เสียงถอนหายใจขององค์จักรพรรดิหนักหน่วงจนวังวนในห้องทรงพระอักษรดูคล้ายจะหยุดนิ่งไปชั่วขณะ พระองค์ทอดพระเนตรมององค์ชายหลงเทียนที่ยังคงคุกเข่าอย่างสงบนิ่ง แต่แววตาที่ส่องประกายมุ่งมั่นนั้นมิได้ลดน้อยลงไปเลยแม้แต่น้อย
“คู่ควรอย่างนั้นรึ?” พระสุรเสียงขององค์จักรพรรดิค่อยๆ เบาลง แต่กลับแฝงด้วยความไม่พอพระทัยที่ลึกล้ำยิ่งกว่าเดิม “เจ้าเคยเข้าใจหรือไม่หลงเทียน ว่าคำว่า ‘คู่ควร’ ในราชสำนักแห่งนี้มันมิใช่เพียงความดีงามส่วนบุคคล หรือสติปัญญาที่เจ้าชื่นชม บัลลังก์แห่งนี้ตั้งอยู่บนรากฐานของประเพณีที่หยั่งรากฝังลึกมานับร้อยปี นานกว่าอายุของพวกเราทุกคนรวมกันเสียอีก”
องค์จักรพรรดิทรงลุกขึ้นจากพระแท่น บังพระองค์ด้วยเงาร่างสูงใหญ่ ก้าวช้าๆ ไปหยุดอยู่ริมหน้าต่างบานใหญ่ที่มองออกไปเห็นสวนหลวงอันเขียวขจี แต่พระเนตรของพระองค์มิได้จับจ้องที่ความงามนั้น หากแต่ทอดไกลออกไปราวกับกำลังมองเห็นอนาคตที่กำลังถูกสั่นคลอน
“ประเพณีเหล่านี้มิได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อข่มเหงผู้ใด หากแต่เพื่อค้ำจุนความมั่นคงของแผ่นดิน เพื่อรักษาสมดุลของอำนาจที่เปราะบางยิ่งนัก ราชวงศ์เชี่ยวเหวินของเรายืนหยัดมาได้ถึงวันนี้ก็ด้วยการยึดมั่นในสิ่งเหล่านี้” พระองค์ทรงหันกลับมาประจันหน้ากับองค์ชายหลงเทียนอีกครั้ง พระพักตร์เคร่งขรึมเต็มไปด้วยความทุกข์ระทมที่มิอาจเปิดเผยได้ง่ายๆ
“เจ้าคิดว่าบัลลังก์นี้คือสิ่งใดหลงเทียน? คือเพียงที่นั่งอันโอ่อ่าที่รอให้ใครก็ได้ขึ้นไปประทับอย่างนั้นหรือ? หามิได้! บัลลังก์นี้คือพันธะ สัญญาที่ทำไว้กับบรรพบุรุษ สัญญาที่ทำไว้กับขุนนางน้อยใหญ่ สัญญาที่ทำไว้กับประชาชนทุกคนในใต้หล้า! ทุกการตัดสินใจ ทุกการกระทำ ล้วนส่งผลสะเทือนไปทั่วสารทิศ”
องค์ชายหลงเทียนเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรพระบิดาอย่างไม่เกรงกลัว “กระหม่อมเข้าใจในความสำคัญของบัลลังก์และหน้าที่ของพระองค์พ่ะย่ะค่ะ แต่กระหม่อมก็เชื่อมั่นว่าความดีงามที่แท้จริง สติปัญญาที่ใสสะอาด และหัวใจที่เปี่ยมด้วยเมตตา ย่อมเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งกว่าสิ่งใด สิ่งเหล่านี้ต่างหากเล่าที่จะนำพาแผ่นดินไปสู่ความรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน มิใช่เพียงชาติกำเนิดหรือสายเลือดที่ถูกเลือกโดยโชคชะตา”
พระสุรเสียงขององค์ชายหลงเทียนหนักแน่นและเปี่ยมด้วยศรัทธาในสิ่งที่ตนเองเชื่อมั่น มันมิใช่เพียงความรักหนุ่มสาวที่ผลักดัน หากแต่เป็นวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลกว่านั้น เขาเห็นคุณค่าในตัวชิวเหวินที่เหนือกว่าฐานันดรศักดิ์ใดๆ และเชื่อว่านางจะเป็นมิ่งขวัญของแผ่นดิน เป็นพลังที่บริสุทธิ์ซึ่งจะนำพาสิ่งดีงามมาสู่ราชวงศ์
“วิสัยทัศน์อันไร้เดียงสา!” องค์จักรพรรดิทรงตวาด เสียงสะท้อนความผิดหวัง “เจ้าคิดว่าเจ้ากำลังอยู่ในโลกแห่งเทพนิยายกระนั้นหรือ? ความดีงามที่ว่านั้นมันจะไปต่อกรกับขุนนางผู้ทรงอิทธิพลที่จ้องจะฉวยโอกาสได้อย่างไร? มันจะไปปกป้องราชบัลลังก์จากแผนการร้ายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังรอยยิ้มจอมปลอมได้อย่างไร? และที่สำคัญที่สุด...มันจะไปสยบพระพันปีหลวงผู้ทรงอิทธิพลเหนือทุกสิ่งได้อย่างไร!”
เมื่อเอ่ยถึงพระพันปีหลวง พระสุรเสียงขององค์จักรพรรดิก็แปรเปลี่ยนเป็นความหนักใจอย่างเห็นได้ชัด พระองค์ทรงกลับไปประทับที่พระแท่นอีกครั้ง ทรงทอดถอนพระทัยอย่างเหนื่อยอ่อน
“เจ้าจำได้หรือไม่ว่าราชวงศ์ของเราต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ใหญ่หลวงเมื่อครั้งที่อดีตองค์จักรพรรดิ ทรงตัดสินพระทัยแหวกธรรมเนียมปฏิบัติโดยรับสตรีสามัญชนที่ไม่มีเชื้อสายสูงส่งเข้าเป็นพระสนม? เหตุการณ์ครั้งนั้นเกือบนำไปสู่การก่อกบฏของเหล่าขุนนางหัวเก่าที่ยึดมั่นในขนบธรรมเนียม ประวัติศาสตร์ย่อมซ้ำรอยหากเรามิได้เรียนรู้จากมัน”
องค์จักรพรรดิทรงเอนพระวรกายพิงพนักบัลลังก์ พระเนตรหลุบต่ำลงราวกับกำลังรำลึกถึงความเจ็บปวดในอดีต
“พระพันปีหลวงทรงเป็นผู้หนึ่งที่ต่อสู้ปกป้องราชวงศ์จากวิกฤตครั้งนั้นมาโดยตลอด แม้นางจะทรงยึดมั่นในธรรมเนียมประเพณีอย่างเคร่งครัด แต่ก็เป็นเพราะความรักและความภักดีต่อราชบัลลังก์อย่างสุดหัวใจ พระองค์เคยตรัสกับข้าว่า ‘สายเลือดแห่งราชวงศ์เท่านั้นที่จะค้ำจุนอำนาจให้มั่นคง’ และทรงย้ำเสมอว่า ‘บัลลังก์มิอาจยอมให้ใครมาหยามเกียรติด้วยการนำสตรีไร้ชาติตระกูลขึ้นมาประทับเคียงข้างบุตรชายของข้าได้’ คำกล่าวของพระนางยังคงดังก้องอยู่ในใจข้าตราบจนทุกวันนี้”
องค์ชายหลงเทียนนิ่งฟังด้วยความเคารพ เขาเข้าใจในสถานะของพระบิดาที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากทุกทิศทุกทาง โดยเฉพาะจากพระพันปีหลวงผู้ซึ่งเป็นประดุจเสาหลักแห่งธรรมเนียมในราชสำนัก แต่เขาก็ไม่อาจยอมจำนนต่อความคิดที่ว่าความรักและความดีงามของชิวเหวินเป็นเพียงสิ่งไร้ค่าในโลกของราชสำนัก
“กระหม่อมมิได้ต้องการนำพาราชวงศ์ไปสู่ความหายนะพ่ะย่ะค่ะ” องค์ชายหลงเทียนกล่าวเสียงเรียบ แต่แฝงด้วยความเด็ดเดี่ยว “หากแต่กระหม่อมเชื่อว่าถึงเวลาแล้วที่เราควรจะมองข้ามเปลือกนอกและให้คุณค่ากับจิตใจที่แท้จริงของมนุษย์ ชิวเหวินมิได้ปรารถนาอำนาจใดๆ นางเพียงต้องการใช้ชีวิตอย่างสงบ และความเฉลียวฉลาดกับเมตตาของนางนั้นสามารถนำพาสันติสุขมาสู่แผ่นดินได้จริง”
“สันติสุขที่เจ้าว่านั้นจะอยู่ได้นานแค่ไหนกันเล่า เมื่อรากฐานของมันสั่นคลอนไปตั้งแต่แรก!” องค์จักรพรรดิทรงตบพระหัตถ์ลงบนพนักบัลลังก์เสียงดัง “ข้าเข้าใจดีว่าเจ้าหลงใหลในความพิเศษของนาง แต่ราชบัลลังก์มิอาจถูกนำมาแลกเปลี่ยนกับความรู้สึกส่วนตัวได้ง่ายๆ สิ่งที่เจ้ากำลังทำอยู่นี้คือการท้าทายอำนาจของพระพันปีหลวงโดยตรง และพระนางก็มิใช่ผู้ที่จะยอมอ่อนข้อให้ใครง่ายๆ หากเจ้ายังคงดื้อรั้นเช่นนี้ ข้ารับรองได้เลยว่าชิวเหวินจะมิได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขอีกต่อไป นางจะตกเป็นเป้าของการดูหมิ่นเหยียดหยาม การลอบทำร้าย และอาจถึงแก่ชีวิตได้ในที่สุด!”
พระสุรเสียงขององค์จักรพรรดิทรงเตือนด้วยความห่วงใยเจือปนความเด็ดขาด แววพระเนตรของพระองค์ฉายแววความเจ็บปวดที่ต้องเอ่ยถึงชะตากรรมอันเลวร้ายที่อาจเกิดขึ้นกับสตรีผู้บริสุทธิ์
องค์ชายหลงเทียนตัวชาวาบเมื่อได้ยินคำเตือนนั้น ความคิดที่ว่าชิวเหวินจะต้องตกอยู่ในอันตรายเพราะตัวเขา ทำให้หัวใจของเขาบีบรัดอย่างเจ็บปวด เขามิเคยคิดเลยว่าความรักของเขาจะกลายเป็นคมดาบที่ย้อนกลับมาทิ่มแทงคนที่เขารักมากที่สุด
“ฝ่าบาท…” องค์ชายหลงเทียนเริ่มเอ่ยเสียงแผ่ว แต่ก็ถูกองค์จักรพรรดิทรงขัดขึ้นเสียก่อน
“ข้ามิได้ต้องการเห็นเจ้าต้องเจ็บปวด และมิได้ต้องการเห็นสตรีผู้บริสุทธิ์ต้องพลอยรับเคราะห์กรรม” องค์จักรพรรดิทรงลุกขึ้นยืนอีกครั้ง ก้าวเข้ามาใกล้องค์ชายหลงเทียน ทรงวางพระหัตถ์ลงบนไหล่บุตรชายอย่างแผ่วเบา เป็นสัมผัสที่อบอุ่นและเปี่ยมด้วยความรู้สึกของพระบิดา “เจ้าคือความหวังของราชวงศ์ คือผู้ที่จะต้องขึ้นครองราชย์สืบไปในภายภาคหน้า หากเจ้าพลาดพลั้งในเรื่องนี้ มันมิใช่เพียงอนาคตของเจ้าเท่านั้นที่จะดับวูบ หากแต่เป็นอนาคตของแผ่นดินที่อาจจมดิ่งลงสู่ความวุ่นวาย”
“กระหม่อมจะปกป้องนางด้วยชีวิตพ่ะย่ะค่ะ” องค์ชายหลงเทียนกล่าวอย่างเด็ดเดี่ยว แววตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะไม่ยอมแพ้
องค์จักรพรรดิทรงส่ายพระพักตร์ช้าๆ อย่างเหนื่อยหน่าย “เจ้าจะปกป้องนางได้อย่างไรเล่า หากเจ้ามิได้มีอำนาจที่แท้จริงอยู่ในมือ อำนาจที่เจ้ากำลังปฏิเสธและท้าทายอยู่ตอนนี้!”
แล้วองค์จักรพรรดิก็ทรงถอนพระหัตถ์ออกจากไหล่บุตรชาย ทรงก้าวถอยห่างออกไปอีกครั้ง พระพักตร์กลับมาเย็นชาและแข็งกระด้างอีกครา พระองค์ทรงตัดสินพระทัยในสิ่งที่ยากลำบากที่สุดแล้ว
“ข้าให้เวลาเจ้าพิจารณาเรื่องนี้ ให้เวลาเจ้าไตร่ตรองถึงผลที่จะตามมา” พระสุรเสียงขององค์จักรพรรดิทรงจริงจังและเฉียบขาด “แต่เจ้ามีเวลาไม่มากนัก พระพันปีหลวงทรงส่งราชสาสน์มาถึงข้าเมื่อยามเช้า ทรงเห็นว่าถึงเวลาอันสมควรแล้วที่องค์รัชทายาทจะได้อภิเษกสมรสกับบุตรีแห่งตระกูลจ้าว เพื่อกระชับสัมพันธไมตรีกับแคว้นทางเหนือให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น”
องค์ชายหลงเทียนนิ่งงัน ร่างกายเหมือนถูกแช่แข็ง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงกับข่าวที่ได้รับ
“บุตรีตระกูลจ้าวผู้นั้นเป็นสตรีที่งามสง่า เพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติทุกประการ เหมาะสมที่จะเป็นมิ่งขวัญของแผ่นดิน” องค์จักรพรรดิทรงกล่าวต่อพระสุรเสียงราบเรียบ หากแต่แฝงด้วยความกดดันอันมหาศาล “พระพันปีหลวงทรงจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว แม้แต่กำหนดวันอภิเษกก็ทรงกำหนดไว้แล้วเช่นกัน”
องค์ชายหลงเทียนพยายามจะเอ่ยบางสิ่งบางอย่าง แต่ลำคอของเขาเหมือนถูกบีบรัดจนเสียงไม่อาจลอดผ่านออกมาได้
“เจ้ามีเวลาตัดสินใจเพียงเจ็ดวันหลงเทียน” องค์จักรพรรดิทรงกล่าวสรุปด้วยพระสุรเสียงที่ไร้ซึ่งทางเลือก “เจ็ดวันนี้เจ้าจะต้องเลือกระหว่างบัลลังก์ ความมั่นคงของราชวงศ์ และอนาคตที่สดใสของเจ้า… หรือไม่ก็…”
พระองค์ทรงหยุดชะงัก เงียบงันไปชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถ้อยคำที่เปรียบดั่งคมมีดกรีดลงกลางใจขององค์ชายหลงเทียน
“หากเจ้าปฏิเสธการอภิเษกในครั้งนี้ ข้าจะถือว่าเจ้าไม่คู่ควรที่จะเป็นรัชทายาท และข้าจะถอดถอนเจ้าออกจากตำแหน่งองค์รัชทายาท… และชิวเหวิน… ก็จะต้องหายไปจากชีวิตของเจ้าตลอดกาล ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม!”
สิ้นพระสุรเสียง องค์จักรพรรดิทรงทอดพระเนตรมองบุตรชายด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด แต่ก็เด็ดเดี่ยวอย่างยิ่ง ราวกับว่าพระองค์เองก็กำลังแบกรับภาระที่หนักอึ้งไม่ต่างกัน
องค์ชายหลงเทียนยังคงคุกเข่าอยู่เบื้องพระพักตร์ ร่างกายแข็งทื่อราวกับรูปปั้น ใบหน้าซีดเผือดราวกับโลหิตได้เหือดหายไปจากกายทั้งหมด ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความว่างเปล่าและความสิ้นหวัง
เจ็ดวัน… เขามีเวลาเพียงเจ็ดวันที่จะต้องเลือกระหว่างทุกสิ่งทุกอย่างที่เขายึดมั่น กับชีวิตของชิวเหวิน… สตรีที่เขารักสุดหัวใจ… จะต้องหายไปตลอดกาล…
ความคิดทั้งหมดหมุนวนอยู่ในหัวของเขาอย่างบ้าคลั่ง ทางเลือกที่องค์จักรพรรดิทรงยื่นให้ มิใช่ทางเลือก หากแต่เป็นหลุมดำที่กำลังจะกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างที่เขามี… รวมถึงหัวใจของเขาด้วย…
เขาจะทำอย่างไรได้ในเมื่อชีวิตของชิวเหวินแขวนอยู่บนเส้นด้าย และทางเดียวที่จะปกป้องนางได้คือการยอมจำนนต่อโชคชะตาที่เขาไม่เคยปรารถนา… หรือมีหนทางอื่นใดที่เขายังมิได้ค้นพบ… หนทางที่จะปกป้องทั้งความรักและหน้าที่อันยิ่งใหญ่…
ม่านบุปผาจันทรา
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก