ม่านบุปผาจันทรา

ตอนที่ 16 — รอยร้าวในราชสำนัก

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

28 ตอน · 1,019 คำ

ฤดูใบไม้ร่วงมาเยือนเมืองหลวงอย่างเต็มตัว ใบไม้เปลี่ยนสีร่วงหล่นโปรยปรายราวกับจะบอกเล่าถึงความเปลี่ยนแปลงที่กำลังคืบคลานเข้ามาในราชสำนัก ความเงียบสงบที่เคยมีคล้ายถูกแทนที่ด้วยคลื่นใต้น้ำแห่งความขัดแย้งและแก่งแย่งชิงดี องค์ชายหลงเทียนกลับมายังวังหลวงได้ไม่นานนักหลังจากที่จากหมู่บ้านเล็กๆ ของชิวเหวินมา แต่จิตใจของเขากลับยังคงผูกพันอยู่กับสตรีผู้มีปัญญาและเมตตาผู้นั้น เขาพยายามเก็บงำความรู้สึกนี้ไว้สุดความสามารถ แต่สายตาที่เหม่อลอยและท่าทางที่ครุ่นคิดอยู่เสมอ ‌ก็มิอาจรอดพ้นจากสายตาที่เฉียบคมของพระบิดาและบรรดาขุนนางผู้ใหญ่ไปได้

“องค์ชายหลงเทียน ดูเหมือนพักนี้ท่านจะมิค่อยสบายพระทัยนัก” เสียงทุ้มนุ่มนวลขององค์ฮ่องเต้เอ่ยขึ้นในท้องพระโรงยามปรึกษาราชกิจ สายตาคมกริบทอดมองไปยังพระโอรสผู้เป็นความหวังของแผ่นดิน

องค์ชายหลงเทียนค้อมกายลง “กระหม่อมมิได้เป็นอันใดพ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่ครุ่นคิดถึงแนวทางในการพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น” เขาพยายามตอบด้วยท่าทีสำรวมที่สุด แต่ในใจกลับร้อนรนด้วยความกังวล

องค์ฮ่องเต้พยักหน้าช้าๆ ​แต่แววตาของพระองค์ยังคงเต็มไปด้วยความสงสัย “ราชกิจย่อมสำคัญ แต่สุขภาพขององค์รัชทายาทก็มิอาจละเลยได้” พระองค์ทรงทอดพระเนตรไปยังขุนนางคนสนิท “ท่านอัครเสนาบดีซู ท่านมีเรื่องใดจะกราบทูลองค์ชายหรือไม่”

อัครเสนาบดีซูเหวิน บุรุษวัยกลางคนผู้มีใบหน้าเคร่งขรึมและรอยยิ้มที่ยากจะคาดเดา ก้าวออกมาข้างหน้า ‍ค้อมกายลงอย่างนอบน้อม “ทูลองค์รัชทายาท กระหม่อมมีเรื่องสำคัญยิ่งที่จะกราบทูลพ่ะย่ะค่ะ” เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่ดังพอให้ได้ยินทั่วท้องพระโรง “บัดนี้ องค์รัชทายาทก็เจริญวัยสมควรที่จะมีพระชายาเพื่อสืบสานราชบัลลังก์แล้วพ่ะย่ะค่ะ”

คำกล่าวของอัครเสนาบดีซูเหวินเปรียบดังสายฟ้าฟาดลงกลางใจขององค์ชายหลงเทียน เขารู้ดีว่าวันนี้จะต้องมาถึง ‌แต่ก็มิคิดว่าจะเร็วเช่นนี้

“เรื่องนี้… มิใช่เรื่องเร่งด่วนอันใด” องค์ชายหลงเทียนพยายามคัดค้าน “กระหม่อมยังต้องการทุ่มเทให้กับการปกครองบ้านเมืองให้มั่นคงก่อน”

“หาได้เป็นเช่นนั้นไม่พ่ะย่ะค่ะองค์รัชทายาท” อัครเสนาบดีซูเหวินกล่าวอย่างหนักแน่น “การมีพระชายาผู้เหมาะสม ย่อมเป็นหลักประกันแห่งความมั่นคงของราชวงศ์ การเชื่อมสัมพันธไมตรีกับตระกูลขุนนางผู้ใหญ่ ‍ย่อมเป็นรากฐานอันสำคัญของการบริหารบ้านเมืองให้สงบสุขยิ่งขึ้น”

องค์ฮ่องเต้พยักหน้าเห็นด้วย “อัครเสนาบดีซูพูดถูก องค์ชาย เรื่องนี้มิอาจรอช้าได้” พระองค์ทรงทอดพระเนตรไปยังองค์ชายหลงเทียนด้วยสายตาที่เปี่ยมด้วยความคาดหวัง “ข้าได้คัดเลือกสตรีสูงศักดิ์จากตระกูลต่างๆ ไว้บ้างแล้ว โดยเฉพาะบุตรีของท่านแม่ทัพใหญ่หลี่ ​นางหลี่เม่ย นางเป็นสตรีที่งดงาม เพียบพร้อมด้วยกิริยามารยาทและคุณสมบัติอันดีงาม สมควรแก่การเป็นพระชายาขององค์รัชทายาทอย่างยิ่ง”

ชื่อของหลี่เม่ยทำให้องค์ชายหลงเทียนรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึง หลี่เม่ยเป็นบุตรีของแม่ทัพใหญ่หลี่จิน ผู้มีอิทธิพลอย่างมากในราชสำนัก และเป็นสตรีที่ขึ้นชื่อเรื่องความงาม แต่ก็เป็นที่รู้กันว่านางเป็นคนทะเยอทะยานและเจ้าเล่ห์เพทุบาย ​การแต่งงานกับนางมิได้หมายถึงการได้ภรรยาเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการผูกมัดตัวเองเข้ากับอำนาจของตระกูลหลี่อย่างสมบูรณ์

“ทูลเสด็จพ่อ กระหม่อมยังมิพร้อมที่จะตัดสินใจในตอนนี้” องค์ชายหลงเทียนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่พยายามควบคุมให้เป็นปกติที่สุด “กระหม่อมขอเวลาพิจารณาอีกสักระยะพ่ะย่ะค่ะ”

องค์ฮ่องเต้ถอนหายใจ “เจ้ามักจะเป็นเช่นนี้เสมอหลงเทียน เจ้ามักจะตัดสินใจอย่างเชื่องช้าในเรื่องที่สำคัญยิ่ง” พระองค์ทรงเงียบไปครู่หนึ่ง ​ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นขึ้น “เอาเถิด ข้าจะให้เวลาเจ้าได้ครุ่นคิด แต่เรื่องนี้มิอาจยืดเยื้อได้นานนัก สิ้นฤดูใบไม้ร่วงนี้ เจ้าจะต้องให้คำตอบแก่ข้า”

องค์ชายหลงเทียนค้อมกายรับคำสั่งด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง เขาเดินออกจากท้องพระโรงด้วยความรู้สึกอึดอัดและคับข้องใจ ราวกับมีโซ่ตรวนที่มองไม่เห็นมาพันธนาการไว้ เขาตรงไปยังตำหนักส่วนตัว พลางสั่งให้ข้ารับใช้ทุกคนออกไปให้หมด ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้จันทน์ด้วยความเหนื่อยอ่อน

ภาพของชิวเหวินผุดขึ้นมาในห้วงความคิด ใบหน้าของนาง รอยยิ้มของนาง และคำพูดที่ปลอบประโลมหัวใจของเขา เขาจะทำเช่นไรดี จะให้นางรอคอยอย่างเลื่อนลอยต่อไปได้อย่างไร แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ไม่อาจปฏิเสธคำสั่งของพระบิดาและเสี่ยงต่อความมั่นคงของราชบัลลังก์ได้

ในอีกมุมหนึ่งของราชสำนัก ภายใต้ความโอ่อ่าของตำหนักที่ประทับของบุตรีแม่ทัพใหญ่หลี่ หลี่เม่ยกำลังนั่งจิบชาดอกโบตั๋นอย่างสงบนิ่ง แต่ดวงตาของนางกลับฉายแววแห่งความเจ้าเล่ห์และทะเยอทะยาน นางรับรู้ข่าวสารจากท้องพระโรงมาเป็นอย่างดีแล้ว

“องค์ชายหลงเทียนยังคงพยายามจะเลี่ยงการแต่งงานกับข้าอีกหรือ” นางเอ่ยถามสาวใช้คนสนิทด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เขามัวแต่ครุ่นคิดถึงสตรีต่ำต้อยในหมู่บ้านนั่นกระมัง”

สาวใช้นามว่าเสี่ยวหลานค้อมกายลง “เป็นเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะคุณหนู ได้ข่าวว่าองค์ชายทรงมีท่าทีเหม่อลอยและไม่สนใจสตรีสูงศักดิ์คนใดเลยตั้งแต่กลับมาจากนอกวัง”

หลี่เม่ยแสยะยิ้มบางๆ “สตรีต่ำต้อยผู้นั้นคงมีอะไรดีที่ทำให้องค์ชายถึงกับลุ่มหลงได้ถึงเพียงนี้” นางกำมือแน่น “แต่ไม่ว่านางจะเป็นใคร ก็ไม่มีทางที่จะก้าวขึ้นมาเป็นพระชายาขององค์รัชทายาทได้ ตำแหน่งนั้นจะต้องเป็นของข้าเท่านั้น”

นางลุกขึ้นยืน เดินไปยังหน้าต่าง มองออกไปยังสวนดอกไม้ที่กำลังผลิดอกบานสะพรั่ง “ข้าจะไม่มีวันยอมให้สตรีต่ำต้อยคนใดมาแย่งชิงสิ่งที่ควรจะเป็นของข้าไปได้” แววตาของนางเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและอำมหิต นางวางแผนที่จะสืบหาตัวตนของสตรีผู้นั้น และกำจัดให้พ้นทางเสีย

วันเวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้าสำหรับองค์ชายหลงเทียน เขาพยายามหาหนทางที่จะหลีกเลี่ยงการแต่งงานกับหลี่เม่ย แต่ก็ดูเหมือนจะไร้ทางออก บรรดาขุนนางต่างพากันกดดัน และองค์ฮ่องเต้ก็ดูเหมือนจะทรงไม่พอพระทัยที่เขาผัดผ่อนเรื่องนี้มานานเกินไปแล้ว

ในค่ำคืนหนึ่ง องค์ชายหลงเทียนแอบส่งสาส์นลับไปยังหมู่บ้านของชิวเหวิน โดยให้องครักษ์คนสนิทผู้ซื่อสัตย์เป็นผู้ส่ง สาส์นนั้นมิได้มีคำพูดอันหวานซึ้งใดๆ มีเพียงข้อความสั้นๆ ที่บอกเล่าถึงสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในราชสำนัก และคำมั่นสัญญาว่าเขาจะไม่มีวันทอดทิ้งนาง

ในหมู่บ้านอันห่างไกล ชิวเหวินได้รับสาส์นลับนั้นด้วยหัวใจที่เต้นระรัว เมื่ออ่านจบ ใบหน้าของนางก็ซีดเผือด นางรู้ดีว่าองค์ชายหลงเทียนกำลังเผชิญหน้ากับความยากลำบากเพียงใด และเรื่องราวการแต่งงานกับสตรีสูงศักดิ์นั้น ก็เป็นสิ่งที่นางคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว

“ถึงเวลาแล้วกระมัง ที่ข้าจะต้องทำอะไรสักอย่าง” ชิวเหวินพึมพำกับตัวเอง นางมิใช่มักใหญ่ใฝ่สูง แต่ในเมื่อความรักได้นำพานางมาถึงจุดนี้แล้ว นางก็ไม่มีทางที่จะยอมแพ้ได้ง่ายๆ

นางหวนนึกถึงคำพูดของบิดาที่เคยสอนสั่งเสมอมา “ปัญญาคืออาวุธที่คมคายที่สุดของสตรี” และคำพูดขององค์ชายหลงเทียนที่ว่า “เจ้าคือสตรีที่เฉลียวฉลาดที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบพาน”

ชิวเหวินเดินไปยังโต๊ะเขียนหนังสือ หยิบพู่กันและกระดาษออกมา นางเริ่มเขียนจดหมายตอบกลับองค์ชายหลงเทียน ด้วยถ้อยคำที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยความหมาย นางให้กำลังใจเขา และบอกว่านางจะเข้มแข็งและรอคอยเขาอยู่เสมอ พร้อมทั้งเสนอแนวทางบางอย่างที่อาจช่วยเขาคลี่คลายสถานการณ์ในราชสำนักได้

คำแนะนำของชิวเหวินมิได้เกี่ยวกับเรื่องการเมืองโดยตรง แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการมองเห็นคุณค่าของคนและการใช้คนให้ถูกกับงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่องค์ชายหลงเทียนมักจะมองข้ามไปเพราะความกดดันจากบรรดาขุนนางผู้ใหญ่

เมื่อสาส์นตอบกลับของชิวเหวินไปถึงมือองค์ชายหลงเทียน เขารับมาอ่านด้วยความกระวนกระวาย เมื่ออ่านจบ แววตาของเขาก็เปล่งประกายด้วยความประหลาดใจและชื่นชมอีกครั้ง

“นางฉลาดล้ำยิ่งนัก” เขาพึมพำกับตัวเอง “คำพูดของนางเรียบง่าย แต่กลับชี้ให้เห็นทางออกได้อย่างชัดเจน”

คำแนะนำของชิวเหวินทำให้องค์ชายหลงเทียนมีกำลังใจขึ้นมาอีกครั้ง เขาเริ่มครุ่นคิดถึงแนวทางที่จะใช้ปัญญาของชิวเหวินให้เป็นประโยชน์ในการเผชิญหน้ากับความท้าทายในราชสำนัก โดยมิให้เกิดอันตรายต่อนาง

แต่ในขณะที่องค์ชายหลงเทียนกำลังหาทางออก หลี่เม่ยกลับเริ่มปฏิบัติการ นางส่งคนออกสืบเรื่องราวขององค์ชายหลงเทียนระหว่างที่เขาออกนอกวัง และในไม่ช้า ข่าวลือเรื่องความสัมพันธ์ขององค์รัชทายาทกับสตรีสามัญชนในหมู่บ้านอันห่างไกลก็เริ่มแพร่สะพัดไปทั่วราชสำนักอย่างเงียบๆ

ข่าวลือเหล่านี้เปรียบเสมือนรอยร้าวเล็กๆ ที่ค่อยๆ ขยายตัวออกไปในกำแพงแห่งความสงบสุขของราชสำนัก มันเป็นสัญญาณเตือนว่าพายุลูกใหญ่กำลังจะพัดกระหน่ำ และชิวเหวินคือศูนย์กลางของพายุลูกนั้น.

หน้านิยาย
หน้านิยาย
ม่านบุปผาจันทรา

ม่านบุปผาจันทรา

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!