สองปีผ่านไป ดุจสายน้ำเชี่ยวกรากที่พัดพาความทรงจำและบาดแผลให้เลือนจางลงบ้าง ความสงบสุขที่เคยหวนคืนสู่แผ่นดินหลังจากการปราบมารราชาผู้ชั่วร้ายได้สำเร็จ บัดนี้กำลังถูกกัดกร่อนด้วยเงามืดที่คืบคลานเข้ามาอีกครั้ง รายงานจากหัวเมืองน้อยใหญ่ทั่วทุกสารทิศเริ่มหลั่งไหลเข้ามายังสำนักคุ้มภัยและราชสำนัก เรื่องราวของสัตว์อสูรที่ออกอาละวาดอย่างบ้าคลั่ง หมู่บ้านที่ถูกทำลายย่อยยับ ผู้คนล้มตายอย่างไร้สาเหตุ ความหวาดกลัวเริ่มแผ่ซ่านปกคลุมจิตใจของผู้คนอีกครั้ง
เว่ยเฉินในชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มที่ปักลวดลายเมฆาด้วยด้ายเงิน ยืนอยู่ริมระเบียงศาลาอันโอ่อ่าของสำนักคุ้มภัย สายลมเย็นยามเช้าพัดเอื่อยพากลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ในสวนเข้ามา เขาหลับตาลง สัมผัสถึงพลังงานบางอย่างที่ผิดแปลกไปจากเดิม มันไม่ใช่พลังปราณบริสุทธิ์ที่คุ้นเคย หากแต่เป็นกระแสแห่งความมืดมิดที่แฝงเร้นอยู่ทั่วทุกหนแห่ง ราวกับเมฆหมอกทมิฬที่เตรียมจะกลืนกินแสงสว่าง
"รายงานจากหมู่บ้านหุบเขาจันทรา...ถูกทำลายสิ้นซาก" เสียงทุ้มต่ำของศิษย์พี่รองเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ "ผู้รอดชีวิตเล่าว่า เห็นสัตว์ประหลาดตัวใหญ่เท่าภูเขา มีดวงตาสีแดงฉาน และมีกลิ่นอายแห่งความชั่วร้ายแผ่ออกมา"
เว่ยเฉินลืมตาขึ้น ดวงตาคมกริบฉายแววกังวล "เช่นนั้นหรือ...ดูเหมือนว่าเราจะไม่ได้พักผ่อนกันนานนัก"
ซิวหลิงก้าวเข้ามาในศาลา นางอยู่ในชุดสีขาวบริสุทธิ์ ผมยาวสลวยถูกรวบขึ้นอย่างเรียบร้อย เผยให้เห็นใบหน้างดงามที่ดูเคร่งขรึมกว่าปกติ ในมือของนางมีแผ่นกระดาษที่เต็มไปด้วยร่องรอยการสำรวจ "ข้าเพิ่งกลับมาจากสำรวจร่องรอยที่ชายป่าตะวันออก" นางกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ร่องรอยเท้าขนาดใหญ่ที่ฝังลึกในพื้นดิน และต้นไม้ที่ถูกหักโค่นอย่างรุนแรง พลังงานที่หลงเหลืออยู่...มันไม่ใช่ลูกน้องของมารราชาอย่างแน่นอน"
เว่ยเฉินหันมามองนางด้วยความสนใจ "แล้วมันคืออะไรกันแน่ ซิวหลิง?"
ซิวหลิงขมวดคิ้วเล็กน้อย "มันเป็นสัตว์อสูรที่ถูกสิงสู่โดยพลังงานมืด พลังงานนี้บริสุทธิ์และเข้มข้นกว่าพลังของมารราชาเสียอีก ราวกับว่ามันเป็นต้นกำเนิดของความมืดมิดทั้งมวล"
คำพูดของซิวหลิงทำให้บรรยากาศในศาลาหนักอึ้งขึ้นมาทันที หากไม่ใช่ลูกน้องของมารราชา แล้วใครกันเล่าที่อยู่เบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมดนี้? พลังงานมืดที่บริสุทธิ์และเข้มข้นกว่า...นั่นหมายถึงภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่กว่าที่พวกเขาเคยเผชิญมาหรือไม่?
"แหล่งที่มาของพลังงานมืดนี้อยู่ที่ไหน?" เว่ยเฉินถาม น้ำเสียงของเขาหนักแน่นและเด็ดเดี่ยว แม้จะรู้สึกถึงความน่าสะพรึงกลัวที่แฝงอยู่ แต่เขาก็พร้อมเผชิญหน้ากับมันเสมอ
ซิวหลิงเงยหน้าขึ้น ดวงตาของนางสบกับดวงตาของเว่ยเฉิน "ทางเหนือ...ในป่าต้องห้าม"
ชื่อ "ป่าต้องห้าม" ทำให้ทุกคนที่ได้ยินถึงกับตัวสั่นสะท้าน ป่าต้องห้ามเป็นสถานที่ที่ถูกเล่าขานว่าเป็นดินแดนแห่งความตาย ไม่มีใครที่เข้าไปแล้วจะรอดกลับออกมาได้ ไม่ว่าจะเป็นนักล่าผู้ช่ำชอง นักรบผู้กล้าหาญ หรือแม้แต่นักเวทผู้ทรงพลัง ต่างก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับความลี้ลับและอันตรายที่ซ่อนอยู่ในนั้น มันเป็นอาณาเขตที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกทมิฬตลอดกาล มีสัตว์อสูรดุร้ายที่ไม่อาจคาดเดาได้อาศัยอยู่ และเชื่อกันว่ามีพลังงานโบราณบางอย่างที่หลับใหลอยู่ภายใน
"ป่าต้องห้ามงั้นหรือ?" ศิษย์พี่รองอุทานออกมาอย่างตกใจ "นั่นมัน...เป็นไปไม่ได้! ไม่มีใครเคยรอดชีวิตจากที่นั่น"
"แต่ร่องรอยของสัตว์อสูรนำไปทางนั้น และพลังงานมืดที่ข้าสัมผัสได้ก็เข้มข้นที่สุดในทิศทางนั้นเช่นกัน" ซิวหลิงยืนยัน "ไม่ว่ามันจะอันตรายแค่ไหน เราก็ต้องไป"
เว่ยเฉินพยักหน้าช้าๆ "ใช่...เราไม่มีทางเลือก"
เขาหันไปมองศิษย์พี่รองและศิษย์น้องคนอื่นๆ "เตรียมตัวให้พร้อม ข้ากับซิวหลิงจะออกเดินทางในรุ่งเช้า"
"ท่านพี่เว่ยเฉิน!" ศิษย์น้องคนหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยความเป็นห่วง "ให้พวกเราไปด้วยเถิด ป่าต้องห้ามอันตรายเกินไปที่จะไปกันแค่สองคน"
เว่ยเฉินส่ายหน้า "ไม่ พวกเจ้าต้องอยู่ที่นี่เพื่อดูแลสำนักและปกป้องผู้คนในเมืองหลวง หากเกิดอะไรขึ้นกับพวกเรา อย่างน้อยก็ยังมีพวกเจ้าคอยปกป้องแผ่นดินนี้" เขาหยุดชั่วครู่ "อีกอย่าง การเดินทางครั้งนี้อาจไม่ใช่แค่การต่อสู้กับสัตว์อสูรธรรมดา อาจมีบางสิ่งบางอย่างที่ซับซ้อนกว่านั้นซ่อนอยู่"
คำพูดของเว่ยเฉินทำให้ทุกคนเข้าใจถึงความจริงจังของสถานการณ์ พวกเขาทำได้เพียงพยักหน้าอย่างจำยอม พร้อมกับส่งสายตาแห่งความห่วงใยและศรัทธาไปให้
รุ่งอรุณของวันใหม่มาถึง ท้องฟ้ายังคงมืดครึ้มด้วยเมฆฝนที่ตั้งเค้า เว่ยเฉินและซิวหลิงยืนอยู่หน้าประตูสำนักคุ้มภัย สัมภาระของพวกเขามีน้อยนิด มีเพียงเสื้อผ้าที่จำเป็นและยาบำรุงกำลังบางส่วน ดาบสายฟ้าแห่งเก้าสวรรค์ถูกคาดอยู่ที่เอวของเว่ยเฉิน เปล่งประกายสีครามเรืองรองอย่างเงียบงัน ราวกับรับรู้ถึงภารกิจอันยิ่งใหญ่ที่กำลังจะมาถึง
"พร้อมไหม?" เว่ยเฉินหันไปถามซิวหลิง
ซิวหลิงพยักหน้า ดวงตาของนางฉายแววมุ่งมั่น "พร้อมเสมอ"
ทั้งสองออกเดินทาง มุ่งหน้าสู่ทิศเหนือ ทิ้งความวุ่นวายของเมืองหลวงไว้เบื้องหลัง การเดินทางในช่วงแรกเป็นไปอย่างราบรื่น พวกเขาผ่านทุ่งหญ้ากว้างใหญ่และป่าโปร่งที่คุ้นเคย แต่เมื่อยิ่งเข้าใกล้เขตแดนของป่าต้องห้าม บรรยากาศก็เริ่มเปลี่ยนไป
อากาศเริ่มเย็นลงอย่างผิดปกติ แม้จะเป็นช่วงกลางวัน แสงอาทิตย์ก็ดูเหมือนจะถูกบดบังด้วยม่านหมอกสีเทาจางๆ ที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือยอดไม้ เสียงนกร้องและสัตว์ป่าที่เคยได้ยินก็เงียบหายไป เหลือเพียงเสียงใบไม้เสียดสีกันตามแรงลมที่พัดผ่าน ราวกับธรรมชาติกำลังส่งสัญญาณเตือนถึงอันตรายที่อยู่เบื้องหน้า
"พลังงานมืดเริ่มเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ" ซิวหลิงกระซิบ "ข้ารู้สึกได้ถึงความกดดันที่แผ่ซ่านเข้ามาในจิตใจ"
เว่ยเฉินพยักหน้า เขากำด้ามดาบแน่นขึ้น "ระวังตัวให้ดี ซิวหลิง"
เมื่อพวกเขาเข้าสู่เขตป่าต้องห้ามอย่างแท้จริง ทัศนียภาพก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ต้นไม้สูงใหญ่เสียดฟ้าที่ลำต้นบิดเบี้ยวราวกับถูกทรมาน กิ่งก้านสาขาที่แห้งกรังไร้ใบแผ่กิ่งก้านออกไปคล้ายแขนปีศาจที่กำลังคว้าจับท้องฟ้า พื้นดินเต็มไปด้วยซากใบไม้ที่เน่าเปื่อยและเถาวัลย์หนาทึบที่พันเกี่ยวกันยุ่งเหยิง แสงอาทิตย์ไม่สามารถส่องลงมาถึงพื้นได้ ทำให้ป่าทั้งป่าตกอยู่ในความมืดสลัวตลอดเวลา
หมอกหนาทึบสีเทาอมดำลอยอ้อยอิ่งอยู่ทุกหนแห่ง บดบังทัศนวิสัยจนมองเห็นได้ไม่เกินไม่กี่ก้าว กลิ่นอับชื้นของดินและซากพืชผสมปนเปกับกลิ่นคาวเลือดจางๆ ที่ลอยมาตามลม ทำให้บรรยากาศยิ่งน่าขนลุก
"นี่มัน...เหมือนอยู่ในฝันร้าย" ซิวหลิงเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางแฝงความประหลาดใจและหวาดระแวง
เว่ยเฉินเดินนำหน้า สอดส่ายสายตาไปรอบๆ อย่างระมัดระวัง ทุกย่างก้าวของเขาเต็มไปด้วยความรอบคอบ "ป่าแห่งนี้มีชีวิตเป็นของตัวเอง มันกำลังพยายามขับไล่ผู้บุกรุก"
ทันใดนั้น เสียงคำรามก้องฟ้าก็ดังขึ้นมาจากส่วนลึกของป่า เสียงนั้นสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งผืนป่า ทำให้พื้นดินสั่นสะเทือนเล็กน้อย
"นั่นมัน..." ซิวหลิงเบิกตากว้าง "สัตว์อสูรที่เราตามหา!"
เว่ยเฉินพยักหน้า "ดูเหมือนมันจะรู้ตัวว่าเรามาถึงแล้ว"
พวกเขาเร่งฝีเท้าเข้าไปในความมืดมิดที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เสียงคำรามดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ พร้อมกับเสียงต้นไม้หักโค่นและเสียงฝีเท้าอันหนักหน่วงที่กำลังเคลื่อนที่เข้ามาหาพวกเขา
ไม่นานนัก ร่างมหึมาสีดำทะมึนก็ปรากฏขึ้นจากม่านหมอก มันคืออสูรกายที่มีรูปร่างคล้ายหมาป่าขนาดใหญ่ยักษ์ แต่มีผิวหนังที่แข็งแกร่งราวกับหินผา ดวงตาสีแดงฉานสองข้างเปล่งประกายความชั่วร้ายออกมาอย่างชัดเจน เขี้ยวแหลมคมยาวเฟื้อยโผล่ออกมาจากปากที่เต็มไปด้วยน้ำลายเหนียวเหนอะหนะ กลิ่นอายแห่งความมืดมิดแผ่ซ่านออกมาจากร่างของมันอย่างรุนแรงจนรู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือกที่แทรกซึมเข้าสู่กระดูก
"มันคืออสูรหมาป่าทมิฬ" ซิวหลิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม "ไม่เคยมีบันทึกว่ามีสัตว์อสูรชนิดนี้อยู่ในป่าต้องห้ามมาก่อน"
อสูรหมาป่าทมิฬคำรามอีกครั้ง พุ่งเข้าใส่พวกเขาด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ เว่ยเฉินชักดาบสายฟ้าแห่งเก้าสวรรค์ออกจากฝัก แสงสีครามสว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืดมิด
"ระวัง!" เว่ยเฉินตะโกน
เขาพุ่งเข้าปะทะกับอสูรหมาป่าทมิฬ ดาบในมือฟาดฟันออกไปอย่างรวดเร็วและแม่นยำ แสงสีครามพุ่งเข้าปะทะกับเกล็ดหินของอสูร เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ประกายไฟแลบแปลบปลาบ
อสูรหมาป่าทมิฬไม่สะทกสะท้าน มันตวัดกรงเล็บอันแหลมคมเข้าใส่เว่ยเฉิน เว่ยเฉินหลบหลีกได้อย่างหวุดหวิด แต่แรงลมที่เกิดจากการตวัดกรงเล็บก็ทำให้เสื้อผ้าของเขาสะบัดไหว
ซิวหลิงไม่รอช้า นางร่ายเวทมนตร์ พลังปราณสีเขียวอ่อนพุ่งออกจากปลายนิ้วของนาง กลายเป็นเถาวัลย์เรืองแสงที่พุ่งเข้าพันรอบขาของอสูรหมาป่าทมิฬ
"คำราม!" อสูรหมาป่าทมิฬคำรามด้วยความโกรธ มันดึงขาของมันอย่างแรง ทำให้เถาวัลย์ขาดสะบั้นไปอย่างง่ายดาย
"มันแข็งแกร่งกว่าที่คิด" ซิวหลิงกล่าว
เว่ยเฉินพุ่งเข้าโจมตีอีกครั้ง คราวนี้เขาใช้ทักษะดาบที่รวดเร็วและพลิกแพลง ดาบสายฟ้าแห่งเก้าสวรรค์ฟาดฟันเข้าใส่จุดอ่อนของอสูรหมาป่าทมิฬอย่างต่อเนื่อง แต่เกล็ดหินของมันดูเหมือนจะแข็งแกร่งเกินกว่าที่จะเจาะทะลุได้ง่ายๆ
"มันมีพลังป้องกันที่แข็งแกร่งมาก" เว่ยเฉินกล่าว "เราต้องหาวิธีโจมตีจุดอ่อนของมัน"
ขณะที่เว่ยเฉินกำลังต่อสู้กับอสูรหมาป่าทมิฬ ซิวหลิงก็ใช้โอกาสนี้สำรวจรอบๆ ตัวอย่างรวดเร็ว ดวงตาของนางกวาดมองไปทั่วร่างของอสูรหมาป่าทมิฬ พยายามค้นหาช่องโหว่
"เว่ยเฉิน! ดวงตาของมัน!" ซิวหลิงตะโกน "พลังงานมืดที่สิงสู่มันอยู่รวมตัวกันที่ดวงตา!"
เว่ยเฉินได้ยินดังนั้นก็พยักหน้า เขาหลบการโจมตีของอสูรหมาป่าทมิฬอย่างฉับไว แล้วรวบรวมพลังปราณทั้งหมดไว้ที่ดาบสายฟ้าแห่งเก้าสวรรค์ แสงสีครามบนดาบสว่างจ้าขึ้นจนแสบตา ราวกับฟ้าผ่ากำลังจะฟาดลงมา
"ดาบสายฟ้าสะท้านภพ!"
เว่ยเฉินพุ่งเข้าหาอสูรหมาป่าทมิฬด้วยความเร็วสูงสุด เขาใช้จังหวะที่อสูรกำลังจะโจมตีสวนกลับ พุ่งดาบเข้าใส่ดวงตาสีแดงฉานของมันอย่างแม่นยำ
ฉัวะ!
เสียงกรีดร้องอันเจ็บปวดดังขึ้นจากอสูรหมาป่าทมิฬ เลือดสีดำทะมึนพุ่งกระฉูดออกมาจากดวงตาของมัน พลังงานมืดที่เคยแผ่ซ่านออกมาจากร่างของมันก็เริ่มอ่อนกำลังลง
อสูรหมาป่าทมิฬล้มลงกับพื้น ดิ้นทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวด ร่างกายของมันเริ่มสลายกลายเป็นควันสีดำที่ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า แล้วก็จางหายไปในที่สุด เหลือทิ้งไว้เพียงกลิ่นคาวเลือดที่จางลง
เว่ยเฉินยืนหอบเล็กน้อย ดาบสายฟ้าในมือยังคงเปล่งแสงสว่างจางๆ
"มันตายแล้ว" ซิวหลิงเดินเข้ามาหานาง "แต่พลังงานมืดที่สิงสู่มัน...มันไม่ได้หายไปไหน มันแค่กลับคืนสู่แหล่งที่มา"
เว่ยเฉินพยักหน้า "นั่นหมายความว่าเรายังมาไม่ถึงต้นตอของปัญหา"
พวกเขาเดินลึกเข้าไปในป่าต้องห้ามอีกครั้ง บรรยากาศยังคงน่าขนลุกและเต็มไปด้วยความมืดมิด แต่ความรู้สึกกดดันจากพลังงานมืดกลับเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ราวกับว่าพวกเขากำลังเดินเข้าสู่ใจกลางของพายุแห่งความชั่วร้าย
"ข้ารู้สึกว่าเรากำลังเข้าใกล้บางสิ่งบางอย่างที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เราจินตนาการไว้" ซิวหลิงกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง "พลังงานมืดที่นี่...มันมีชีวิต"
เว่ยเฉินมองไปข้างหน้า ผ่านม่านหมอกหนาทึบที่ดูเหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุด "ไม่ว่ามันจะเป็นอะไร เราก็ต้องเผชิญหน้ากับมัน"
การเดินทางของพวกเขายังคงดำเนินต่อไป ในความมืดมิดของป่าต้องห้าม ที่ซึ่งอันตรายและปริศนารอคอยอยู่เบื้องหน้า ศึกครั้งใหม่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น และครั้งนี้ อาจเป็นศึกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของพวกเขา

เทพดาบสวรรค์
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก