ม่านบุปผาจันทรา

ตอนที่ 13 — เผชิญหน้าความพิโรธ

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

28 ตอน · 1,103 คำ

เสียงขององค์จักรพรรดิดังก้องไปทั่วห้องทรงพระอักษร สะท้อนความไม่พอพระทัยที่กำลังพุ่งสูงถึงขีดสุด “หลงเทียน เจ้าทำอะไรลงไป! เจ้ากล้าท้าทายพระพันปีหลวงและธรรมเนียมปฏิบัติอันเก่าแก่ของราชวงศ์เชียวหรือ!”

องค์ชายหลงเทียนคุกเข่าอยู่เบื้องพระพักตร์ ใบหน้ายังคงนิ่งสงบ ทว่าแววตาฉายชัดถึงความมุ่งมั่นมิเสื่อมคลาย “ฝ่าบาท ‌กระหม่อมมิได้มีเจตนาท้าทายสิ่งใด หากแต่ความรู้สึกที่กระหม่อมมีต่อชิวเหวินนั้นเป็นเรื่องจริง และกระหม่อมเชื่อมั่นว่านางคู่ควร”

องค์จักรพรรดิทรงถอนหายใจอย่างหนักหน่วง “คู่ควรอย่างนั้นรึ? หลงเทียน เจ้าจะมองโลกในแง่งามจนเกินไปแล้ว! การที่เจ้าประกาศความรู้สึกต่อสตรีสามัญชนเช่นนางต่อหน้าเหล่าขุนนางและเชื้อพระวงศ์ ถือเป็นการหมิ่นเกียรติราชวงศ์อย่างร้ายแรง ​เจ้าไม่เข้าใจเลยหรือว่าสิ่งที่เจ้าทำลงไปนั้น จะก่อให้เกิดความวุ่นวายในราชสำนักเพียงใด? พระพันปีหลวงทรงพระพิโรธถึงขีดสุด เสนาบดีหลี่ก็ถือโอกาสนี้สร้างความแตกแยก ขุนนางบางส่วนเริ่มตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของเจ้าในฐานะรัชทายาท! นี่คือสิ่งที่เจ้าเรียกว่า 'คู่ควร' อย่างนั้นรึ?”

องค์ชายหลงเทียนเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ‍ดวงตาจับจ้องไปที่พระพักตร์ขององค์จักรพรรดิ “ฝ่าบาท กระหม่อมเข้าใจถึงภาระอันหนักอึ้งที่ราชวงศ์ต้องแบกรับ และมิเคยคิดจะทำให้ราชวงศ์ต้องมัวหมอง หากแต่ความรักที่กระหม่อมมีต่อชิวเหวินนั้น มิใช่เพียงอารมณ์ชั่ววูบ หากเป็นความผูกพันที่เกิดขึ้นจากความเลื่อมใสในสติปัญญาและความดีงามของนาง ชิวเหวินมิใช่สตรีสามัญชนทั่วไป ‌นางมีจิตใจที่บริสุทธิ์ มีปัญญาที่เฉียบแหลม และมีความเมตตาต่อผู้คนอย่างแท้จริง”

องค์จักรพรรดิทรงลุกขึ้นจากพระเก้าอี้ ทรงก้าวเดินไปมาในห้องทรงพระอักษรอย่างหงุดหงิด “ปัญญา ความดีงาม...สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องส่วนตัว แต่สำหรับรัชทายาทแล้ว ทุกการกระทำล้วนส่งผลต่อแผ่นดิน! ‍เจ้าคิดว่าเหล่าขุนนางจะยอมรับบุตรีของบัณฑิตตกอับที่ไม่มีแม้ฐานันดรศักดิ์ให้ก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของราชวงศ์ได้อย่างไร? เจ้าคิดว่าพระพันปีหลวงจะทรงยินยอมให้ผู้ที่มาจากชนชั้นต่ำต้อยมาเหยียบย่ำประเพณีอันศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างไร? นี่มิใช่แค่เรื่องของความรักหลงเทียน แต่เป็นเรื่องของความมั่นคงของราชบัลลังก์!”

“แต่ฝ่าบาท” องค์ชายหลงเทียนยังคงยืนกราน “ราชบัลลังก์จะมั่นคงได้อย่างไร หากผู้ที่จะปกครองขาดซึ่งความเข้าใจในชีวิตของราษฎร ชิวเหวินเติบโตมาท่ามกลางสามัญชน ​นางรู้ซึ้งถึงความทุกข์ยากของผู้คน นางสามารถเป็นสะพานเชื่อมระหว่างราชวงศ์กับราษฎรให้ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น นางจะนำพาความจริงใจและมุมมองใหม่ๆ มาสู่ราชสำนักที่อาจจะจมปลักอยู่กับขนบธรรมเนียมจนละเลยความเปลี่ยนแปลง”

คำพูดขององค์ชายหลงเทียนทำให้องค์จักรพรรดิทรงชะงัก พระองค์หันกลับมามองพระโอรสด้วยแววตาที่ซับซ้อน “เจ้ากำลังตำหนิข้าและราชสำนักว่าจมปลักอยู่กับขนบธรรมเนียมอย่างนั้นรึ?”

“กระหม่อมมิได้มีเจตนาเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่กระหม่อมเชื่อว่าราชวงศ์ควรเปิดรับสิ่งใหม่ๆ เพื่อความก้าวหน้า ​ชิวเหวินมิได้ปรารถนาอำนาจ นางเพียงต้องการใช้ปัญญาและความสามารถของตนเองเพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวม หากราชวงศ์เลือกที่จะปฏิเสธผู้มีปัญญาเพียงเพราะฐานันดร กระหม่อมเกรงว่าเราจะสูญเสียสิ่งล้ำค่าไป” องค์ชายหลงเทียนกล่าวอย่างหนักแน่น

องค์จักรพรรดิทรงทรุดลงประทับบนพระเก้าอี้อีกครั้ง ทรงทอดถอนพระทัยยาวกว่าเดิม พระองค์หลับพระเนตรลงครู่หนึ่ง ภาพอดีตฉายชัดในห้วงพระดำริ... ​ครั้งหนึ่งพระองค์เองก็เคยมีความรักอันต้องห้าม แต่ท้ายที่สุดก็ต้องยอมจำนนต่อหน้าที่และธรรมเนียมปฏิบัติ พระองค์เข้าใจความรู้สึกขององค์ชายหลงเทียนดี แต่ก็ทรงรู้ดีว่ากำแพงที่ขวางกั้นนั้นสูงใหญ่เพียงใด

“หลงเทียน” องค์จักรพรรดิตรัสเสียงเบาลง “เจ้าคิดว่าหากเจ้าแต่งงานกับสตรีสามัญชนอย่างชิวเหวินแล้ว ทุกสิ่งจะราบรื่นอย่างนั้นรึ? พระพันปีหลวงและเหล่าขุนนางที่อยู่ฝั่งตรงข้ามจะยอมรับได้อย่างไร? พวกเขาจะใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างในการโจมตีเจ้าและบ่อนทำลายความชอบธรรมของเจ้าในฐานะรัชทายาท พวกเขาจะกล่าวหาว่าเจ้าเห็นแก่ความรักส่วนตัว จนละเลยหน้าที่อันยิ่งใหญ่ที่จะต้องแบกรับบัลลังก์”

“หากเป็นเช่นนั้น กระหม่อมก็พร้อมที่จะพิสูจน์พ่ะย่ะค่ะ” องค์ชายหลงเทียนกล่าว “กระหม่อมพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับทุกอุปสรรค เพื่อปกป้องชิวเหวินและพิสูจน์ว่าความรักของกระหม่อมมิได้ทำให้กระหม่อมละเลยหน้าที่ หากแต่เสริมสร้างให้กระหม่อมเข้มแข็งขึ้น”

องค์จักรพรรดิทรงเงียบไปพักใหญ่ แววตาที่จับจ้องพระโอรสเต็มไปด้วยความกังวลและความหวังปะปนกัน พระองค์เห็นถึงไฟแห่งความมุ่งมั่นในดวงตาของหลงเทียน ไม่ต่างจากพระองค์ในวัยหนุ่ม แต่ประสบการณ์สอนให้พระองค์รู้ว่าความมุ่งมั่นเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอในโลกของการเมืองและอำนาจ

“เจ้ากล่าวว่าชิวเหวินคู่ควร... เจ้ากล่าวว่านางมีปัญญาและคุณธรรม” องค์จักรพรรดิตรัสขึ้นในที่สุด “เช่นนั้น นางก็ต้องพิสูจน์ให้ทุกคนเห็น มิใช่เพียงแต่เจ้าที่เชื่อมั่นในตัวนาง”

องค์ชายหลงเทียนเงยหน้าขึ้นมองพระพักตร์ขององค์จักรพรรดิด้วยความหวัง “หมายความว่า...”

“ข้ามิอาจขัดพระพันปีหลวงได้โดยตรง หากแต่ก็มิอยากเห็นเจ้าต้องทิ้งความรักอันบริสุทธิ์ไปเช่นกัน” องค์จักรพรรดิทรงลุกขึ้นยืน ทอดพระเนตรออกไปนอกหน้าต่างที่มองเห็นท้องฟ้าสีคราม “ราชบัลลังก์ต้องการรัชทายาทที่เข้มแข็งและมีปัญญา แต่ก็ต้องการผู้ที่เข้าใจหัวใจของราษฎรด้วยเช่นกัน หากชิวเหวินสามารถพิสูจน์คุณค่าของนางได้จริง... หากนางสามารถเอาชนะใจราชสำนักและราษฎรได้อย่างแท้จริง โดยที่มิได้ใช้ฐานันดรของเจ้าเป็นเครื่องนำทาง...”

องค์จักรพรรดิทรงหันกลับมามององค์ชายหลงเทียนด้วยแววตาที่ลึกซึ้ง “เช่นนั้น ข้าก็จะพิจารณาเรื่องนี้อย่างจริงจัง”

ขณะเดียวกันนั้น ณ จวนรับรองภายในเขตพระราชวัง ชิวเหวินนั่งอยู่ริมหน้าต่าง มองดูผืนฟ้ายามบ่ายที่เริ่มคล้อยต่ำลง ในใจเต็มไปด้วยความสับสนและหนักอึ้ง นับตั้งแต่เหตุการณ์ในงานเลี้ยงเมื่อคืนก่อน ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวนางก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง สายตาของผู้คนในวังที่มองนางมีทั้งความสงสัย ความอิจฉา และความประณามหยามเหยียด นางได้ยินเสียงกระซิบกระซาบถึงเรื่องความเหมาะสมและฐานันดรที่ไม่คู่ควรของนาง เสียงเหล่านั้นราวกับคมมีดที่กรีดแทงหัวใจนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า

นางหยิบตำราเก่าที่บิดาสอนให้นางอ่านขึ้นมาพยายามทำใจให้สงบ แต่ตัวอักษรเหล่านั้นกลับเลือนรางไปจากความรู้สึก นางนึกถึงภาพองค์ชายหลงเทียนที่ยืนหยัดประกาศความรู้สึกต่อหน้าราชสำนัก ภาพนั้นยังคงติดตาตรึงใจ ช่างกล้าหาญและงดงามเหลือเกิน ความรักของเขาช่างยิ่งใหญ่จนนางรู้สึกผิดบาปที่ตนเองเป็นเพียงบุตรีของบัณฑิตตกอับ ไม่คู่ควรกับความเสียสละของเขาเลยแม้แต่น้อย

“ท่านชิวเหวินเจ้าคะ” เสียงของสาวใช้คนหนึ่งดังขึ้นเบาๆ พร้อมกับการเคาะประตูเบาๆ “มีราชโองการจากฝ่าบาทให้ท่านเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”

หัวใจของชิวเหวินพลันเต้นระรัว นางกำตำราในมือแน่น หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามรวบรวมสติที่กระจัดกระจาย “ได้... ข้าจะไปเดี๋ยวนี้”

นางเดินตามสาวใช้ไปตามทางเดินอันวกวนของพระราชวัง พยายามทำตัวให้สงบเสงี่ยมที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในใจภาวนาขอให้องค์ชายหลงเทียนปลอดภัย ขอให้เขาไม่ได้รับโทษทัณฑ์ใดๆ จากการกระทำที่กล้าหาญของเขา

เมื่อมาถึงห้องโถงใหญ่ที่ประทับขององค์จักรพรรดิ นางเห็นองค์ชายหลงเทียนยืนอยู่ข้างๆ พระองค์ แววตาขององค์ชายยังคงเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น แต่ก็มีความกังวลฉายซ่อนอยู่

“ชิวเหวิน ถวายบังคมฝ่าบาทเพคะ” ชิวเหวินคุกเข่าลง ถวายความเคารพอย่างนอบน้อม หัวใจของนางเต้นถี่รัวราวกับกลองศึก

องค์จักรพรรดิทรงทอดพระเนตรมองนางอย่างพินิจพิจารณา ใบหน้าของพระองค์เรียบเฉยจนยากจะคาดเดาความรู้สึก “ชิวเหวิน เจ้าเชื่อมั่นในตนเองเช่นเดียวกับที่หลงเทียนเชื่อมั่นในตัวเจ้าหรือไม่?”

ชิวเหวินเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย สบตากับองค์จักรพรรดิ “หม่อมฉัน... หม่อมฉันเชื่อมั่นในความดีงามที่บิดาได้สั่งสอน และปัญญาที่หม่อมฉันได้เพียรศึกษามาเพคะ”

“ดี” องค์จักรพรรดิตรัส “เช่นนั้น เจ้าก็จงพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าสิ่งที่เจ้ากล่าวมานั้นเป็นความจริง”

พระองค์ทรงหันไปหาขันทีคนสนิทที่ยืนอยู่ด้านข้าง “จงประกาศราชโองการ”

ขันทีรับคำ สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะคลี่ม้วนราชโองการออกอ่านด้วยเสียงอันดังและชัดเจน กังวานไปทั่วห้องโถง

“ด้วยเหตุที่ราชสำนักได้เกิดความโกลาหลจากการประกาศความรู้สึกขององค์ชายรัชทายาทหลงเทียนต่อสตรีสามัญชนนามว่าชิวเหวิน และเพื่อธำรงไว้ซึ่งเกียรติของราชวงศ์และธรรมเนียมปฏิบัติอันเก่าแก่ รวมถึงการให้โอกาสสตรีผู้นี้ได้พิสูจน์คุณค่าของตนเองต่อหน้าแผ่นดิน องค์จักรพรรดิจึงมีพระราชโองการให้ชิวเหวิน... ”

เสียงของขันทีหยุดไปชั่วครู่ ราวกับจะเพิ่มความตึงเครียดให้กับบรรยากาศในห้อง ชิวเหวินรู้สึกเหมือนลมหายใจของตนเองติดขัด องค์ชายหลงเทียนกำหมัดแน่นข้างลำตัว สายตาก็จับจ้องไปยังขันทีอย่างไม่วางตา

“...เข้ามารับผิดชอบการฟื้นฟู ‘สวนบุปผาสวรรค์’ ที่ถูกทิ้งร้างมานานนับสิบปี ให้กลับมางดงามดั่งเดิม และต้องให้ผลิดอกบุปผา ‘ม่านจันทรา’ ซึ่งเป็นบุปผาในตำนานที่เชื่อกันว่าได้สูญหายไปแล้ว ให้กลับมาเบ่งบานในวันเพ็ญเดือนสิบสองที่จะถึงนี้ โดยมีเวลาเพียงสามเดือนเท่านั้น หากมิสำเร็จ... ราชวงศ์จะถือว่านางมิได้คู่ควรกับองค์ชายรัชทายาทหลงเทียน และความสัมพันธ์ของทั้งสองจะต้องสิ้นสุดลงแต่เพียงเท่านี้!”

หน้านิยาย
หน้านิยาย
ม่านบุปผาจันทรา

ม่านบุปผาจันทรา

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!