เมื่อเส้นตายเรื่องการอภิเษกสมรสใกล้เข้ามา องค์ชายหลงเทียนก็ยิ่งตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก พระองค์ทรงพยายามหาทางออกทุกวิถีทางเพื่อหลีกเลี่ยงการแต่งงานกับหลี่เม่ย แต่ก็ดูเหมือนจะไร้หนทาง บรรดาขุนนางผู้ใหญ่ต่างจับตาดูความเคลื่อนไหวของพระองค์อย่างใกล้ชิด และข่าวลือเรื่องสตรีสามัญชนที่แพร่สะพัดก็เป็นเหมือนมีดที่คอยทิ่มแทงพระทัยของพระองค์อยู่เสมอ
ในค่ำคืนหนึ่ง องค์ชายหลงเทียนประทับอยู่ในตำหนักตะวันออกเพียงลำพัง พระองค์ทรงหยิบจดหมายฉบับสุดท้ายที่ชิวเหวินส่งมาออกมาอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า คำพูดที่เปี่ยมด้วยความเข้มแข็งและปัญญาของนางยังคงเป็นสิ่งเดียวที่ให้กำลังใจพระองค์ได้
“ปัญญาและความเมตตาของเจ้า คืออาวุธที่คมคายที่สุด” พระองค์พึมพำกับตัวเอง พลางนึกถึงคำแนะนำของชิวเหวินที่เคยให้ไว้ในจดหมายฉบับก่อนหน้า
ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงเคาะประตูเบาๆ “องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ มีแขกมาขอเข้าเฝ้า” องครักษ์คนสนิทกราบทูล
องค์ชายหลงเทียนขมวดคิ้วด้วยความสงสัย “แขกผู้ใดในยามวิกาลเช่นนี้”
“นางอ้างว่าเป็นผู้ส่งสารจากหมู่บ้านที่องค์ชายเคยเสด็จไปพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์กล่าว
หัวใจขององค์ชายหลงเทียนเต้นระรัว พระองค์รีบสั่งให้องครักษ์นำแขกผู้นั้นเข้ามาทันที
เมื่อประตูเปิดออก ร่างเล็กบอบบางของสตรีผู้หนึ่งก็ก้าวเข้ามาในห้อง นางสวมชุดผ้าฝ้ายธรรมดาที่ดูเรียบง่าย แต่ท่วงท่าการเดินกลับสง่างาม ดวงตาคู่สวยเปล่งประกายด้วยความเฉลียวฉลาด ใบหน้าของนางแม้จะดูซีดเซียวเล็กน้อยจากการเดินทาง แต่ก็ยังคงความงามอันบริสุทธิ์เอาไว้ได้อย่างครบถ้วน
“ชิวเหวิน!” องค์ชายหลงเทียนเอ่ยชื่อนางด้วยความตกใจระคนดีใจ พระองค์ลุกขึ้นยืนทันทีด้วยความรู้สึกที่เปี่ยมล้น
ชิวเหวินค้อมกายลงอย่างนอบน้อม “ถวายพระพรองค์ชายเพคะ”
องค์ชายหลงเทียนเดินตรงเข้าไปหานางด้วยความรวดเร็ว พระองค์จับมือนางขึ้นมาอย่างอ่อนโยน “เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร ทำไมไม่ส่งข่าวให้ข้ารู้ก่อน” พระองค์ตรัสถามด้วยความเป็นห่วง
ชิวเหวินเงยหน้าขึ้นมองเขา แววตาของนางเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “หม่อมฉันมิอาจทนเห็นองค์ชายต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากเพียงลำพังได้เพคะ หม่อมฉันจึงตัดสินใจเดินทางมาที่เมืองหลวง เพื่อที่จะช่วยเหลือองค์ชายเท่าที่หม่อมฉันจะทำได้”
องค์ชายหลงเทียนมองหน้านางด้วยความรู้สึกซาบซึ้งใจ พระองค์ดึงนางเข้ามากอดแนบแน่น “เจ้าช่างกล้าหาญยิ่งนักชิวเหวิน แต่เจ้าก็รู้ดีว่าการมาที่นี่ของเจ้าจะนำพาอันตรายมาสู่เจ้าได้”
“หม่อมฉันรู้เพคะ แต่หม่อมฉันเชื่อว่าปัญญาและความเมตตาจะคุ้มครองหม่อมฉันได้” ชิวเหวินกล่าว
องค์ชายหลงเทียนคลายอ้อมกอดออก พระองค์จูงมือนางไปนั่งบนเก้าอี้ “บอกข้ามาเถิดว่าเจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร และเจ้ามีแผนการอันใด”
ชิวเหวินเล่าเรื่องราวการเดินทางของนางให้องค์ชายหลงเทียนฟังทั้งหมด ตั้งแต่การเตรียมตัว การเดินทางมากับขบวนพ่อค้า ไปจนถึงการเริ่มต้นชีวิตใหม่ในเมืองหลวงด้วยการขายยาสมุนไพร
“หม่อมฉันคิดว่าการที่หม่อมฉันปรากฏตัวขึ้นมาในเมืองหลวงอย่างเปิดเผย อาจจะเป็นการเปิดโอกาสให้หม่อมฉันได้แสดงความสามารถบางอย่างออกมา ซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์ต่อองค์ชายได้เพคะ” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจ
องค์ชายหลงเทียนพยักหน้าอย่างครุ่นคิด “เจ้าคิดได้ดี แต่เจ้าก็ต้องระวังตัวให้มาก ศัตรูของเรามีอยู่ทุกหนแห่ง” พระองค์มองหน้านางด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรักและความเป็นห่วง “ข้าจะปกป้องเจ้าให้ถึงที่สุด”
ในขณะที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกันอย่างออกรส ก็มีเสียงเคาะประตูอีกครั้ง “องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ องค์ฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งให้เข้าเฝ้าเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์กราบทูลด้วยน้ำเสียงเร่งรีบ
องค์ชายหลงเทียนขมวดคิ้วด้วยความสงสัย “ในยามวิกาลเช่นนี้หรือ” พระองค์หันไปมองชิวเหวินด้วยความกังวล “เจ้าต้องหลบซ่อนตัวให้ดี อย่าให้ผู้ใดพบเห็นเจ้า”
ชิวเหวินพยักหน้าอย่างเข้าใจ นางรีบไปหลบซ่อนตัวอยู่หลังฉากกั้นไม้ที่ประดับด้วยภาพวาดทิวทัศน์ องค์ชายหลงเทียนมองดูจนแน่ใจว่านางปลอดภัยแล้ว จึงเดินออกไปเข้าเฝ้าองค์ฮ่องเต้
เมื่อองค์ชายหลงเทียนไปถึงท้องพระโรง ก็พบว่าองค์ฮ่องเต้ประทับอยู่เบื้องหน้าขุนนางผู้ใหญ่หลายคน รวมถึงอัครเสนาบดีซูเหวินและแม่ทัพใหญ่หลี่จิน บรรยากาศในท้องพระโรงเต็มไปด้วยความตึงเครียด
“หลงเทียน เจ้ายังมิได้ให้คำตอบแก่ข้าเรื่องการอภิเษกสมรส” องค์ฮ่องเต้ตรัสด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา “บัดนี้ ข่าวลือเรื่องสตรีสามัญชนที่เจ้าพัวพันด้วยได้แพร่สะพัดไปทั่ววังหลวงแล้ว มันสร้างความเสื่อมเสียแก่ราชวงศ์อย่างมาก”
องค์ชายหลงเทียนค้อมกายลง “ทูลเสด็จพ่อ กระหม่อมขอโอกาสได้ชี้แจงพ่ะย่ะค่ะ”
“จะชี้แจงอันใดอีก” แม่ทัพใหญ่หลี่จินเอ่ยขึ้นอย่างไม่พอใจ “ความจริงก็คือองค์รัชทายาททรงหมกมุ่นอยู่กับสตรีต่ำต้อยจากชนบท จนละเลยหน้าที่อันสำคัญของราชวงศ์”
“ข้ามิได้ละเลยหน้าที่อันใด” องค์ชายหลงเทียนตรัสด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “และสตรีที่ท่านกล่าวถึงนั้น มิได้เป็นเช่นที่ท่านกล่าวหา”
“นางมิใช่เช่นที่ข้ากล่าวหาเช่นนั้นหรือ” หลี่เม่ย ผู้ซึ่งยืนอยู่ข้างบิดา เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา นางก้าวออกมาข้างหน้า มองตรงไปยังองค์ชายหลงเทียนด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความเจ้าเล่ห์ “ได้ข่าวว่านางเป็นเพียงสตรีชาวบ้านธรรมดา ที่อาศัยอยู่ตามหมู่บ้านห่างไกล มิมีชาติตระกูล มิมีสมบัติพัสถานอันใด คู่ควรแก่การเป็นสนมขององค์ชายได้อย่างไร”
“หลี่เม่ย เจ้าอย่าได้กล่าวหานางเช่นนั้น” องค์ชายหลงเทียนตรัสด้วยความโกรธ
“ข้ามิได้กล่าวหาพ่ะย่ะค่ะองค์ชาย” หลี่เม่ยกล่าวอย่างเยือกเย็น “ข้าเพียงแต่พูดความจริง” นางหันไปทางองค์ฮ่องเต้ “ทูลฝ่าบาท หากองค์รัชทายาททรงมีพระทัยให้สตรีต่ำต้อยเช่นนั้น ก็เท่ากับว่าพระองค์ทรงดูหมิ่นเกียรติของราชวงศ์และประเพณีอันดีงามของแผ่นดิน”
คำพูดของหลี่เม่ยทำให้เหล่าขุนนางต่างพากันเห็นด้วย องค์ฮ่องเต้ทรงถอนหายใจด้วยความหนักใจ
“หลงเทียน เจ้ามีสิ่งใดจะแก้ตัวอีกหรือไม่” พระองค์ตรัสถาม
องค์ชายหลงเทียนรู้สึกจนปัญญาที่จะอธิบาย พระองค์รู้ดีว่าไม่ว่าจะพูดสิ่งใดออกไป ก็คงไม่มีผู้ใดเชื่อ
ในขณะที่องค์ชายหลงเทียนกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากด้านหลังฉากกั้นไม้
“หม่อมฉันคิดว่าการตัดสินคุณค่าของคน ควรจะพิจารณาจากปัญญาและความดีงามในใจ มิใช่เพียงชาติกำเนิดหรือฐานันดรเพคะ”
ทุกคนในท้องพระโรงต่างหันไปมองยังทิศทางของเสียงนั้นด้วยความตกใจ ชิวเหวินก้าวออกมาจากหลังฉากกั้นไม้ ใบหน้าของนางสงบนิ่ง ดวงตาคู่สวยเปล่งประกายด้วยความมุ่งมั่นและไม่หวาดหวั่น
“เจ้าเป็นใคร!” หลี่เม่ยเอ่ยถามด้วยความโกรธแค้น ดวงตาของนางเต็มไปด้วยเพลิงริษยาที่กำลังโหมกระหน่ำ
“หม่อมฉันชื่อชิวเหวิน เป็นบุตรีของบัณฑิตชิวหมิงเพคะ” ชิวเหวินค้อมกายลงอย่างนอบน้อม “หม่อมฉันมิได้มีเจตนาที่จะล่วงเกินเบื้องสูง แต่หม่อมฉันมิอาจทนฟังคำกล่าวหาที่มิเป็นธรรมได้”
องค์ฮ่องเต้ทรงทอดพระเนตรชิวเหวินด้วยความแปลกพระทัย พระองค์ทรงไม่คาดคิดว่าสตรีผู้นี้จะกล้าปรากฏตัวขึ้นมาในท้องพระโรง
“เจ้ากล้าดียังไงถึงมากล่าววาจาในท้องพระโรงแห่งนี้” แม่ทัพใหญ่หลี่จินเอ่ยขึ้นอย่างเกรี้ยวกราด “เจ้ามิรู้หรือว่านี่คือสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์”
“หม่อมฉันรู้เพคะ แต่หม่อมฉันเชื่อว่าความจริงย่อมเป็นสิ่งไม่ตาย” ชิวเหวินกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น “หากการตัดสินคุณค่าของคนขึ้นอยู่กับชาติกำเนิดเพียงอย่างเดียว เช่นนั้นแผ่นดินนี้ก็คงมิอาจก้าวหน้าไปได้”
คำพูดของชิวเหวินทำให้ทุกคนในท้องพระโรงตกตะลึง องค์ชายหลงเทียนมองนางด้วยความภาคภูมิใจ พระองค์รู้ดีว่าการปรากฏตัวของนางในยามนี้คือความเสี่ยงอันใหญ่หลวง แต่นางก็แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญและปัญญาอันล้ำเลิศของนาง
หลี่เม่ยกำมือแน่นด้วยความโกรธแค้น นางไม่คาดคิดว่าสตรีต่ำต้อยผู้นี้จะกล้าหาญถึงเพียงนี้
“เจ้าพูดจาเหลวไหล” หลี่เม่ยเอ่ยขึ้น “เจ้าเป็นเพียงสตรีสามัญชน จะเอาปัญญาอันใดมาตัดสินเรื่องราวในราชสำนัก”
“แม้หม่อมฉันจะเป็นเพียงสามัญชน แต่หม่อมฉันก็เชื่อว่าหัวใจที่บริสุทธิ์และปัญญาที่เที่ยงธรรม ย่อมสามารถมองเห็นความจริงได้เสมอเพคะ” ชิวเหวินกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สงบ แต่เปี่ยมด้วยพลัง
การปรากฏตัวของชิวเหวินในท้องพระโรงในยามนี้ เปรียบดั่งบุปผาแรกแย้มที่ผลิบานท่ามกลางพายุโหมกระหน่ำ มันเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้ครั้งสำคัญ ที่จะพิสูจน์คุณค่าของสตรีสามัญชนผู้นี้ และจะเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของราชสำนักไปตลอดกาล.
ม่านบุปผาจันทรา
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก