ราชสำนักหลวงในยามนี้เปรียบดั่งผืนน้ำที่ดูสงบนิ่งยามไร้ลมพัด แต่เบื้องล่างกลับเต็มไปด้วยกระแสคลื่นใต้น้ำที่พร้อมจะปะทุขึ้นมาได้ทุกเมื่อ องค์ชายหลงเทียนต้องเผชิญหน้ากับแรงกดดันมหาศาลจากพระบิดาและเหล่าขุนนางผู้ใหญ่ให้ทรงเร่งตัดสินใจเรื่องการอภิเษกสมรสกับหลี่เม่ย บุตรีแม่ทัพใหญ่หลี่จิน ข่าวลือเรื่องสตรีสามัญชนจากชนบทที่องค์ชายทรงพัวพันด้วยได้แพร่สะพัดไปทั่ววังหลวง แม้จะยังไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยออกมาตรงๆ แต่สายตาที่มองมายังองค์ชายหลงเทียนก็เต็มไปด้วยความเคลือบแคลงและประเมินค่า
ณ ตำหนักตะวันออกอันโอ่อ่า องค์ชายหลงเทียนประทับอยู่เบื้องหน้าโต๊ะทรงงานที่เต็มไปด้วยฎีกาและเอกสารราชการมากมาย แต่พระทัยของพระองค์กลับมิได้จดจ่ออยู่กับสิ่งเหล่านั้น ภาพของชิวเหวินยังคงเด่นชัดในห้วงความคิด คำพูดและรอยยิ้มของนางยังคงเป็นกำลังใจเดียวที่ยึดเหนี่ยวให้พระองค์ยืนหยัดอยู่ได้ท่ามกลางความอึดอัดและกดดันจากทุกทิศทาง
“องค์ชาย ทรงมีพระดำริอย่างไรเรื่องการอภิเษกสมรสพ่ะย่ะค่ะ” อัครเสนาบดีซูเหวินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แฝงด้วยอำนาจและอิทธิพลที่มิอาจปฏิเสธได้ เขายืนอยู่เบื้องหน้าองค์ชายหลงเทียน สายตาคมกริบจ้องมองราวกับจะอ่านความคิดของอีกฝ่าย
องค์ชายหลงเทียนเงยพระพักตร์ขึ้น สบตาอัครเสนาบดีซูเหวิน “เรื่องนี้มิใช่เรื่องที่จะตัดสินใจได้โดยง่ายนัก อัครเสนาบดี” พระองค์ตรัสด้วยน้ำเสียงเย็นชา “การอภิเษกสมรสย่อมส่งผลต่อความมั่นคงของราชวงศ์และแผ่นดิน ข้าต้องการเวลาพิจารณาให้รอบคอบที่สุด”
“แต่เวลาขององค์ชายกำลังจะหมดลงแล้วพ่ะย่ะค่ะ” อัครเสนาบดีซูเหวินกล่าวอย่างมิเกรงใจ “องค์ฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งให้องค์ชายตัดสินใจภายในสิ้นเดือนนี้ หากองค์ชายยังทรงลังเลเช่นนี้ อาจจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของเหล่าขุนนางและราษฎร”
คำพูดของอัครเสนาบดีซูเหวินเปรียบดังคมมีดที่กรีดแทงลงกลางใจขององค์ชายหลงเทียน เขารู้ดีว่าอัครเสนาบดีผู้นี้กำลังเล่นเกมอำนาจ และการแต่งงานกับหลี่เม่ยคือส่วนหนึ่งของแผนการที่จะรวบรวมอำนาจของตระกูลซูและตระกูลหลี่ให้เป็นหนึ่งเดียว องค์ชายหลงเทียนตระหนักว่าเขากำลังถูกบีบให้จนมุม
“อัครเสนาบดีซู ท่านกำลังจะบอกว่า หากข้ามิได้อภิเษกสมรสกับบุตรีของแม่ทัพใหญ่หลี่ จะเกิดความวุ่นวายในราชสำนักเช่นนั้นหรือ” องค์ชายหลงเทียนตรัสถามด้วยน้ำเสียงกดดัน
อัครเสนาบดีซูเหวินแย้มรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก “กระหม่อมมิได้กล่าวเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่กระหม่อมเป็นห่วงความมั่นคงของราชบัลลังก์เท่านั้น” เขาทอดสายตาไปยังองค์ชายหลงเทียน “ข่าวลือบางอย่างที่แพร่สะพัดอยู่ในวังหลวง บัดนี้เริ่มสร้างความเคลือบแคลงสงสัยแก่เหล่าขุนนางแล้วพ่ะย่ะค่ะ หากองค์ชายมิได้ทรงแสดงความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตามประเพณีอันดีงามของราชวงศ์ อาจจะเกิดความเข้าใจผิดได้”
คำว่า “ข่าวลือบางอย่าง” ของอัครเสนาบดีซูเหวินเปรียบดั่งลูกศรที่พุ่งตรงมายังใจขององค์ชายหลงเทียน เขารู้ดีว่าข่าวลือเหล่านั้นย่อมหมายถึงชิวเหวิน และอัครเสนาบดีผู้นี้กำลังใช้เรื่องนี้มาบีบเขา
“ข้าจะพิจารณา” องค์ชายหลงเทียนตรัสด้วยน้ำเสียงเย็นชาที่สุด ก่อนจะหันไปหยิบฎีกาขึ้นมาอ่าน เป็นสัญญาณว่าการสนทนาได้สิ้นสุดลงแล้ว
อัครเสนาบดีซูเหวินค้อมกายลงเล็กน้อย ก่อนจะเดินจากไป ทิ้งไว้เพียงเงาอสูรแห่งอำนาจที่คุกคามอยู่รอบกายองค์ชายหลงเทียน
เมื่ออัครเสนาบดีจากไปแล้ว องค์ชายหลงเทียนก็ล้มตัวลงพิงพนักเก้าอี้ด้วยความเหนื่อยอ่อน พระองค์รู้สึกราวกับว่ากำลังติดอยู่ในกรงที่มองไม่เห็น กรงที่ถักทอขึ้นมาจากประเพณี อำนาจ และความคาดหวัง
“ชิวเหวิน… เจ้าอยู่ที่ใดในยามนี้” พระองค์พึมพำกับตัวเองด้วยความโหยหา
ในขณะเดียวกัน ณ หมู่บ้านห่างไกล ชิวเหวินยังคงใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย นางยังคงดูแลบิดาที่ป่วยกระเสาะกระแสะ สอนหนังสือเด็กๆ ในหมู่บ้าน และช่วยเหลือชาวบ้านในเรื่องต่างๆ ตามความสามารถ แต่จิตใจของนางกลับมิได้สงบเย็นเช่นวันวานอีกแล้ว ความคิดถึงองค์ชายหลงเทียนยังคงวนเวียนอยู่ในห้วงความคิดทุกขณะ
จดหมายที่องค์ชายหลงเทียนส่งมานั้น บอกเล่าถึงสถานการณ์ที่ตึงเครียดในราชสำนัก และความกดดันเรื่องการอภิเษกสมรส ชิวเหวินอ่านจดหมายนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ด้วยหัวใจที่เจ็บปวดและเป็นห่วง เขากำลังเผชิญหน้ากับศึกหนักเพียงลำพัง และนางก็รู้สึกไร้หนทางที่จะช่วยเหลือได้
“ท่านพ่อเจ้าคะ… ลูกควรทำเช่นไรดี” ชิวเหวินเอ่ยถามบิดาที่นอนป่วยอยู่บนเตียง
บัณฑิตชิวถอนหายใจแผ่วเบา “ลูกเอ๋ย… ความรักเปรียบดังสายน้ำที่มิอาจต้านทานได้ เมื่อมันหลั่งไหลเข้ามาในใจแล้ว ก็ยากที่จะห้ามให้มันหยุดนิ่งได้” เขามองบุตรีด้วยสายตาที่เปี่ยมด้วยความรักและความเข้าใจ “แต่ความรักที่แท้จริง มักจะมาพร้อมกับบททดสอบอันหนักอึ้งเสมอ”
“ลูกมิได้กลัวบททดสอบเจ้าค่ะ แต่ลูกกลัวว่าจะมิอาจเป็นที่พึ่งให้ท่านได้” ชิวเหวินกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ลูกของพ่อเป็นสตรีที่เข้มแข็งและมีปัญญา เจ้าจงเชื่อมั่นในตนเอง” บัณฑิตชิวกล่าว “ปัญญาและความเมตตาของเจ้า คืออาวุธที่คมคายที่สุด จงใช้มันให้เป็นประโยชน์”
คำพูดของบิดาเปรียบดังแสงสว่างที่ส่องนำทางให้ชิวเหวิน นางหลับตาลง พยายามรวบรวมสติและปัญญาที่เคยมี นางรู้ดีว่าหากนางยังคงซ่อนตัวอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ องค์ชายหลงเทียนก็จะยังคงต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากเพียงลำพัง
“ลูกต้องไปที่เมืองหลวง” ชิวเหวินตัดสินใจในที่สุด “ลูกต้องไปช่วยท่าน”
แต่การจะเข้าสู่เมืองหลวงและราชสำนักนั้น มิใช่เรื่องง่ายสำหรับสตรีสามัญชนอย่างนาง นางจะต้องหาทางที่จะเข้าไปได้อย่างปลอดภัย และจะต้องหาทางที่จะช่วยองค์ชายหลงเทียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมิให้ตนเองเป็นภาระหรือเป็นอันตรายต่อเขา
ชิวเหวินเริ่มวางแผนอย่างรอบคอบ นางนึกถึงความรู้ที่บิดาสอนสั่งมาตลอดชีวิต ทั้งเรื่องการอ่านเขียน การคำนวณ ความรู้ด้านการแพทย์แผนโบราณ และความรู้เรื่องสมุนไพรต่างๆ รวมถึงเรื่องราวประวัติศาสตร์และการปกครองที่บิดามักจะเล่าให้ฟังเสมอ
“ปัญญาของเจ้า คืออาวุธที่คมคายที่สุด” คำพูดของบิดาดังก้องอยู่ในหูของนาง
นางตัดสินใจที่จะใช้ความรู้ความสามารถของตนเองให้เป็นประโยชน์ นางจะมิได้เข้าไปในฐานะสตรีที่รอคอยความช่วยเหลือ แต่จะเข้าไปในฐานะผู้ที่สามารถช่วยเหลือองค์ชายหลงเทียนได้
แต่ก่อนอื่น นางจะต้องหาทางเข้าสู่เมืองหลวงอย่างปลอดภัย และจะต้องมีข้ออ้างที่สมเหตุสมผลในการปรากฏตัวในเมืองหลวง เพื่อมิให้เกิดข้อครหาหรือตกเป็นเป้าสายตาของศัตรู
ชิวเหวินเริ่มติดต่อกับชาวบ้านบางคนที่เคยเดินทางเข้าออกเมืองหลวงบ่อยครั้ง เพื่อสอบถามเส้นทางและวิธีการต่างๆ นางตัดสินใจที่จะเดินทางไปพร้อมกับขบวนพ่อค้าที่มักจะเดินทางเข้าเมืองหลวงเป็นประจำ เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกจับตามอง
ในอีกด้านหนึ่งของเมืองหลวง หลี่เม่ยกำลังนั่งมองแผนที่วังหลวงด้วยรอยยิ้มเย็นชา นางได้รับข่าวจากสายสืบของนางว่าองค์ชายหลงเทียนยังคงพยายามผัดผ่อนเรื่องการอภิเษกสมรส และข่าวลือเรื่องสตรีต่ำต้อยจากชนบทก็เริ่มแพร่สะพัดไปถึงหูของขุนนางบางคนแล้ว
“ดูเหมือนองค์ชายจะยังคงลุ่มหลงในสตรีผู้นั้นอยู่สินะ” นางพึมพำกับตัวเอง “ข้าจะต้องหาทางให้นางปรากฏตัวขึ้นมาในเมืองหลวงเสีย เพื่อที่ข้าจะได้กำจัดนางให้พ้นทางไปเสียที”
หลี่เม่ยวางแผนที่จะใช้ข่าวลือเรื่องสตรีสามัญชนให้เป็นประโยชน์ นางจะทำให้เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่ในราชสำนัก เพื่อบีบให้องค์ชายหลงเทียนต้องตัดสินใจ และหากสตรีผู้นั้นปรากฏตัวขึ้นมา ก็จะถูกตำหนิจากทุกคนในราชสำนักและถูกกำจัดไปอย่างง่ายดาย
แผนการอันชั่วร้ายของหลี่เม่ยกำลังจะเริ่มต้นขึ้น และชิวเหวินกำลังจะก้าวเข้าสู่สมรภูมิที่เต็มไปด้วยเล่ห์กลและอันตราย ราชสำนักหลวงในยามนี้มิใช่เพียงสถานที่แห่งอำนาจและความมั่งคั่ง แต่ยังเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยเงาอสูรที่พร้อมจะกลืนกินผู้ที่อ่อนแอและไร้เดียงสา
ชิวเหวินกำลังจะก้าวเข้าสู่โลกใบใหม่ โลกที่แตกต่างจากหมู่บ้านอันสงบสุขที่นางเคยคุ้นเคยอย่างสิ้นเชิง โลกที่ความงามและปัญญาอาจมิได้เป็นเครื่องปกป้อง แต่กลับเป็นเป้าหมายของการทำลายล้าง.
ม่านบุปผาจันทรา
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก