ม่านบุปผาจันทรา

ตอนที่ 20 — บัลลังก์ ประเพณี และโทสะจักรพรรดิ

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

28 ตอน · 1,452 คำ

บัลลังก์แห่งนี้ตั้งอยู่บนรากฐานของประเพณีที่หยั่งรากลึกมานับพันปี หลงเทียน!” พระสุรเสียงขององค์จักรพรรดิแปรเปลี่ยนจากความไม่พอพระทัยเบาๆ เป็นโทสะที่หนักอึ้งดุจภูผาถล่มทลาย “เจ้าคิดว่าบัณฑิตตกอับในหมู่บ้านห่างไกล จะมีสิ่งใดที่เทียบเคียงกับเลือดเนื้อเชื้อไขแห่งราชวงศ์ บุปผาแห่งสกุลขุนนางใหญ่ หรือแม้แต่พระธิดาแห่งแคว้นพันธมิตรเล่า? ‌คำว่า ‘คู่ควร’ ของเจ้า ช่างเป็นคำที่ไร้เดียงสาและมองโลกเพียงด้านเดียวเสียจริง!”

องค์ชายหลงเทียนยังคงคุกเข่าอยู่เช่นเดิม พระพักตร์นิ่งสงบดุจหินผา แต่ภายในใจกลับปั่นป่วนดุจพายุโหมกระหน่ำ คำกล่าวหาของพระบิดาไม่ได้เพียงโจมตีชิวเหวิน หากแต่ยังลบหลู่ศรัทธาและความเชื่อมั่นในปัญญาของเขาเอง ​องค์ชายหลงเทียนมิได้ไร้เดียงสา หากแต่เขามองเห็นบางสิ่งที่นอกเหนือจากกรอบประเพณีอันเก่าแก่ สิ่งที่คนส่วนใหญ่ในราชสำนักมิอาจเข้าใจ

เขาเงยพระพักตร์ขึ้นช้าๆ แววพระเนตรยังคงเจิดจ้าด้วยความมุ่งมั่น แม้จะสัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันมหาศาลจากองค์จักรพรรดิผู้ทรงอำนาจเหนือทุกสรรพสิ่ง

“ฝ่าบาท กระหม่อมมิได้มองข้ามความสำคัญของประเพณี หรือความมั่นคงของบ้านเมืองพะย่ะค่ะ” องค์ชายหลงเทียนเอ่ยเสียงเรียบ ‍แต่กังวานด้วยความหนักแน่น “แต่กระหม่อมเชื่อว่า ‘ความคู่ควร’ ของผู้ที่จะประทับบนบัลลังก์ มิได้วัดกันเพียงชาติกำเนิด สายเลือด หรือทรัพย์สิน หากแต่ต้องวัดกันที่สติปัญญา ‌ความเมตตา และหัวใจที่เปี่ยมด้วยคุณธรรม สามารถเข้าใจทุกข์สุขของราษฎรทุกชนชั้นอย่างแท้จริง”

องค์จักรพรรดิทอดพระเนตรมองพระโอรสด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความผิดหวังระคนโมโห “และเจ้าคิดว่าหญิงสามัญชนผู้หนึ่งจะสามารถมอบสิ่งเหล่านั้นให้แก่เจ้าได้กระนั้นรึ? นางจะเข้าใจการเมือง การปกครอง ความซับซ้อนของราชสำนัก หรือการทูตกับแคว้นอื่นได้อย่างไร ‍นางจะนำพากองทัพได้อย่างไร นางจะสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่บัลลังก์ได้อย่างไร! เจ้าหลงเทียน เจ้ากำลังหลงผิดอย่างมหันต์!”

“พระราชอำนาจและบัลลังก์ มิใช่เพียงการสืบทอดด้วยสายเลือดพะย่ะค่ะ หากแต่คือการแบกรับภาระแห่งแผ่นดิน และหากผู้ปกครองมิได้เข้าใจถึงแก่นแท้ของชีวิตราษฎร มิได้สัมผัสถึงความทุกข์ยากที่แท้จริง ​มิได้มีจิตใจที่พร้อมจะรับฟังเสียงเล็กๆ ที่ถูกละเลย แล้วจักสามารถนำพาบ้านเมืองไปสู่ความรุ่งเรืองได้อย่างไร” องค์ชายหลงเทียนยังคงแย้งอย่างใจเย็น “สติปัญญาและความสามารถในการเรียนรู้ มิได้ถูกจำกัดด้วยกำแพงของชาติกำเนิดพะย่ะค่ะ หากแต่ถูกหล่อหลอมด้วยประสบการณ์และจิตใจที่บริสุทธิ์”

พระสุรเสียงขององค์จักรพรรดิเย็นชาลงอย่างน่าขนลุก “เจ้ากำลังบอกว่าข้า... ​ผู้เป็นบิดาของเจ้า และบรรพบุรุษที่ปกครองแคว้นแห่งนี้มานับพันปี ล้วนไม่เข้าใจราษฎร ไม่ได้มีจิตใจบริสุทธิ์เยี่ยงหญิงสามัญชนผู้นั้นกระนั้นรึ!”

องค์ชายหลงเทียนรีบค้อมกายลงทันที “กระหม่อมมิได้บังอาจคิดเช่นนั้นพะย่ะค่ะ ฝ่าบาททรงเป็นจอมจักรพรรดิผู้ทรงปรีชาสามารถยิ่งนัก ทรงนำพาแคว้นให้รุ่งเรืองมาโดยตลอด” เขารู้ว่ากำลังเดินอยู่บนเส้นด้ายที่อันตรายยิ่ง ​การวิพากษ์วิจารณ์การปกครองของพระบิดาโดยตรงเป็นสิ่งต้องห้าม “แต่กระหม่อมเพียงอยากกราบทูลว่า ในยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ หากเรายึดติดเพียงสิ่งเก่าคร่ำครึ มิอาจเปิดใจรับความหลากหลายและปัญญาที่ซ่อนอยู่ในทุกชนชั้น แคว้นของเราอาจจะตามไม่ทันกาลเวลาพะย่ะค่ะ”

องค์จักรพรรดิทรงลุกขึ้นจากบัลลังก์ก้าวลงมาหยุดยืนเบื้องหน้าพระโอรส สายพระเนตรที่ทอดลงมาเต็มไปด้วยเพลิงโทสะที่พร้อมจะปะทุ “เจ้ากำลังสอนข้าอย่างนั้นรึหลงเทียน! เจ้ากำลังจะบอกว่าบัณฑิตตกอับคนนั้นฉลาดกว่าเชื้อพระวงศ์อย่างเจ้า หรือแม้แต่ตัวข้าเอง!”

“มิได้พะย่ะค่ะ!” องค์ชายหลงเทียนยืนยันหนักแน่น “ชิวเหวินนางมิได้มีชาติกำเนิดสูงส่ง แต่นางมีปัญญาที่หลักแหลม มีความเมตตาแก่เพื่อนมนุษย์ มีความเข้าใจในธรรมชาติและสรรพสิ่ง นางไม่เคยเรียกร้องสิ่งใดให้ตัวเอง หากแต่พร้อมจะเสียสละเพื่อผู้อื่นเสมอ นางมองเห็นคุณค่าในสิ่งเล็กน้อยที่คนส่วนใหญ่มองข้าม และด้วยเหตุนี้ กระหม่อมจึงเชื่อว่านางมีคุณสมบัติที่คู่ควรแก่การเป็นผู้ที่ยืนเคียงข้างผู้ปกครองแผ่นดิน เพื่อเป็นดวงตาและหัวใจที่เข้าถึงราษฎรอย่างแท้จริงพะย่ะค่ะ”

องค์จักรพรรดิหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความสนุกสนาน มีแต่ความขมขื่นและเย้ยหยัน “เจ้าหลงเสน่ห์นางจนตาบอดแล้วหลงเทียน ความรักมันบดบังปัญญาของเจ้าไปหมดสิ้น” พระองค์หันหลังกลับไปประทับบนบัลลังก์อีกครั้ง ทอดพระเนตรมองออกไปนอกหน้าต่างบานใหญ่ไปยังทิวทัศน์ของราชสำนักที่ดูสงบนิ่ง แต่ภายในกลับเต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดี “ในราชสำนักแห่งนี้ มีแต่เล่ห์เหลี่ยมและคมดาบที่ซ่อนอยู่ใต้รอยยิ้ม เจ้าคิดว่าหญิงสามัญชนผู้นั้นจะเอาตัวรอดจากพายุร้ายในวังหลวงได้กระนั้นรึ นางจะถูกเขมือบไปทั้งเป็นก่อนที่เจ้าจะได้ขึ้นครองบัลลังก์เสียอีก”

องค์ชายหลงเทียนนิ่งไปชั่วขณะ ข้อกังวลของพระบิดามิได้ไร้เหตุผล เขาทราบดีถึงความโหดร้ายของวังหลวง แต่เขาก็เชื่อมั่นในปัญญาและความสามารถในการปรับตัวของชิวเหวิน

“กระหม่อมจะปกป้องนางด้วยชีวิตพะย่ะค่ะ” องค์ชายหลงเทียนเอ่ยเสียงหนักแน่น “และหากนางได้มีโอกาส นางจะพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าคุณค่าของนางมิได้ด้อยไปกว่าสตรีสูงศักดิ์ใดๆ”

องค์จักรพรรดิถอนหายใจยาว “โอกาสอย่างนั้นรึ? เจ้าคิดว่าจะมีโอกาสให้หญิงสามัญชนผู้หนึ่งได้เข้ามาเดินในวังหลวงแห่งนี้กระนั้นรึ” พระสุรเสียงขององค์จักรพรรดิเปลี่ยนไป น้ำเสียงนั้นเย็นเยียบจนความหนาวเหน็บแล่นจับขั้วหัวใจ “หลงเทียน เจ้าเป็นรัชทายาท เป็นความหวังของแคว้นแห่งนี้ เจ้าจักต้องแต่งงานกับสตรีที่มีชาติตระกูลสูงส่ง เพื่อความมั่นคงของราชบัลลังก์ เพื่อความผาสุกของราษฎร และเพื่อสายสัมพันธ์กับแคว้นพันธมิตร”

องค์ชายหลงเทียนเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว แววพระเนตรเต็มไปด้วยความเจ็บปวด “ฝ่าบาท...”

“ข้ามิได้ขอความเห็นจากเจ้า” องค์จักรพรรดิเอ่ยแทรกด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “ข้าได้ตัดสินใจแล้ว เมื่อเช้านี้เอง ข้าได้รับสาส์นจากแคว้นเหลียง พระธิดาองค์น้อยของจักรพรรดิเหลียง ทรงมีพระชนมายุครบสิบหกชันษาแล้ว รูปโฉมงดงาม กิริยามารยาทเรียบร้อยเพียบพร้อม และที่สำคัญ... นางคือสายเลือดที่แท้จริงจากราชวงศ์เหลียง ซึ่งเป็นแคว้นพันธมิตรที่สำคัญที่สุดของเรา”

คำประกาศนั้นดังก้องอยู่ในห้องทรงพระอักษรราวกับฟ้าผ่าลงกลางใจขององค์ชายหลงเทียน พระองค์ไม่คาดคิดว่าเรื่องราวจะดำเนินไปรวดเร็วถึงเพียงนี้ และยิ่งกว่านั้นคือการตัดสินใจที่แน่วแน่และรวดเร็วของพระบิดา

“ฝ่าบาท กระหม่อม...” องค์ชายหลงเทียนพยายามจะแย้ง แต่พระสุรเสียงขององค์จักรพรรดิกลับดังขึ้นกว่าเดิม ดุจคำสั่งที่มิอาจมีผู้ใดขัดขืน

“ข้าจะส่งราชสาส์นตอบกลับไปในวันพรุ่งนี้ เพื่อยืนยันการสู่ขอพระธิดาเหลียง ให้มาเป็นพระชายาเอกของเจ้า” องค์จักรพรรดิทรงลุกขึ้นจากบัลลังก์อีกครั้ง ก้าวลงมาประทับยืนเบื้องหน้าองค์ชายหลงเทียน สายพระเนตรที่ทอดลงมาเต็มไปด้วยความผิดหวังระคนความจริงจังที่มิอาจประนีประนอม “นี่คือคำสั่งของข้า ในฐานะองค์จักรพรรดิ และในฐานะบิดาของเจ้า”

พระหัตถ์ขององค์จักรพรรดิยกขึ้นชี้ตรงมาที่พระพักตร์ขององค์ชายหลงเทียน แววพระเนตรคมกริบดุจเหยี่ยวเพ่งมองเหยื่อ

“และจงจำไว้หลงเทียน” พระสุรเสียงขององค์จักรพรรดิแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาดุจน้ำแข็ง “หากเจ้ายังคงดึงดันกับหญิงสามัญชนผู้นั้น... ข้าจักไม่รับรองความปลอดภัยของนางและครอบครัวของนางอีกต่อไป เจ้าควรจะเข้าใจดีว่าในราชสำนักแห่งนี้ มีวิธีมากมายที่จะทำให้คนธรรมดาผู้หนึ่ง... หายไปจากโลกนี้อย่างเงียบเชียบ ราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่เลย”

คำขู่นั้นราวกับมีดคมที่กรีดลงกลางใจ องค์ชายหลงเทียนพลันรู้สึกเย็นวาบไปทั้งสรรพางค์กาย ภาพรอยยิ้มอันอ่อนโยนของชิวเหวิน ภาพบิดาผู้แก่ชราและน้องสาวตัวน้อยของนางที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านห่างไกล ผุดขึ้นมาในห้วงความคิด ความหมายของพระดำรัสนี้ชัดเจนยิ่งกว่าสิ่งใด ชิวเหวินและครอบครัวของนางกำลังตกอยู่ในอันตรายร้ายแรง หากเขายังคงดื้อรั้นต่อไป

พระพักตร์ขององค์ชายหลงเทียนที่เคยนิ่งสงบดุจหินผา บัดนี้ซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด ความมุ่งมั่นในแววพระเนตรถูกแทนที่ด้วยความเจ็บปวดและความสับสน พระองค์รู้ดีว่าพระบิดามิได้เพียงขู่เล่นๆ ในโลกของราชสำนัก ชีวิตของสามัญชนนั้นเปราะบางดุจขนนก เมื่ออยู่ใต้เงาอำนาจขององค์จักรพรรดิ

“ฝ่าบาท... มิได้นะพะย่ะค่ะ!” องค์ชายหลงเทียนเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง เสียงของพระองค์สั่นเครือเล็กน้อย “อย่าได้ทรงทำเช่นนั้นเลยพะย่ะค่ะ นางมิได้รู้เรื่องราวอันใดเลย นางเป็นผู้บริสุทธิ์!”

“ความบริสุทธิ์ไม่สามารถปกป้องผู้ใดในวังแห่งนี้ได้หรอกหลงเทียน” องค์จักรพรรดิเอ่ยด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว “ทางเดียวที่นางจะปลอดภัย คือการที่เจ้า... ลืมเลือนนางเสีย เจ้ามีเวลาคิดใคร่ครวญถึงเรื่องนี้จนกว่าจะถึงงานเลี้ยงต้อนรับทูตจากแคว้นเหลียงในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า หากเมื่อถึงวันนั้นเจ้ายังมิได้ตัดสินใจเด็ดขาด...” พระองค์เว้นช่วงไปชั่วขณะ แววพระเนตรสื่อถึงความหมายที่น่าพรั่นพรึง “ข้าจักเป็นผู้ที่ตัดสินใจแทนเจ้าเอง”

องค์ชายหลงเทียนทรุดกายลงคุกเข่าอีกครั้ง พยายามจะกล่าวสิ่งใดออกมา แต่ลำคอกลับแห้งผากราวกับถูกบีบรัด ความหวาดกลัวต่อชะตากรรมของชิวเหวินกัดกินหัวใจจนไร้เรี่ยวแรงที่จะโต้แย้ง ภาพดวงตาอันบริสุทธิ์ของนางฉายชัดในมโนสำนึก เขารู้สึกราวกับกำลังยืนอยู่บนปากเหวเบื้องหน้าทางสองแพร่งที่มืดมิด ทางหนึ่งคือบัลลังก์ที่เปี่ยมด้วยอำนาจและหน้าที่อันยิ่งใหญ่ แต่อีกทางหนึ่งคือชีวิตของผู้เป็นที่รักที่กำลังถูกแขวนอยู่บนเส้นด้ายอันบอบบาง

องค์จักรพรรดิทอดพระเนตรมองพระโอรสที่บัดนี้ไร้ซึ่งท่าทีอันมุ่งมั่นดุจเดิม ดวงพระเนตรของพระองค์มีความเจ็บปวดแฝงอยู่เช่นกัน แต่ก็แข็งกร้าวด้วยหน้าที่อันเป็นที่สุดเหนือสิ่งอื่นใด

“เจ้าจงกลับไปคิดให้ดีหลงเทียน” พระองค์ตรัสเสียงเบาลง แต่หนักแน่น “ระหว่างบัลลังก์อันสูงส่ง กับหญิงสามัญผู้ต่ำต้อยผู้นั้น และระหว่างความสุขชั่วคราวของเจ้า กับความมั่นคงของแคว้น หากเจ้ามิอาจตัดสินใจได้ ข้าจักเป็นผู้ที่เลือกให้เจ้าเอง”

สิ้นพระดำรัส องค์จักรพรรดิทรงโบกพระหัตถ์เป็นเชิงให้องค์ชายหลงเทียนออกไปจากห้องทรงพระอักษร องค์ชายหลงเทียนพยุงกายลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า ความรู้สึกผิดหวังและสิ้นหวังเข้าครอบงำ ราวกับมีก้อนหินขนาดมหึมากดทับอยู่บนหน้าอก เขาโค้งคำนับอย่างนอบน้อมก่อนจะถอยหลังออกจากห้องอย่างช้าๆ แสงสว่างจากโคมไฟดูมืดมิดลงไปถนัดตา

เมื่อบานประตูหนักอึ้งปิดลงเบื้องหลัง องค์ชายหลงเทียนก็รู้สึกราวกับโลกทั้งใบกำลังจะพังทลายลงมา เสียงหัวใจของเขากำลังเต้นรัวอย่างบ้าคลั่ง ความร้อนรุ่มแล่นพล่านไปทั่วทั้งร่าง ยามนี้ไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าความปลอดภัยของชิวเหวิน เขาจะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องนาง แม้จะต้องแลกมาด้วยสิ่งใดก็ตาม

องค์ชายหลงเทียนเดินอย่างไร้จุดหมายไปตามทางเดินอันยาวเหยียดของวังหลวง เสียงฝีเท้าของเขาดังก้องในความเงียบงัน ราวกับเสียงก้องสะท้อนของชะตากรรมที่กำลังบีบคั้นเขาให้ตัดสินใจในสิ่งที่ยากลำบากที่สุดในชีวิต

เขาจะต้องเลือก... แต่จะเลือกสิ่งใดเล่า?

จังหวะนั้นเอง เสียงฝีเท้าเร่งรีบของขันทีผู้สนิทก็ดังขึ้นจากด้านหลัง

“ทูลองค์ชายพะย่ะค่ะ” เสียงกระซิบกระซาบนั้นเต็มไปด้วยความร้อนรน “มีข่าวเร่งด่วนจากทางหมู่บ้าน... บิดาของชิวเหวิน... ท่านล้มป่วยหนักพะย่ะค่ะ”

องค์ชายหลงเทียนชะงักฝีเท้าทันที หัวใจของเขาราวกับถูกบีบขยี้จนแหลกละเอียด ความกังวลที่ถาโถมเข้ามาเมื่อครู่กลับเพิ่มพูนขึ้นเป็นทวีคูณ ข่าวการป่วยของบิดาชิวเหวินในจังหวะเวลานี้ มันช่างประจวบเหมาะจนน่าหวาดหวั่น หรือนี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่องค์จักรพรรดิทรงกล่าวถึง? ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีตีรวนในอก เขาต้องไปหาชิวเหวิน ต้องไปดูอาการบิดาของนาง แต่คำขู่ของพระบิดายังคงก้องอยู่ในหู

ดวงตาขององค์ชายหลงเทียนฉายแววสับสนวุ่นวาย เขาจะตัดสินใจอย่างไร จะยังคงดื้อรั้นไปหาชิวเหวินและครอบครัวของนาง หรือจะยอมจำนนต่อพระบิดา เพื่อแลกกับความปลอดภัยของคนรักและคนรอบข้าง? เวลาหนึ่งเดือนที่องค์จักรพรรดิทรงประทานให้ บัดนี้ดูเหมือนจะหดสั้นลงไปอย่างน่าใจหาย

ทางเลือกอันยากลำบาก กำลังบีบคั้นลมหายใจของเขาให้ขาดห้วงลงช้าๆ...

“เตรียมม้า” องค์ชายหลงเทียนเอ่ยเสียงเย็นชา แววพระเนตรเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่กลับมาอีกครั้ง แม้จะระคนไปด้วยความหวาดหวั่น “ข้าจะไปที่หมู่บ้านเดี๋ยวนี้”

หน้านิยาย
หน้านิยาย
ม่านบุปผาจันทรา

ม่านบุปผาจันทรา

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!