เสียงถอนหายใจขององค์จักรพรรดิหนักหน่วงจนวังวนในห้องทรงพระอักษรดูคล้ายจะหยุดนิ่งไปชั่วขณะ พระองค์ทอดพระเนตรมององค์ชายหลงเทียนที่ยังคงคุกเข่าอย่างสงบนิ่ง แต่แววตาที่ส่องประกายมุ่งมั่นนั้นมิได้ลดน้อยลงไปเลยแม้แต่น้อย
“คู่ควรอย่างนั้นรึ?” พระสุรเสียงขององค์จักรพรรดิค่อยๆ เบาลง แต่กลับแฝงด้วยความไม่พอพระทัยที่ลึกล้ำยิ่งกว่าเดิม “เจ้าเคยเข้าใจหรือไม่หลงเทียน ว่าคำว่า ‘คู่ควร’ ในราชสำนักแห่งนี้มันมิใช่เพียงความดีงามส่วนบุคคล หรือสติปัญญาที่เจ้าชื่นชม บัลลังก์แห่งนี้ตั้งอยู่บนรากฐานของประเพณีที่หยั่งรากลึก บรรพบุรุษนับพันปีได้สร้างกฎเกณฑ์เหล่านี้ขึ้นมาเพื่อดำรงความมั่นคงของแผ่นดิน”
“กระหม่อมเข้าใจพ่ะย่ะค่ะ” องค์ชายหลงเทียนตอบอย่างหนักแน่น “แต่การยึดติดกับสิ่งที่เก่าแก่จนเกินไป อาจเป็นบ่วงรัดคอความเจริญพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาททรงเคยตรัสไว้มิใช่หรือว่า ‘น้ำที่นิ่งย่อมเน่าเสีย’ กระหม่อมเชื่อว่าราชวงศ์ของเราสามารถรับสิ่งใหม่ๆ เข้ามาได้ หากสิ่งนั้นเป็นประโยชน์ต่อแผ่นดินและราษฎร”
“ประโยชน์อันใดที่แม่นางชิวเหวินจะนำมาสู่ราชสำนักได้?” องค์จักรพรรดิทรงย้อนถาม สีพระพักตร์เคร่งขรึมขึ้น “นางเป็นเพียงบุตรีของบัณฑิตตกอับจากชนบท นางมิได้มีฐานะทางสังคม มิได้มีตระกูลที่เกื้อหนุน มิได้มีความรู้เรื่องการเมืองการปกครอง ความสามารถของนางที่เจ้ากล่าวถึงนั้นเล่า จะช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างแคว้น หรือความอดอยากของไพร่ฟ้าได้อย่างไร?”
“สติปัญญาที่แท้จริงมิได้ขึ้นอยู่กับชาติตระกูลพ่ะย่ะค่ะ” องค์ชายหลงเทียนเงยหน้าขึ้น ดวงตาประสานกับพระเนตรขององค์จักรพรรดิอย่างไม่เกรงกลัว “ความเข้าใจในชีวิตสามัญชน ความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ และความเฉลียวฉลาดในการแก้ปัญหาด้วยใจที่บริสุทธิ์ สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่ราชสำนักควรจะมี นางชิวเหวินมีความเข้าใจในชีวิตราษฎรอย่างลึกซึ้ง นางมองเห็นปัญหาที่ซ่อนอยู่ใต้พรมอันหรูหราของวังหลวง นางจะช่วยให้กระหม่อมเป็นโอรสสวรรค์ที่เข้าถึงจิตใจของราษฎรได้อย่างแท้จริง มิใช่เพียงแค่ปกครองด้วยกฎหมายอันเคร่งครัด”
องค์จักรพรรดิทรงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง พระหัตถ์ที่วางอยู่บนโต๊ะทรงพระอักษรกำแน่นคลายออก ดวงพระเนตรฉายแววครุ่นคิดลึกซึ้ง “เจ้ารู้หรือไม่ว่าเพียงแค่คำพูดของเจ้าในวันนี้ หากหลุดรอดไปถึงพระกรรณของพระพันปีหลวง ผลจะเป็นเช่นไร”
พระสุรเสียงขององค์จักรพรรดิอ่อนลงเล็กน้อย ทว่ากลับเต็มไปด้วยความห่วงใยและอันตรายที่มองไม่เห็น องค์ชายหลงเทียนย่อมรู้ดีว่าพระพันปีหลวงนั้นมิใช่สตรีที่อ่อนโยน พระนางเป็นผู้กุมอำนาจเบื้องหลังราชสำนักมานานหลายทศวรรษ อิทธิพลของพระนางแผ่ขยายไปทั่วทุกหย่อมหญ้า แม้แต่ราชโองการขององค์จักรพรรดิเองบางครั้งก็ยังต้องอยู่ภายใต้การพิจารณาของพระนาง
“กระหม่อมทราบดีพ่ะย่ะค่ะ” องค์ชายหลงเทียนตอบ “แต่หากกระหม่อมมิอาจปกป้องคนที่กระหม่อมรัก มิอาจยืนหยัดเพื่อความถูกต้องในสิ่งที่กระหม่อมเชื่อมั่น แล้วกระหม่อมจะเป็นผู้ปกครองแผ่นดินได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ”
“ความรักกับหน้าที่มักจะเป็นสองสิ่งที่เดินสวนทางกันเสมอหลงเทียน” องค์จักรพรรดิทรงลุกขึ้นจากบัลลังก์ เสด็จมายืนเบื้องหน้าองค์ชาย “เจ้าคิดว่าพ่อไม่เคยเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้มาก่อนหรือ? เจ้าคิดว่าการเป็นจักรพรรดินั้นง่ายดายเพียงแค่ทำตามหัวใจตนเองหรือ?” พระองค์ทรงถอนหายใจอีกครั้ง “ตำแหน่งนี้มันแบกรับชีวิตคนทั้งแผ่นดินไว้บนบ่า มันมิใช่เพียงแค่ความสุขส่วนตัวของคนเพียงสองคน”
“กระหม่อมมิได้หวังเพียงความสุขส่วนตัวพ่ะย่ะค่ะ” องค์ชายหลงเทียนกล่าว “หากแต่เชื่อว่าการมีผู้ที่เข้าใจและสนับสนุนอยู่เคียงข้าง จะทำให้กระหม่อมเข้มแข็งและสามารถปกครองแผ่นดินได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นพ่ะย่ะค่ะ”
องค์จักรพรรดิทรงก้าวเดินไปรอบห้องทรงพระอักษร ฉายพระพักตร์ครุ่นคิดหนัก พระองค์ทรงรู้ดีว่าพระโอรสของพระองค์มิได้เป็นเพียงผู้ชายที่ลุ่มหลงในสตรี แต่เป็นผู้ที่มีวิสัยทัศน์และหัวใจที่มุ่งมั่น การจะหักหาญน้ำใจของหลงเทียนโดยสิ้นเชิงอาจนำมาซึ่งผลเสียที่ร้ายแรงกว่า
“เช่นนั้น...หากเจ้าเชื่อมั่นในตัวนางชิวเหวินมากถึงเพียงนี้” องค์จักรพรรดิทรงหยุดยืนตรงหน้าต่าง ดวงเนตรทอดมองออกไปยังสวนที่เต็มไปด้วยดอกเหมยที่กำลังผลิบาน “ก็จงให้นางพิสูจน์ตนเอง”
องค์ชายหลงเทียนเงยหน้าขึ้นทันที แววตาเต็มไปด้วยความหวัง “พิสูจน์ตนเองอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ”
“ในอีกสามเดือนข้างหน้า จะมีการจัดงานฉลองครบรอบการสถาปนาราชวงศ์เชียวนับร้อยปี” องค์จักรพรรดิรับสั่ง “ในช่วงเวลานั้นจะมีแขกบ้านแขกเมือง ขุนนางน้อยใหญ่ และบุคคลสำคัญจากทั่วสารทิศมารวมตัวกันที่เมืองหลวง รวมถึงพระพันปีหลวงที่จะเสด็จมาประทับที่ตำหนักประทับในเมืองหลวงด้วย” พระองค์ทรงหันกลับมาทอดพระเนตรองค์ชายหลงเทียน “พ่อจะให้นางชิวเหวินเข้ามาอยู่ในวังในช่วงเวลานั้น ให้นางเข้ามาเรียนรู้ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรมของราชสำนัก และให้นางได้แสดงปัญญา ความรู้ความสามารถที่เจ้ากล่าวอ้างออกมาต่อหน้าสาธารณชน”
องค์ชายหลงเทียนแทบไม่เชื่อหูตนเอง นี่เป็นโอกาสที่เขาไม่กล้าคาดฝันถึง! “ฝ่าบาท…นี่หมายความว่า…”
“ใช่” องค์จักรพรรดิรับสั่งเสียงเรียบ “หากนางสามารถพิสูจน์ตนเองได้ว่ามีความสามารถคู่ควรกับตำแหน่งที่สูงส่ง มิได้เป็นเพียงสตรีงามที่ครอบงำหัวใจเจ้า และสามารถเอาชนะใจของพระพันปีหลวงได้...พิจารณาสถานการณ์ในตอนนั้นอีกครั้ง แต่หากนางทำมิได้…เจ้าก็จงตัดใจเสีย แล้วทำหน้าที่ขององค์รัชทายาทอย่างที่ควรจะเป็น”
พระสุรเสียงขององค์จักรพรรดิเต็มไปด้วยอำนาจและข้อแม้ที่หนักอึ้ง แม้จะเป็นโอกาส แต่ก็เป็นโอกาสที่มาพร้อมกับความกดดันมหาศาล และอาจนำมาซึ่งความอับอายขายหน้า หากชิวเหวินไม่สามารถทำได้ตามที่คาดหวัง
“กระหม่อมขอรับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ!” องค์ชายหลงเทียนกราบลงด้วยความตื้นตันและหวังอย่างเต็มเปี่ยม เขารู้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่ก็เป็นหนทางเดียวที่เขาจะปกป้องความรักและพิสูจน์คุณค่าของชิวเหวิน
ในขณะเดียวกัน ณ เรือนพักหลังเล็กที่เงียบสงบในหมู่บ้านอันห่างไกล ชิวเหวินกำลังนั่งอ่านตำราสมุนไพรโบราณอยู่ริมหน้าต่าง แสงแดดยามบ่ายสาดส่องเข้ามาอาบไล้ใบหน้าของนางให้ดูงดงามอ่อนโยน แม้จะผ่านเรื่องราวมากมาย แต่นางก็ยังคงใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย สงบ และเป็นประโยชน์ต่อผู้คนรอบข้าง นางยังคงช่วยเหลือชาวบ้านด้วยความรู้และสติปัญญาของนาง
ความคิดถึงองค์ชายหลงเทียนมักจะแวะเวียนเข้ามาในห้วงคำนึงของนางเสมอ ภาพรอยยิ้มอบอุ่น ดวงตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น และคำสัญญาที่ให้ไว้ยังคงชัดเจนในความทรงจำ แม้นางจะกังวลกับสถานะที่แตกต่างกัน แต่ความเชื่อมั่นในตัวองค์ชายทำให้หัวใจนางยังคงเปี่ยมด้วยความหวัง
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าที่เร่งร้อนก็ดังขึ้นหน้าประตู ทำให้ชิวเหวินเงยหน้าขึ้น ชุนหลาน สาวใช้คนสนิทที่เพิ่งไปตลาดมา ใบหน้าซีดเผือด วิ่งเข้ามาในห้องด้วยท่าทีตื่นตระหนก
“คุณหนูเจ้าคะ! แย่แล้วเจ้าค่ะ!” ชุนหลานหอบหายใจอย่างหนัก
ชิวเหวินวางตำราลงอย่างใจเย็น “เกิดอะไรขึ้นชุนหลาน เจ้าดูตื่นตกใจนัก”
“มี…มีราชรถเจ้าค่ะคุณหนู! ราชรถของสำนักในหลวง!” ชุนหลานกล่าวเสียงสั่น “มาจอดอยู่หน้าเรือนของเราแล้วเจ้าค่ะ! มีทหารหลวงเต็มไปหมดเลย!”
หัวใจของชิวเหวินเต้นรัวขึ้นมาทันที นางลุกขึ้นยืนช้าๆ ความสงบที่เคยมีเริ่มถูกแทนที่ด้วยความประหวั่นพรั่นพรึง นางรู้ดีว่าการมาของราชรถและทหารหลวงเช่นนี้ ย่อมมิใช่เรื่องเล็กน้อย และมันจะต้องเกี่ยวข้องกับองค์ชายหลงเทียนเป็นแน่
ยังไม่ทันที่ชิวเหวินจะได้เอ่ยถามสิ่งใด เสียงเข้มแข็งของผู้ที่มาเยือนก็ดังขึ้นหน้าประตูเรือน
“แม่นางชิวเหวิน บุตรีของท่านบัณฑิตซู ชิวเหวิน อยู่ที่นี่หรือไม่!”
ชิวเหวินเดินออกไปที่ประตูช้าๆ พร้อมกับชุนหลานที่เกาะแขนนางแน่น ดวงตากลมโตของนางมองไปยังกลุ่มทหารองครักษ์ที่ยืนเรียงราย พร้อมกับบุรุษสูงวัยในชุดขุนนางชั้นสูงผู้หนึ่งยืนอยู่เบื้องหน้า
บุรุษผู้นั้นก้าวเข้ามาใกล้เล็กน้อย ใบหน้าเคร่งขรึมและแววตาประเมินค่าจับจ้องมาที่นาง
“คารวะท่านแม่นาง” ขุนนางผู้นั้นโค้งคำนับเล็กน้อย ทว่าน้ำเสียงกลับเต็มไปด้วยความถือดี “ข้าคือท่านเสนาบดีหลี่ ผู้รับผิดชอบงานในสำนักในหลวง ข้ามาในวันนี้พร้อมราชโองการจากองค์จักรพรรดิ”
ชิวเหวินก้มหน้าลงเล็กน้อย “คารวะท่านเสนาบดี”
ท่านเสนาบดีหลี่ไม่รอช้า คลี่ม้วนกระดาษราชโองการที่เตรียมมาออก เสียงของเขากังวานและทรงอำนาจเมื่ออ่านถ้อยคำศักดิ์สิทธิ์ที่ประทับตราพระราชลัญจกร
“ด้วยพระบัญชาจากองค์จักรพรรดิแห่งแคว้นเชียว ขอให้ซู ชิวเหวิน บุตรีของซู เหวินจง ได้เดินทางเข้าสู่เมืองหลวงและพำนักอยู่ในตำหนักรับรองของราชสำนัก เป็นระยะเวลาสามเดือน เพื่อเข้ารับการอบรมและแสดงความสามารถ ในฐานะผู้ได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมพิธีฉลองครบรอบการสถาปนาราชวงศ์เชียว เพื่อพิสูจน์คุณค่าอันคู่ควรต่อการเป็นที่ยอมรับจากราชสำนักและประชาราษฎร์ หากสำเร็จ จักได้รับพิจารณาถึงความสัมพันธ์อันดีงามกับองค์ชายหลงเทียน แต่หากล้มเหลว จะต้องถอนตัวจากความสัมพันธ์นี้และกลับสู่หมู่บ้านโดยมิมีข้อแม้ บัดนี้ จงเตรียมตัวเดินทางสู่เมืองหลวงภายในสามวัน”
สิ้นสุดเสียงราชโองการ ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วบริเวณ ชิวเหวินยืนนิ่งราวกับถูกสาป ถ้อยคำสุดท้ายของราชโองการนั้นดังก้องอยู่ในหัวใจของนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า ‘พิสูจน์คุณค่าอันคู่ควร’ ‘ถอนตัวจากความสัมพันธ์’
นางมิได้รู้สึกตื่นเต้นกับโอกาสที่จะได้เข้าสู่เมืองหลวง หรือแม้แต่การได้พำนักในตำหนักของราชสำนัก สิ่งที่รบกวนจิตใจนางมากที่สุดคือความหมายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังคำเหล่านั้น นี่มิใช่เพียงการเชิญชวนให้เข้าร่วมพิธี แต่เป็นการทดสอบครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตของนาง การทดสอบที่จะตัดสินชะตาความรักของนางกับองค์ชายหลงเทียน และอาจรวมถึงชะตาชีวิตของนางเอง
ท่านเสนาบดีหลี่พับราชโองการเก็บ ใบหน้าเรียบเฉย แต่แววตาเต็มไปด้วยการจับผิด “หวังว่าแม่นางชิวเหวินจะเข้าใจในความสำคัญของราชโองการนี้ และจะไม่ทำให้ราชสำนักต้องผิดหวัง”
ชิวเหวินเงยหน้าขึ้นมองท่านเสนาบดีหลี่ ดวงตาฉายแววหลากหลายอารมณ์ ทั้งความประหลาดใจ ความกังวล และความมุ่งมั่นที่เริ่มก่อตัวขึ้นช้าๆ นางรู้ดีว่าหนทางข้างหน้าเต็มไปด้วยขวากหนามและอันตราย แต่เพื่อองค์ชายหลงเทียน เพื่อความรักที่พวกเขามีให้กัน นางจะไม่มีวันยอมแพ้
แต่แล้ว เสียงที่ดังขึ้นจากด้านหลังของทหารองครักษ์กลุ่มใหญ่ก็ทำให้นางและทุกคนต้องหันไปมอง
ร่างสูงสง่าในชุดขุนนางชั้นสูงอีกท่านหนึ่ง ก้าวเดินเข้ามาอย่างช้าๆ ใบหน้าคมคาย ทว่าแววตาแข็งกระด้างราวกับน้ำแข็ง
“ท่านเสนาบดีหลี่ ดูเหมือนท่านจะมาเร็วกว่าที่ข้าคิด” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น แฝงด้วยอำนาจที่ไม่อาจปฏิเสธได้
ท่านเสนาบดีหลี่หันไปโค้งคำนับเล็กน้อย “คารวะท่านแม่ทัพใหญ่หลี่ซิน”
แม่ทัพหลี่ซิน มิใช่ใครอื่น แต่เป็นพี่ชายแท้ๆ ของสนมหลี่ฮวา ผู้ที่หวังจะให้บุตรีของตนได้อภิเษกกับองค์ชายหลงเทียน และเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังการสนับสนุนของพระพันปีหลวง
ดวงตาของแม่ทัพหลี่ซินกวาดมองมาที่ชิวเหวินอย่างเหยียดหยาม ก่อนจะหันไปทางเสนาบดีหลี่
“ราชโองการนี้เป็นพระประสงค์ขององค์จักรพรรดิก็จริง” แม่ทัพหลี่ซินกล่าวเสียงเยือกเย็น “แต่กระหม่อมได้รับมอบหมายจากพระพันปีหลวง ให้เป็นผู้ดูแลการเตรียมความพร้อมของแม่นางชิวเหวิน ให้เหมาะสมกับศักดิ์ศรีของราชสำนัก” เขายื่นมือออกไปรับราชโองการจากเสนาบดีหลี่ที่ถูกพับเก็บแล้ว “และกระหม่อมจะดูแลเองในทุกขั้นตอน”
แววตาของแม่ทัพหลี่ซินกลับมาจับจ้องที่ชิวเหวินอีกครั้ง รอยยิ้มเย็นชาปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขา
“แม่นางซู ชิวเหวิน” เขาเอ่ยชื่อนางเนิบนาบ ราวกับกำลังลิ้มรสคำเหล่านั้น “หวังว่าเจ้าจะเตรียมใจมาให้ดี เพราะชีวิตในวังหลวงนั้น มิได้งดงามดั่งความฝันของสตรีบ้านนอกอย่างเจ้า…”
คำพูดของแม่ทัพหลี่ซินราวกับฟ้าผ่ากลางใจ ชิวเหวินรู้สึกได้ถึงแรงกดดันที่ถาโถมเข้ามาอย่างมหาศาล นี่ไม่ใช่เพียงการทดสอบจากองค์จักรพรรดิ แต่ยังเป็นการถูกจับจ้องจากอำนาจมืดเบื้องหลังราชสำนัก ผู้ที่ไม่ต้องการให้นางยืนอยู่เคียงข้างองค์ชายหลงเทียน ความหมายของคำว่า "ดูแล" จากแม่ทัพหลี่ซินนั้น ย่อมมิใช่การช่วยเหลืออย่างแน่นอน
ชีวิตในวังที่เปรียบเสมือนกรงทอง พร้อมกับสายตาอันชั่วร้ายที่จ้องจะทำลาย เริ่มต้นขึ้นแล้ว...
ม่านบุปผาจันทรา
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก