ม่านบุปผาจันทรา

ตอนที่ 19 — โทสะจักรพรรดิ: บัลลังก์ ประเพณี และคำ

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

28 ตอน · 1,254 คำ

บัลลังก์แห่งนี้ตั้งอยู่บนรากฐานของประเพณีที่หยั่งรากลึกมานับพันปี หลงเทียน!” พระสุรเสียงขององค์จักรพรรดิแปรเปลี่ยนจากความไม่พอพระทัยเบาๆ เป็นโทสะที่หนักอึ้งดุจภูผาถล่มทลาย “เจ้าคิดว่าบัณฑิตตกอับในหมู่บ้านห่างไกล จะมีสิ่งใดที่เทียบเคียงกับเลือดเนื้อเชื้อไขแห่งราชวงศ์ บุปผาแห่งสกุลขุนนางใหญ่ หรือแม้แต่พระธิดาแห่งแคว้นพันธมิตรเล่า? ‌คำว่า ‘คู่ควร’ ของเจ้า ช่างเป็นคำที่ไร้เดียงสาและมองโลกเพียงด้านเดียวเสียจริง!”

องค์ชายหลงเทียนยังคงคุกเข่าอยู่เช่นเดิม พระพักตร์นิ่งสงบดุจหินผา แต่ภายในใจกลับปั่นป่วนดุจคลื่นลมในมหาสมุทร เขารู้ดีว่าคำพูดของพระบิดามิใช่เพียงโทสะชั่วคราว หากแต่เป็นห่วงกังวลถึงอนาคตของราชวงศ์และอาณาประชาราษฎร์ ​หากแต่พระองค์กลับมองข้ามหัวใจของมนุษย์ และคุณค่าที่มิอาจประเมินด้วยชาติตระกูล

“ฝ่าบาท กระหม่อมมิได้มองข้ามประเพณีอันศักดิ์สิทธิ์เพคะ” องค์ชายหลงเทียนเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงด้วยความหนักแน่น “แต่หากประเพณีนั้นต้องแลกมาด้วยการละทิ้งคุณธรรมอันแท้จริง และสติปัญญาที่สามารถนำพาบ้านเมืองให้รุ่งเรืองยิ่งขึ้นไป กระหม่อมเกรงว่านั่นอาจมิใช่รากฐานที่มั่นคงอย่างแท้จริงพะยะค่ะ”

องค์จักรพรรดิทรงเงียบไปชั่วครู่ ‍พระเนตรคมกริบจ้องมองพระโอรสอย่างพินิจพิเคราะห์ แววตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง ความผิดหวัง และความรักที่ซ่อนเร้นทับซ้อนกันอยู่ ความเงียบในห้องทรงพระอักษรหนักอึ้งเสียจนได้ยินเสียงลมหายใจของทั้งสองพระองค์ชัดเจนกว่าปกติ

“คุณธรรมอันแท้จริง สติปัญญาอันรุ่งเรือง... เจ้าหมายถึงสตรีสามัญชนผู้นั้นงั้นรึ?” พระสุรเสียงขององค์จักรพรรดิอ่อนลงเล็กน้อย ‌แต่กลับยิ่งบาดลึกไปถึงหัวใจ “เจ้าเคยเห็นราชวงศ์ใดในประวัติศาสตร์ที่ดำรงอยู่ได้ด้วยเพียงสิ่งเหล่านี้หรือหลงเทียน? บัลลังก์แห่งนี้ต้องการความชอบธรรมจากฟ้าดิน ต้องการการสนับสนุนจากเหล่าขุนนางผู้ใหญ่ ต้องการความเคารพยำเกรงจากแคว้นใกล้เคียง เจ้าคิดว่าบุตรีบัณฑิตตกอับจะนำสิ่งเหล่านี้มาสู่ราชวงศ์ของเราได้อย่างไร? นางจะประทับเคียงข้างเจ้าในฐานะฮองเฮาผู้นำสตรีในวังได้อย่างไร? หรือนางจะเจรจากับทูตต่างแคว้นในพิธีราชการอันสำคัญได้อย่างไร?”

องค์ชายหลงเทียนหลับตาลงช้าๆ ‍ภาพของชิวเหวินที่กำลังใช้สติปัญญาและความเมตตาแก้ไขปัญหาให้ชาวบ้านผุดขึ้นในห้วงความคิด ภาพที่นางเปี่ยมด้วยความสง่างามและความหนักแน่นยามให้คำปรึกษา ภาพที่นางยิ้มแย้มอย่างบริสุทธิ์ใจยามมองดูเหล่าเด็กน้อยวิ่งเล่นในหมู่บ้าน สตรีผู้นั้นมิได้ด้อยค่าไปกว่าใคร ไม่ว่าจะเป็นบุตรีขุนนางหรือแม้แต่พระธิดาจากแคว้นใดๆ เลย

“ฝ่าบาท กระหม่อมเชื่อว่าคุณค่าของคนมิได้อยู่ที่ชาติกำเนิด หากแต่อยู่ที่สติปัญญา ​ความประพฤติ และจิตใจพะยะค่ะ” องค์ชายหลงเทียนเอ่ยขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เสียงของเขาเปี่ยมด้วยความหนักแน่นยิ่งกว่าเดิม “ชิวเหวิน อาจเป็นเพียงสามัญชน แต่สติปัญญาของนางล้ำเลิศจนน่าอัศจรรย์ นางเข้าใจในสัจธรรมแห่งชีวิตและธรรมชาติ ​ผู้คนในหมู่บ้านรักและเคารพนางด้วยใจจริง ความเมตตาของนางแผ่ซ่านไปทั่ว และนางมีความหนักแน่นในหลักการที่กระหม่อมเองยังต้องทึ่ง หากนางได้มีโอกาส กระหม่อมเชื่อว่านางจะสามารถเรียนรู้และปรับตัวให้เข้ากับราชสำนักได้อย่างแน่นอน และที่สำคัญที่สุดพะยะค่ะ... นางจะสามารถเป็นฮองเฮาที่เปี่ยมด้วยปัญญาและความเมตตา นำพาแผ่นดินให้สงบสุขได้อย่างแท้จริง”

องค์จักรพรรดิทรงลุกขึ้นจากพระเก้าอี้ ​ทรงพระดำเนินไปยังหน้าต่าง ทอดพระเนตรมองไปยังสวนบุปผชาติที่เบ่งบานอยู่ภายนอก ดวงอาทิตย์ยามบ่ายสาดส่องเข้ามาในห้อง ทำให้เงาของพระองค์ทอดยาวบิดเบี้ยวอยู่บนพื้นหินอ่อน

“ไร้เดียงสา! เจ้ายังคงไร้เดียงสาเกินไป หลงเทียน” พระสุรเสียงขององค์จักรพรรดิแหบพร่าลงเล็กน้อย แต่กลับเต็มไปด้วยความรู้สึกที่อัดอั้น “ราชสำนักมิใช่ตลาดที่ผู้คนจะยอมรับใครก็ได้เพียงเพราะความดีงามส่วนบุคคลแห่งนั้น เจ้าคิดว่าเหล่าขุนนางผู้ใหญ่ที่สวามิภักดิ์ต่อราชวงศ์มาหลายชั่วอายุคน จะยอมรับสตรีไร้ชาติตระกูลมาประทับเคียงข้างองค์รัชทายาทได้อย่างง่ายดายเช่นนั้นรึ? เจ้าคิดว่าพวกเขามิได้มองว่านี่คือการเหยียบย่ำประเพณีอันศักดิ์สิทธิ์? เจ้าคิดว่าพวกเขาจะมิฉวยโอกาสนี้สร้างความแตกแยกและบั่นทอนอำนาจของเจ้าในภายภาคหน้า?”

พระองค์ทรงหันกลับมาประจันหน้ากับองค์ชายหลงเทียน พระเนตรคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของพระโอรส “อำนาจมิได้ได้มาด้วยความดีเพียงอย่างเดียว หลงเทียน แต่มันต้องรักษาไว้ด้วยกลยุทธ์ การประนีประนอม และการสร้างความชอบธรรมที่คนส่วนใหญ่ยอมรับ เจ้ากำลังทำให้รากฐานแห่งอำนาจของเจ้าสั่นคลอนตั้งแต่ยังมิได้ขึ้นครองราชย์เสียด้วยซ้ำ”

“กระหม่อมมิได้ต้องการอำนาจที่ได้มาด้วยการละทิ้งความถูกต้องพะยะค่ะ” องค์ชายหลงเทียนตอบกลับอย่างสุภาพ แต่ในพระทัยกลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่มิอาจสั่นคลอน “หากการขึ้นครองราชย์หมายถึงการที่กระหม่อมต้องทอดทิ้งสตรีที่กระหม่อมรักและเชื่อมั่นในคุณค่าของนาง กระหม่อมก็ยินดีที่จะแบกรับผลกรรมพะยะค่ะ”

คำพูดขององค์ชายหลงเทียนดังก้องในห้องทรงพระอักษร ราวกับฟ้าผ่ากลางใจขององค์จักรพรรดิ พระองค์ทรงนิ่งไปชั่วขณะ พระพักตร์ที่เคยเคร่งขรึมบัดนี้ซีดเผือดลงเล็กน้อย ดวงตาของพระองค์ฉายแววผิดหวังอย่างถึงที่สุด

“แบกรับผลกรรมอย่างนั้นรึ?” พระองค์ทวนคำอย่างช้าๆ “เจ้ากำลังจะบอกว่าเจ้าจะสละบัลลังก์เพียงเพราะสตรีสามัญชนผู้นั้นงั้นรึ? เจ้ากำลังจะทอดทิ้งหน้าที่อันยิ่งใหญ่ที่ฟ้าดินมอบให้ ทอดทิ้งอาณาประชาราษฎร์ที่ฝากความหวังไว้กับเจ้า เพียงเพราะความรักส่วนตัวอันไร้สาระของเจ้าอย่างนั้นรึ?”

น้ำเสียงขององค์จักรพรรดิเยียบเย็นลงจนจับใจ บรรยากาศในห้องแปรเปลี่ยนเป็นความกดดันที่ไม่อาจต้านทาน องค์ชายหลงเทียนรู้สึกได้ถึงพลังอำนาจอันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากพระบิดา ซึ่งเป็นพลังที่สามารถบดขยี้ทุกสิ่งทุกอย่างให้แหลกละเอียดได้ในพริบตา

“หากการขึ้นครองราชย์ทำให้กระหม่อมต้องกลายเป็นผู้ที่มิรู้จักแยกแยะคุณค่าของคนและต้องละทิ้งสัจธรรมที่กระหม่อมยึดมั่น กระหม่อมก็มิอาจขึ้นเป็นฮ่องเต้ที่ดีได้พะยะค่ะ” องค์ชายหลงเทียนยังคงยืนยันหนักแน่น แม้ในใจจะรู้ดีว่าคำพูดเหล่านี้อาจนำพาหายนะมาสู่ตนเองก็ตาม

องค์จักรพรรดิทรงหลับตาลงช้าๆ ความเจ็บปวดปรากฏขึ้นบนพระพักตร์ บัดนี้มิใช่เพียงโทสะ แต่เป็นความผิดหวังในพระโอรสที่รักยิ่ง พระโอรสผู้ที่พระองค์ทรงหมายมั่นให้เป็นผู้สืบทอดบัลลังก์อย่างสมบูรณ์แบบ

“เช่นนั้น...หากเจ้ามิอาจละทิ้งความรักอันไร้สาระของเจ้าได้” องค์จักรพรรดิลืมตาขึ้น พระเนตรของพระองค์ฉายแววอำมหิตที่องค์ชายหลงเทียนไม่เคยเห็นมาก่อน “ก็จงพิสูจน์ให้ข้าเห็น ว่าสตรีผู้นั้น... ชิวเหวิน ของเจ้า... มีคุณค่าคู่ควรกับบัลลังก์แห่งนี้อย่างแท้จริง”

องค์ชายหลงเทียนเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว แววตาเต็มไปด้วยความหวัง แต่ก็แฝงด้วยความกังวล เพราะเขารู้ดีว่า “การพิสูจน์” ในสายตาขององค์จักรพรรดินั้นมิใช่เรื่องง่ายดาย และอาจเป็นด่านทดสอบที่ยากยิ่งกว่าที่เขาจินตนาการไว้หลายเท่า

“ฝ่าบาท... ทรงมีพระประสงค์เช่นไรพะยะค่ะ?” องค์ชายหลงเทียนถามด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า

องค์จักรพรรดิหวนกลับไปประทับบนพระเก้าอี้อีกครั้ง ทรงหยิบฎีกาฉบับหนึ่งขึ้นมาจากกองเอกสารที่อยู่ข้างพระหัตถ์ ฎีกานั้นเป็นสีเหลืองอ่อน มีตราประทับสีแดงสดประทับอยู่มุมหนึ่ง

“เจ้าคงทราบดีว่าช่วงนี้เกิดภัยแล้งและโรคระบาดในหลายมณฑลทางตอนใต้” องค์จักรพรรดิทรงเริ่มตรัสด้วยน้ำเสียงเย็นชา “โดยเฉพาะที่มณฑลหลินหนาน ซึ่งเป็นแหล่งผลิตข้าวที่สำคัญของแคว้น บัดนี้ผู้คนล้มตายไปนับพัน โรคระบาดแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว และมีข่าวลือว่ามีกลุ่มโจรป่าออกอาละวาดปล้นสะดมซ้ำเติมความทุกข์ยาก”

องค์ชายหลงเทียนพยักหน้ารับ เขาได้ยินข่าวคราวเหล่านี้มาบ้างแล้ว แต่ไม่คิดว่าสถานการณ์จะเลวร้ายถึงเพียงนี้

“ราชสำนักได้ส่งขุนนางหลายคนไปแก้ไขปัญหา แต่ก็มิอาจยับยั้งการแพร่ระบาดของโรค หรือควบคุมกลุ่มโจรป่าได้สำเร็จ ซ้ำร้ายยังมีการทุจริตฉ้อฉลจากข้าราชการบางคน ทำให้เสบียงยาที่ส่งไปถึงมือราษฎรน้อยลงไปอีก” องค์จักรพรรดิทรงถอนหายใจ “บัดนี้ราษฎรหมดสิ้นความเชื่อมั่นในราชสำนัก และเริ่มมีความคิดต่อต้านปรากฏขึ้นมาบ้างแล้ว”

พระองค์ทรงวางฎีกาลงบนโต๊ะ และทอดพระเนตรมององค์ชายหลงเทียนอย่างจริงจัง “ข้าจะให้โอกาสเจ้า หลงเทียน และสตรีของเจ้า”

หัวใจขององค์ชายหลงเทียนเต้นระรัว เขารอคอยคำประกาศจากพระบิดาด้วยความตื่นเต้นและหวาดหวั่นพร้อมกัน

“ภายในสามเดือน เจ้าจงนำพาชิวเหวินลงไปยังมณฑลหลินหนาน พิสูจน์ให้ข้าเห็นว่านางมีปัญญาและความสามารถเพียงพอที่จะแก้ไขวิกฤตการณ์นี้ได้ หากนางสามารถยับยั้งโรคระบาด ปราบปรามโจรป่า และฟื้นฟูความเชื่อมั่นของราษฎรในหลินหนานได้สำเร็จ... ข้าจะพิจารณาเรื่องของเจ้าและนางอีกครั้ง”

องค์จักรพรรดิทรงหยุดไปชั่วครู่ พระเนตรคมกริบจ้องลึกเข้ามาในดวงตาขององค์ชายหลงเทียนราวกับจะทะลุทะลวงไปถึงจิตวิญญาณ “แต่หากเจ้าและนางล้มเหลว หรือแม้แต่กลับมาพร้อมกับข่าวร้ายที่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก... เจ้าจะต้องละทิ้งความคิดทั้งหมดเรื่องชิวเหวิน และยอมรับการอภิเษกสมรสกับบุตรีของเสนาบดีซ้าย ที่ข้าได้ทาบทามไว้แล้วโดยไม่มีข้อแม้ใดๆ ทั้งสิ้น”

พระสุรเสียงขององค์จักรพรรดิก้องกังวานในห้องทรงพระอักษร ประโยคสุดท้ายนั้นเฉียบขาดดุจคมดาบที่ฟันลงมากลางใจ องค์ชายหลงเทียนรู้สึกราวกับฟ้าผ่าลงกลางกระหม่อม เขาไม่เคยคิดว่าพระบิดาจะทรงออกคำสั่งที่เด็ดขาดและเดิมพันสูงถึงเพียงนี้

มณฑลหลินหนานในยามนี้คือดินแดนแห่งความตาย ภัยแล้ง โรคระบาด โจรป่า และการทุจริตคอร์รัปชัน ล้วนเป็นปัญหาที่แก้ได้ยากยิ่งนัก แม้แต่ขุนนางผู้มากประสบการณ์ยังต้องถอยร่น แต่พระองค์กลับมอบภารกิจนี้ให้เขาและชิวเหวินที่ไม่มีประสบการณ์ในราชสำนักเลยแม้แต่น้อย นี่มิใช่การพิสูจน์ แต่เป็นการผลักไสให้ไปตายชัดๆ

องค์ชายหลงเทียนเม้มริมฝีปากแน่น กำลังคิดหาทางที่จะต่อรองหรือปฏิเสธภารกิจที่ดูเหมือนไม่มีทางสำเร็จนี้ แต่ก่อนที่เขาจะเอ่ยสิ่งใดออกไป องค์จักรพรรดิก็ตรัสเสริมขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยน้ำเสียงที่ราวกับจะย้ำเตือนถึงชะตากรรมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง

“และหากเจ้ากล้าปฏิเสธภารกิจนี้ หรือพยายามบิดพลิ้วไม่กระทำตาม... เจ้าก็จะหมดสิ้นโอกาสในการสืบทอดบัลลังก์แห่งนี้ไปตลอดกาล”

คำประกาศจากองค์จักรพรรดิทำให้องค์ชายหลงเทียนถึงกับทรุดฮวบลงไปนั่งกับพื้น ความหวังที่ริบหรี่เมื่อครู่ บัดนี้ถูกบดขยี้จนแหลกละเอียดอยู่ใต้ฝ่าเท้า ภารกิจที่มณฑลหลินหนานคือการเดิมพันด้วยทุกสิ่งทุกอย่างของเขา ทั้งความรัก บัลลังก์ และแม้กระทั่งชีวิตของชิวเหวิน หากล้มเหลว ก็เท่ากับว่าทุกอย่างจบสิ้น และเขาจะต้องยอมจำนนต่อชะตากรรมที่ถูกกำหนดไว้โดยไร้ซึ่งทางเลือกอื่นใดเลย…

หน้านิยาย
หน้านิยาย
ม่านบุปผาจันทรา

ม่านบุปผาจันทรา

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!