ป่าต้องห้ามยามนี้มืดมิดและเงียบงันจนน่าขนลุก ข่มขวัญทุกสรรพเสียงให้จมหายไปในความอ้างว้าง ต้นไม้โบราณสูงเสียดฟ้า แผ่กิ่งก้านสาขาแสนหนาทึบจนบดบังแม้แต่แสงตะวันยามบ่าย ให้เหลือเพียงรำไรลอดผ่านลงมาเป็นริ้วเงาอันพร่าเลือน อากาศภายในป่าเย็นยะเยือกราวกับฤดูหนาวอันยาวนานกำลังหวนคืนมา ทั้งที่ความจริงแล้วยังคงเป็นช่วงเวลาของฤดูร้อนที่ควรจะอบอ้าว
เว่ยเฉินก้าวเดินนำหน้าอย่างระมัดระวัง ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบทิศทาง พลางคลี่พลังปราณคุ้มกายให้พร้อมรับมือกับทุกสิ่ง ซิวหลิงเดินตามหลังมาติดๆ ใบหน้าของนางฉายแววกังวลเล็กน้อย แต่แววตาเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นไม่แพ้กัน
“รู้สึกอะไรบางอย่างไหม?” ซิวหลิงเอ่ยถามเบาๆ เสียงกระซิบของนางแทบจะกลืนหายไปในความเงียบงันของป่า
เว่ยเฉินชะงักเท้าลงเล็กน้อย สูดหายใจลึก พลังปราณอันละเอียดอ่อนของเขาแผ่ซ่านออกไปสัมผัสกับบรรยากาศรอบกาย เส้นชีพจรแห่งพลังงานที่มองไม่เห็นเต้นระริกอยู่ในอากาศ เขารับรู้ได้ถึงกระแสบางอย่างที่ผิดแปลกไปจากธรรมชาติ
“มีบางอย่างอยู่ที่นี่” เว่ยเฉินตอบ เสียงของเขาแผ่วพร่าไม่ต่างกัน “บางอย่างที่แข็งแกร่งมาก แข็งแกร่งจนน่าประหลาดใจ ราวกับว่ามันหลับใหลอยู่ใต้ผืนป่าแห่งนี้มาเนิ่นนาน”
ซิวหลิงพยักหน้า สีหน้าของนางเคร่งขรึมขึ้น “ข้าก็รู้สึกเช่นกัน พลังงานนี้เป็นทั้งความมืดมิดและความบริสุทธิ์ในคราวเดียวกัน มันแปลกประหลาดเกินกว่าที่ข้าเคยสัมผัสมา”
พวกเขาเดินลึกเข้าไปในป่าเรื่อยๆ ความมืดมิดทวีความหนาแน่นขึ้นทุกย่างก้าว กลิ่นอับชื้นของดินและใบไม้เก่าแก่คละคลุ้งไปทั่ว บางครั้งก็มีกลิ่นหอมหวานแปลกๆ ลอยมาตามลม ชวนให้รู้สึกผ่อนคลายแต่ก็แฝงไว้ด้วยอันตราย ต้นไม้แต่ละต้นสูงใหญ่จนน่าเกรงขาม ลำต้นของมันบิดเบี้ยวพันกันราวกับแขนขาของอสูรกายโบราณที่กำลังหลับใหล เถาวัลย์หนาเตอะห้อยระโยงระยางลงมาจากกิ่งก้าน ราวกับม่านที่ซ่อนเร้นความลับนับพันปี
เว่ยเฉินสังเกตเห็นว่ายิ่งเดินลึกเข้าไปเท่าไหร่ พลังปราณในกายของเขาก็ยิ่งถูกกดดันมากขึ้น ราวกับมีแรงดูดบางอย่างที่พยายามจะฉุดรั้งเขาไว้ แต่ในขณะเดียวกัน พลังแห่งดาบสายฟ้าที่หลับใหลอยู่ในกายของเขาก็เริ่มสั่นสะท้านเบาๆ ราวกับว่ามันกำลังตอบสนองต่อบางสิ่งบางอย่างที่อยู่เบื้องหน้า
ในที่สุด หลังจากเดินฝ่าความมืดและความเงียบงันมาเนิ่นนาน ภาพเบื้องหน้าก็ปรากฏขึ้น มันคือวิหารโบราณที่ทรุดโทรม ผนังหินแกะสลักถูกปกคลุมไปด้วยเถาวัลย์หนาทึบจนแทบมองไม่เห็นเค้าโครงเดิมของสถาปัตยกรรมที่เคยงดงาม ประตูทางเข้าพังทลายลงเหลือเพียงซากปรักหักพังที่อ้าปากกว้างราวกับกำลังรอคอยผู้มาเยือน
“นั่นไง” ซิวหลิงกระซิบ พลางชี้ไปยังใจกลางของวิหาร
ใจกลางวิหารที่ไร้หลังคา มีแท่นหินขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ แท่นหินนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่ก้อนหินธรรมดา มันเปล่งแสงสีดำสนิทออกมาอย่างต่อเนื่อง แสงสีดำนั้นไม่ได้สว่างจ้า แต่กลับดูดกลืนทุกแสงสว่างรอบตัวให้มืดมิดลงไปอีก คล้ายกับหลุมดำเล็กๆ ที่กำลังดูดกลืนทุกสรรพสิ่ง พลังงานอันมืดมิดแต่บริสุทธิ์ที่พวกเขาเคยสัมผัสได้นั้น พวยพุ่งออกมาจากแท่นหินนี้อย่างชัดเจน
“นั่นคือแหล่งที่มาของพลังงานทั้งหมด” ซิวหลิงพูด น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความตื่นเต้นระคนหวาดระแวง “มันคือสิ่งที่พวกเรากำลังตามหา”
เว่ยเฉินพยักหน้า สีหน้าของเขาจริงจังขึ้นกว่าเดิม เขารู้สึกได้ถึงพลังงานมหาศาลที่แผ่ออกมาจากแท่นหินนั้น มันเป็นพลังงานที่ทั้งน่าเกรงขามและอันตรายในคราวเดียวกัน พลังปราณของเขาสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ราวกับว่าดาบสายฟ้ากำลังจะตื่นขึ้นจากการหลับใหล
“เราต้องเข้าไปใกล้กว่านี้” เว่ยเฉินกล่าว พลางก้าวเท้าออกไปข้างหน้า
แต่ก่อนที่พวกเขาจะก้าวเข้าไปในเขตของวิหาร เสียงหัวเราะอันเยือกเย็นก็ดังขึ้นจากความมืดมิดที่โอบล้อมวิหาร เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความชั่วร้าย ราวกับเสียงของปีศาจที่หลุดออกมาจากขุมนรก
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า… ข้าพเจ้ารอเจ้ามานานแล้ว เว่ยเฉิน”
เสียงนั้นก้องกังวานไปทั่วป่า ทำให้กิ่งไม้ใบหญ้าสั่นสะเทือน ซิวหลิงสะดุ้งเล็กน้อย ดวงตาของนางเบิกกว้างด้วยความตกใจ เว่ยเฉินเองก็ชะงักฝีเท้าลง พลังปราณในกายของเขารวมตัวกันอย่างรวดเร็ว เตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้
จากเงามืดใต้ซากปรักหักพังของวิหาร ชายผู้หนึ่งก้าวออกมาอย่างช้าๆ ร่างกายของเขาปกคลุมด้วยชุดคลุมสีดำสนิทที่กลืนหายไปกับความมืดมิด ใบหน้าของเขาถูกบดบังด้วยความมืดมิดเช่นกัน แต่ดวงตาของเขากลับเปล่งแสงสีแดงฉานราวกับดวงตาของปีศาจที่กำลังจ้องมองเหยื่อ แสงสีแดงนั้นส่องประกายวาววับในความมืดมิด ทำให้บรรยากาศรอบข้างยิ่งน่าสะพรึงกลัว
“เจ้า… เป็นใคร?” เว่ยเฉินเอ่ยถาม เสียงของเขาหนักแน่นและเต็มไปด้วยความระมัดระวัง
ชายชุดดำหัวเราะอีกครั้ง เสียงหัวเราะนั้นเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน “ไม่สำคัญหรอกว่าข้าเป็นใคร สิ่งที่สำคัญคือเจ้ามาถึงแล้ว เว่ยเฉิน ดาบสายฟ้าแห่งเก้าสวรรค์ที่ข้าเฝ้ารอคอยมานานแสนนาน”
ดวงตาแดงฉานของเขากวาดมองมาที่เว่ยเฉินอย่างพินิจพิเคราะห์ ราวกับกำลังประเมินค่าของเหยื่อ เว่ยเฉินรู้สึกได้ถึงพลังปราณอันมืดมิดที่แผ่ออกมาจากชายผู้นี้ มันเป็นพลังที่แข็งแกร่งและชั่วร้ายยิ่งกว่าพลังที่เขาเคยเผชิญหน้ามาทั้งหมด
“เจ้าต้องการอะไรจากข้า?” เว่ยเฉินถาม พลางกระชับมือที่กำด้ามดาบในฝักแน่นขึ้น
ชายชุดดำยิ้มมุมปาก เผยให้เห็นฟันที่ขาวซีดภายใต้ความมืดมิด “สิ่งที่ข้าต้องการคือพลังของเจ้า พลังแห่งดาบสายฟ้าที่จะทำให้ข้าก้าวข้ามขีดจำกัดทั้งหมด และเป็นผู้ครอบครองโลกนี้อย่างแท้จริง”
ซิวหลิงก้าวมายืนเคียงข้างเว่ยเฉิน นางชักกระบี่คู่ใจออกมาจากฝัก แสงสีเงินวาววับสะท้อนกับแสงสีดำของแท่นหิน “เจ้าไม่มีทางได้ในสิ่งที่เจ้าต้องการหรอก!”
ชายชุดดำหัวเราะเบาๆ “โอ้… แม่นางน้อยผู้กล้าหาญ แต่เจ้าไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่ข้าตามหานั้นมันยิ่งใหญ่เพียงใด พลังแห่งดาบสายฟ้าไม่ได้เป็นเพียงแค่ตำนาน แต่มันคือกุญแจที่จะไขไปสู่ความอมตะ และข้าจะไม่มีวันยอมให้ใครมาขัดขวาง”
เขากวาดสายตาไปยังแท่นหินสีดำที่อยู่เบื้องหลัง “และพลังงานจากแท่นหินแห่งนี้ จะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่สมบูรณ์แบบในการปลุกพลังที่แท้จริงของดาบสายฟ้าให้ตื่นขึ้น”
เว่ยเฉินรู้สึกถึงความกดดันที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พลังปราณของชายชุดดำนั้นแข็งแกร่งเกินกว่าที่เขาจะคาดเดาได้ แต่เขาก็ไม่ยอมถอยง่ายๆ ดาบสายฟ้าที่อยู่ในกายของเขากำลังสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ราวกับว่ามันกำลังจะระเบิดออกมาจากภายใน
“ถ้าอย่างนั้นก็ต้องลองดู!” เว่ยเฉินประกาศกร้าว พลังปราณสีฟ้าอ่อนเริ่มแผ่ออกมาจากกายของเขา ดาบในฝักเริ่มเปล่งแสงสีฟ้าอ่อนๆ ออกมาเช่นกัน
ชายชุดดำยิ้มกว้าง ดวงตาแดงฉานของเขาส่องประกายวาววับ “ดี! ข้าชอบความกล้าหาญของเจ้า เว่ยเฉิน แต่ความกล้าหาญเพียงอย่างเดียวก็ไม่อาจเอาชนะโชคชะตาได้หรอก”
ทันใดนั้น ชายชุดดำก็พุ่งเข้าใส่เว่ยเฉินด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ ราวกับเงาที่พุ่งทะยานไปในความมืดมิด เว่ยเฉินแทบมองไม่เห็นการเคลื่อนไหวของเขา แต่สัญชาตญาณของเขาก็ทำงานอย่างรวดเร็ว เขากระชากดาบสายฟ้าออกจากฝัก เสียงดาบแหวกอากาศดังสนั่น แสงสีฟ้าอ่อนพุ่งเข้าปะทะกับเงาสีดำที่พุ่งเข้ามาอย่างจัง
การต่อสู้ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ณ ใจกลางป่าต้องห้าม ภายใต้แสงสีดำอันลึกลับของแท่นหินโบราณ และภายใต้การจ้องมองอันชั่วร้ายของดวงตาสีแดงฉานคู่นั้น

เทพดาบสวรรค์
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก