิ่ง”
“ความกล้าหาญของเจ้าเป็นที่น่ายกย่อง แต่บางครั้งความกล้าหาญก็ต้องมาพร้อมกับสติปัญญา” องค์จักรพรรดิทรงตรัสอย่างเนิบช้า “หากเจ้าต้องการให้ทุกคนยอมรับชิวเหวิน เจ้าจะต้องพิสูจน์ให้นางเห็นประจักษ์ว่านางมีคุณค่ามากพอที่จะยืนเคียงข้างเจ้าในฐานะพระชายาขององค์รัชทายาท และเป็นส่วนหนึ่งของราชวงศ์นี้ ไม่ใช่เพียงแค่คำกล่าวอ้างของเจ้าเท่านั้น”
องค์ชายหลงเทียนเงยหน้าขึ้นทันที แววตาเต็มไปด้วยความหวัง “ฝ่าบาททรงมีพระประสงค์เช่นไรพ่ะย่ะค่ะ?”
องค์จักรพรรดิทรงหันกลับไปยืนเบื้องหน้าพระที่นั่ง ทรงประสานพระหัตถ์ไขว้หลัง “พระพันปีหลวงทรงต้องการให้นางออกไปจากวังนี้เสียให้เร็วที่สุด แต่ข้าก็เห็นใจเจ้า...และเชื่อในวิจารณญาณของเจ้าอยู่บ้าง” พระองค์ทรงทอดถอนพระทัยอีกครั้ง “แต่การจะให้สตรีชาวบ้านธรรมดาๆ ก้าวขึ้นมาเป็นพระชายาขององค์รัชทายาทนั้นเป็นเรื่องที่มิอาจยอมรับได้ง่ายๆ โดยเฉพาะจากบรรดาขุนนางและเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง”
“ดังนั้น...ข้าจะให้โอกาส” พระสุรเสียงขององค์จักรพรรดิทรงหนักแน่นขึ้น “ข้าจะให้นางมีโอกาสพิสูจน์ตนเอง แต่การพิสูจน์นี้จะต้องเป็นไปอย่างเปิดเผย และจะต้องได้รับการยอมรับจากทุกคนในราชสำนัก”
“โอกาสอันใดพ่ะย่ะค่ะ?” องค์ชายหลงเทียนถามด้วยใจที่เต้นระรัว
“อีกสามเดือนข้างหน้า ราชสำนักจะมีงานเทศกาลบุปผชาติประจำปี ซึ่งเป็นงานสำคัญที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองความงดงามของธรรมชาติและความรุ่งเรืองของแคว้น และในปีนี้ ข้าต้องการให้งานนี้มีความพิเศษยิ่งกว่าทุกปี” องค์จักรพรรดิทรงหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตรัสต่อด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาด “ข้าต้องการให้ชิวเหวิน...เป็นผู้ดูแลโครงการบูรณะตำหนักบุปผาจันทรา ซึ่งเป็นตำหนักเก่าแก่ที่เคยใช้จัดแสดงดอกไม้หายาก และเป็นแหล่งรวมศิลปะและวรรณกรรมที่สำคัญของราชสำนักให้กลับมางดงามสมเกียรติอีกครั้ง และในวันงานเทศกาลบุปผชาติ นางจะต้องเป็นผู้จัดการแสดงบุปผานานาพันธุ์ รวมไปถึงการจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมทั้งหมดในตำหนักนั้น”
องค์ชายหลงเทียนทรงเบิกพระเนตรกว้าง ตำหนักบุปผาจันทรานั้นเป็นตำหนักที่เก่าแก่และทรุดโทรมมาก ต้องใช้งบประมาณมหาศาล และต้องใช้ความรู้ความเข้าใจทั้งในเรื่องของสถาปัตยกรรม พฤกษศาสตร์ ศิลปะ และการจัดการงานใหญ่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับผู้คนมากมาย การให้ชิวเหวินซึ่งเป็นเพียงหญิงชาวบ้านดูแลโครงการนี้ เป็นเหมือนการโยนก้อนหินลงไปในบ่อน้ำลึกที่เต็มไปด้วยงูพิษ
“นี่คือบททดสอบของนาง” องค์จักรพรรดิทรงตรัส “หากนางทำสำเร็จ สามารถบูรณะตำหนักให้งดงาม จัดงานให้ยิ่งใหญ่ และเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของทุกคนในราชสำนักและเหล่าราษฎรได้ว่านางมีความสามารถและคุณค่าที่คู่ควรกับเจ้า...ข้าจะพิจารณาเรื่องของนางอีกครั้ง”
องค์ชายหลงเทียนทรงประเมินสถานการณ์ในพระทัย นี่คือโอกาสอันยิ่งใหญ่ แต่ก็เต็มไปด้วยภยันตราย ตำหนักบุปผาจันทรานั้นเป็นของโปรดของพระพันปีหลวงในอดีต แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็ถูกทอดทิ้ง หากชิวเหวินสามารถทำให้ตำหนักนี้กลับมางดงามได้อีกครั้ง มันจะเป็นการแสดงความสามารถที่เกินคาด แต่ก็เป็นโครงการที่ยากจะสำเร็จได้โดยปราศจากความช่วยเหลือและแรงสนับสนุน
“แต่หากนางทำไม่สำเร็จ” พระสุรเสียงขององค์จักรพรรดิทรงกดต่ำลง “หากงานล้มเหลว หรือมีเรื่องอื้อฉาวใดๆ เกิดขึ้น...เจ้าจะต้องยุติความสัมพันธ์กับนาง และยอมรับการจัดการของพระพันปีหลวงโดยไม่มีข้อแม้ใดๆ ทั้งสิ้น”
องค์ชายหลงเทียนเงียบไปครู่หนึ่ง พระหัตถ์กำแน่น ทรงทราบดีว่านี่คือเดิมพันที่สูงที่สุดในชีวิตของพระองค์ แต่ในแววตาของพระองค์ก็ฉายประกายแห่งความหวังและความเชื่อมั่นในตัวชิวเหวิน “กระหม่อมรับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ”
ในขณะเดียวกัน ที่ตำหนักเหมันต์ของชิวเหวิน นางกำลังนั่งปักผ้าอยู่ริมหน้าต่าง ลมหนาวพัดโชยเข้ามาเบาๆ พาความเงียบเหงามาสู่จิตใจ นางรู้สึกว่าตนเองเป็นเหมือนนกน้อยที่หลงทางเข้ามาในกรงทองอันงดงาม แต่คับแคบ นางคิดถึงบ้านเกิด ความเรียบง่ายของชีวิตในหมู่บ้านม่านจันทรา คิดถึงเสียงหัวเราะของชาวบ้าน และความอบอุ่นของแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมายังเรือนไม้เล็กๆ ของนาง
“คุณหนูชิวเหวินเจ้าคะ” เสียงของเสี่ยวหลานดังขึ้นพร้อมกับการเปิดประตู เสี่ยวหลานวิ่งเข้ามาด้วยท่าทางรีบร้อน ใบหน้าซีดเผือด เต็มไปด้วยความวิตกกังวล “เกิดเรื่องใหญ่แล้วเจ้าค่ะ!”
ชิวเหวินวางเข็มและด้ายลง หันไปมองเสี่ยวหลาน “มีเรื่องอันใดหรือเสี่ยวหลาน? ใจเย็นๆ ก่อน”
“องค์ชายหลงเทียน... องค์ชายทรงประกาศความรู้สึกต่อคุณหนูต่อหน้าสาธารณชนในงานเลี้ยงเมื่อคืนนี้เจ้าค่ะ! และตอนนี้ทั่วทั้งวังหลวงก็พูดถึงเรื่องนี้กันหมดแล้ว!” เสี่ยวหลานหายใจหอบถี่ พยายามเรียบเรียงคำพูด “เหล่าขุนนางและเชื้อพระวงศ์ต่างพากันตกตะลึง บางคนก็สนับสนุนองค์ชาย แต่ส่วนใหญ่... ส่วนใหญ่ไม่พอใจอย่างยิ่งเจ้าค่ะ”
คำบอกเล่าของเสี่ยวหลานราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางใจของชิวเหวิน นางรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหมุนคว้าง ประกาศความรู้สึก? ต่อหน้าสาธารณชน? นางไม่เคยคาดคิดว่าองค์ชายจะทรงกล้าหาญถึงเพียงนี้
“แล้ว...แล้วองค์ชายทรงเป็นอย่างไรบ้าง?” ความเป็นห่วงพุ่งเข้ามาในใจของชิวเหวินเป็นอันดับแรก นางลุกขึ้นยืนด้วยความรู้สึกวูบไหว
“องค์จักรพรรดิทรงเรียกองค์ชายเข้าเฝ้าตั้งแต่เช้าตรู่เจ้าค่ะ! ข่าวลือสะพัดไปทั่วว่าองค์จักรพรรดิทรงกริ้วหนักมาก และพระพันปีหลวงกับเสนาบดีหลี่ก็ทรงไม่พอพระทัยอย่างรุนแรง พยายามกดดันให้องค์จักรพรรดิทรงลงโทษองค์ชายและ...และขับไล่คุณหนูออกไปจากวังหลวงเจ้าค่ะ!” เสี่ยวหลานแทบจะร้องไห้ออกมา
ชิวเหวินรู้สึกเย็นวาบไปทั้งร่าง แม้จะมีความรู้สึกอบอุ่นซึมซาบเข้ามาในใจเมื่อได้รู้ถึงความกล้าหาญและจริงใจขององค์ชายหลงเทียน แต่ความรู้สึกหวาดกลัวและผิดบาปก็เข้าครอบงำ นางรู้ดีว่าความรักขององค์ชายนั้นคือดาบสองคม มันอาจจะปกป้องนาง แต่อีกด้านหนึ่งมันก็อาจทำลายทุกสิ่งรอบตัวองค์ชายได้เช่นกัน
“เป็นความผิดของข้าเอง...” ชิวเหวินพึมพำ “ข้าไม่ควรเข้ามาในวังหลวงนี้ตั้งแต่แรก...”
“คุณหนูอย่าได้คิดเช่นนั้นเลยเจ้าค่ะ!” เสี่ยวหลานรีบเข้าไปจับมือของชิวเหวิน “องค์ชายทรงรักคุณหนูอย่างจริงใจ ใครๆ ก็รู้ และคุณหนูก็ไม่ได้ทำสิ่งใดผิดเลย”
“แต่เพราะข้า องค์ชายต้องเผชิญหน้ากับองค์จักรพรรดิและพระพันปีหลวง” น้ำเสียงของชิวเหวินสั่นเครือ “ข้าเพียงต้องการให้พระองค์ปลอดภัยเท่านั้น ข้าไม่ต้องการให้พระองค์ต้องมาเดือดร้อนเพราะสตรีต่ำต้อยเช่นข้า”
เสี่ยวหลานกำลังจะพูดปลอบโยน แต่ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นที่หน้าตำหนัก ประตูถูกผลักเปิดออก และร่างสูงสง่าขององค์ชายหลงเทียนก็ก้าวเข้ามาในห้อง พระองค์ทอดพระเนตรเห็นชิวเหวินที่ยืนอยู่ด้วยใบหน้าซีดเซียว และเสี่ยวหลานที่กำลังปลอบโยน ก็ทรงทราบในทันทีว่าข่าวคงไปถึงนางแล้ว
“ชิวเหวิน” องค์ชายหลงเทียนทรงเดินเข้ามาหานาง ดวงพระเนตรฉายแววอ่อนโยน ทว่าก็มีความหนักอึ้งซ่อนอยู่
ชิวเหวินถวายบังคมอย่างรวดเร็ว “ถวายพระพรองค์ชายเพคะ”
องค์ชายหลงเทียนทรงจับแขนนางเบาๆ เพื่อให้นางลุกขึ้นยืน “ไม่ต้องมากพิธีในที่ส่วนตัวเช่นนี้” พระองค์ทรงทอดพระเนตรเข้าไปในดวงตาที่เต็มไปด้วยความวิตกกังวลของนาง “เจ้าคงได้ยินเรื่องแล้วสินะ”
ชิวเหวินพยักหน้าช้าๆ “เพคะ องค์ชาย...หม่อมฉัน...หม่อมฉันขอประทานอภัยที่ทำให้พระองค์ต้องทรงเดือดร้อน”
“เจ้าไม่เคยทำให้ข้าเดือดร้อน ชิวเหวิน” องค์ชายหลงเทียนทรงจับมือของนางขึ้นมากุมไว้แน่น “ทุกสิ่งที่ข้าทำ เป็นเพราะความรู้สึกที่ข้ามีต่อเจ้า และข้าไม่เคยเสียใจแม้แต่น้อย”
“แต่พระพันปีหลวง...องค์จักรพรรดิ...” ชิวเหวินเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “พวกเขาจะไม่ยอมรับหม่อมฉัน”
องค์ชายหลงเทียนทรงถอนหายใจ “ถูกต้อง...พวกเขายังไม่ยอมรับในตอนนี้ แต่ข้าได้ขอโอกาสจากเสด็จพ่อแล้ว”
ชิวเหวินเงยหน้าขึ้นมององค์ชายด้วยความสงสัย “โอกาสอันใดเพคะ?”
องค์ชายหลงเทียนทรงเล่าถึงบทสนทนากับองค์จักรพรรดิ และเงื่อนไขที่พระองค์ทรงเสนอ ชิวเหวินฟังด้วยความตั้งใจ ดวงตาของนางเบิกกว้างขึ้นเรื่อยๆ เมื่อได้ยินถึงโครงการบูรณะตำหนักบุปผาจันทราและการจัดการเทศกาลบุปผาชาติ
“บูรณะตำหนักบุปผาจันทรา? จัดงานเทศกาลบุปผาชาติ?” ชิวเหวินทวนคำด้วยความตกตะลึง “แต่หม่อมฉันเป็นเพียงหญิงชาวบ้าน ไม่มีความรู้เรื่องการบริหารจัดการงานใหญ่เช่นนี้เลยเพคะ อีกทั้งตำหนักนั้น...หม่อมฉันเคยได้ยินว่าเป็นตำหนักเก่าแก่ที่ทรุดโทรมมาก ต้องใช้งบประมาณมหาศาล และหากทำไม่สำเร็จ...” นางหยุดคำพูดลง ใบหน้าซีดเผือด
“หากทำไม่สำเร็จ ข้าจะต้องยุติความสัมพันธ์กับเจ้า และยอมรับการตัดสินใจของพระพันปีหลวง” องค์ชายหลงเทียนทรงตรัสด้วยน้ำเสียงจริงจัง “นี่คือเดิมพันที่สูงที่สุด ชิวเหวิน”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้อง หัวใจของชิวเหวินเต้นรัว นางรับรู้ได้ถึงภาระอันหนักอึ้งที่กำลังจะตกมาอยู่บนบ่าของนาง มันไม่ใช่แค่เพียงการพิสูจน์คุณค่าของตนเอง แต่เป็นอนาคตขององค์ชายหลงเทียน อนาคตของความรักระหว่างคนทั้งสอง และอาจรวมถึงความมั่นคงของราชวงศ์ด้วย
“หม่อมฉัน...หม่อมฉันจะทำได้อย่างไรเพคะ?” นางพึมพำ “หม่อมฉันไม่เคยทำสิ่งใดใหญ่โตเช่นนี้มาก่อน”
“ข้าเชื่อในตัวเจ้า ชิวเหวิน” องค์ชายหลงเทียนทรงจับมือของนางแน่นขึ้น “ข้ารู้ว่าเจ้ามีสติปัญญาและความเมตตาที่สามารถจัดการกับเรื่องนี้ได้ และข้าจะคอยช่วยเหลือเจ้าทุกวิถีทางเท่าที่ข้าจะทำได้”
ชิวเหวินหลับตาลง พยายามรวบรวมสติ แม้จะรู้สึกกลัว แต่ในใจลึกๆ ก็มีความมุ่งมั่นบางอย่างก่อตัวขึ้น องค์ชายหลงเทียนได้เดิมพันทุกสิ่งเพื่อนางแล้ว นางจะยอมแพ้ได้อย่างไร? หากนี่คือหนทางเดียวที่จะทำให้นางสามารถยืนเคียงข้างพระองค์ได้อย่างสง่างาม นางก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมัน
“เพคะ...หม่อมฉันจะลองดู” นางตอบด้วยเสียงแผ่วเบา แต่หนักแน่น
องค์ชายหลงเทียนทรงยิ้มอย่างโล่งใจ พระองค์ทรงดึงนางเข้ามากอดเบาๆ “ข้ารู้ว่าเจ้าจะทำได้ ชิวเหวิน”
หลังจากองค์ชายหลงเทียนเสด็จกลับไป ชิวเหวินก็ยังคงนั่งนิ่งอยู่กับความคิดของตนเอง เสี่ยวหลานเข้ามาปรนนิบัติด้วยความเงียบงัน นางรู้ว่าคุณหนูของตนกำลังเผชิญกับแรงกดดันอันใหญ่หลวง
“คุณหนูจะไหวหรือเจ้าคะ?” เสี่ยวหลานถามอย่างเป็นห่วง
ชิวเหวินลืมตาขึ้น มองออกไปยังท้องฟ้ายามค่ำคืนที่ประดับด้วยดวงดาวนับพัน “ข้าไม่รู้เสี่ยวหลาน...แต่ข้าจะพยายาม”
วันรุ่งขึ้น ข่าวเรื่องบททดสอบของชิวเหวินก็แพร่สะพัดไปทั่วราชสำนักอย่างรวดเร็ว สร้างความฮือฮาและเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เหล่าขุนนางและสตรีสูงศักดิ์ต่างพากันหัวเราะเยาะในความไร้เดียงสาของหญิงชาวบ้านผู้นี้ และต่างพากันมั่นใจว่านางจะต้องล้มเหลวอย่างแน่นอน
ในขณะเดียวกัน ที่ตำหนักของพระพันปีหลวงจิงฮวา พระองค์กำลังประทับอยู่บนเก้าอี้สูงสง่า ดวงพระพักตร์เคร่งขรึม เสนาบดีหลี่และหลี่เหมยฮวากำลังยืนอยู่เบื้องพระพักตร์
“งานเทศกาลบุปผาชาติ?” พระพันปีหลวงทรงตรัสด้วยน้ำเสียงเย็นชา “และให้สตรีชาวบ้านผู้นั้นเป็นผู้ดูแลบูรณะตำหนักบุปผาจันทรา? ฮึ่ม! นี่คือการล้อเล่นกันใช่หรือไม่?”
“ฝ่าบาททรงมีพระบัญชาเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะพระพันปีหลวง” เสนาบดีหลี่ก้มศีรษะลง
“ฝ่าบาททรงอ่อนโยนเกินไป! ทรงปล่อยให้องค์รัชทายาททำตามอำเภอใจเช่นนี้ได้อย่างไร!” พระพันปีหลวงทรงตบพระหัตถ์ลงบนที่วางแขนของเก้าอี้ “แต่ก็ดี...นี่เป็นโอกาสอันดีที่จะกำจัดนางออกไปจากวังหลวงโดยไม่ต้องให้องค์รัชทายาทต้องเสียหน้ามากนัก”
หลี่เหมยฮวาฉีกยิ้มเหี้ยมเกรียม “หม่อมฉันจะทำให้แน่ใจว่านางจะต้องล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่าเพคะพระพันปีหลวง”
“ดีมาก!” พระพันปีหลวงจิงฮวาทรงตรัสด้วยแววตาเฉียบคม “นางคิดจะใช้ดอกไม้และตำหนักเก่าๆ เพื่อสร้างฐานะให้ตนเองอย่างนั้นรึ? นางจะต้องรู้ว่าในวังหลวงนี้...ดอกไม้ที่งดงามที่สุดก็อาจถูกเด็ดทิ้งได้ทุกเมื่อ”
สายตาของพระพันปีหลวงทอดมองออกไปยังท้องฟ้าที่มืดมิดเบื้องนอก บัดนี้...ตำหนักบุปผาจันทราที่เคยเป็นที่โปรดปรานของพระองค์เมื่อครั้งยังเยาว์วัย จะกลายเป็นสมรภูมิแห่งการต่อสู้ และชิวเหวิน...จะต้องเป็นผู้พ่ายแพ้
ในค่ำคืนนั้น ขณะที่ชิวเหวินกำลังนั่งอ่านตำราเกี่ยวกับการจัดสวนและการบูรณะตำหนักที่เสี่ยวหลานหามาให้ นางก็รู้สึกถึงกระแสลมเย็นยะเยือกพัดผ่านมาทางหน้าต่าง ราวกับมีใครบางคนกำลังจ้องมองจากความมืด นางเหลือบมองออกไปนอกหน้าต่าง ทว่าไม่เห็นสิ่งใด
แต่แล้ว...บนโต๊ะหินอ่อนข้างเตียงนอนของนาง ที่วางตำราเล่มโปรดของนางอยู่ก่อนหน้านี้ ก็ปรากฏดอกไม้ดอกหนึ่งขึ้นมาอย่างไม่คาดคิด มันเป็นดอกราตรีสีขาวบริสุทธิ์ ส่งกลิ่นหอมเย็นเยือกยามค่ำคืน แต่สิ่งที่ทำให้นางใจหายวาบคือ ใต้กลีบดอกไม้ มีกระดาษแผ่นเล็กๆ พับไว้อย่างบรรจง
ชิวเหวินหยิบกระดาษขึ้นมาคลี่ออก ในความมืดสลัว แสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาทำให้มองเห็นตัวอักษรที่เขียนด้วยหมึกสีดำสนิท เป็นประโยคสั้นๆ ที่บาดลึกเข้าสู่หัวใจ:
“บุปผาจะงดงามเพียงใด ก็ไม่อาจยืนต้านคมมีดที่ซ่อนอยู่ในเงามืดได้...ระวังตัวให้ดี”
ม่านบุปผาจันทรา
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก