ราตรีล่วงเข้าสู่ห้วงยามสงัดจวนจะรุ่งอรุณ แสงจันทร์สีนวลอ่อนโยนสาดส่องผ่านหมู่เมฆที่เคลื่อนคล้อยช้าๆ ลงอาบไล้ผืนป่าทมิฬที่เคยสงบเงียบ บัดนี้กลับถูกฉีกกระชากด้วยบรรยากาศแห่งความตึงเครียดและพลังงานอันหนักอึ้งที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของบุรุษชุดดำผู้นั้น เว่ยเฉินยืนหยัดอย่างมั่นคง เคียงข้างด้วยซิ่วหลิงที่อยู่ในท่าเตรียมพร้อม ดวงตาของทั้งสองจับจ้องไปยังเงาร่างลึกลับเบื้องหน้าด้วยความระแวดระวัง
“เจ้าเป็นใคร?” เสียงของเว่ยเฉินทุ้มต่ำแฝงไว้ด้วยอำนาจและคำถามที่ต้องการคำตอบในทันที
บุรุษชุดดำหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าราวกับกรวดทรายเสียดสีกัน ก้องกังวานไปทั่วบริเวณ ราวกับจะเย้ยหยันความไม่รู้ของพวกเขา “หึหึ… ลืมกันง่ายถึงเพียงนี้เชียวหรือศิษย์น้องเว่ยเฉิน”
คำว่า ‘ศิษย์น้อง’ ดุจสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจของเว่ยเฉิน ความทรงจำเก่าก่อนที่ถูกฝังลึกมานานนับสิบปีพลันผุดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ภาพของเด็กหนุ่มผู้เปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์และรอยยิ้มที่เคยสดใส แต่แววตาซุกซนและมักจะแฝงไว้ด้วยความทะเยอทะยานอันไร้ขีดจำกัด ใบหน้าที่เคยคุ้นเคยค่อยๆ ซ้อนทับกับเงาร่างอันมืดมิดเบื้องหน้า
“เหลียนฟาน!” เว่ยเฉินอุทานชื่อนั้นออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง “เป็นเจ้าจริงๆ หรือนี่?”
ซิ่วหลิงหรี่ตาลง นางไม่เคยรู้จักชายผู้นี้ แต่จากปฏิกิริยาของเว่ยเฉิน นางก็พอจะเดาได้ว่านี่คือบุคคลในอดีตที่สำคัญและอาจเป็นภัยคุกคามที่น่ากลัว
เหลียนฟานถอดฮู้ดที่คลุมศีรษะออก เผยให้เห็นใบหน้าที่ยังคงเค้าโครงเดิม แต่บัดนี้กลับเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งความมืดมิดและความบิดเบี้ยว ดวงตาของเขาลึกโหลและเปล่งประกายสีแดงเรื่อๆ ราวกับถ่านไฟที่กำลังจะมอดดับ แต่กลับแฝงไว้ด้วยพลังงานอันน่าสะพรึงกลัว “ใช่… ข้าเอง เหลียนฟาน อดีตศิษย์ผู้ถูกขับไล่ ผู้ที่ถูกตราหน้าว่าเป็นผู้ใช้วิชาต้องห้าม” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความขมขื่นและความแค้นที่สั่งสมมานาน
“เจ้า… เจ้ายังมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร?” เว่ยเฉินถามด้วยความตกตะลึง เหลียนฟานถูกขับออกจากสำนักเมื่อหลายสิบปีก่อน หลังจากที่อาจารย์หมิงเทียนจับได้ว่าเขาลอบฝึกวิชาต้องห้ามที่สามารถดูดกลืนพลังชีวิตของผู้อื่นเพื่อเพิ่มพูนพลังให้ตนเอง การถูกขับไล่ในครั้งนั้นถือเป็นการตัดสินโทษที่หนักหนาสาหัสที่สุดสำหรับศิษย์สำนักเซียน และเหลียนฟานก็หายสาบสูญไปนับแต่นั้น ไม่มีใครคาดคิดว่าเขาจะกลับมาปรากฏตัวอีกครั้งในสภาพเช่นนี้
“ชีวิตของข้า… มันก็ไม่ต่างอะไรกับความตายในนรกอเวจีหรอกศิษย์น้อง” เหลียนฟานหัวเราะเยือกเย็น “แต่ข้าก็รอดมาได้ ด้วยพลังที่พวกเจ้าทุกคนรังเกียจ พลังที่พวกเจ้าเรียกว่า ‘ความมืด’!”
พลังงานมืดที่แผ่ออกมาจากร่างของเหลียนฟานเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ มันเป็นพลังที่เย็นยะเยือกและกดดัน ราวกับจะบดขยี้ทุกสิ่งให้แหลกสลาย เว่ยเฉินสัมผัสได้ถึงความคุ้นเคยประหลาดจากพลังนี้ “นี่มัน… พลังของมารราชา!”
“ฉลาดมากศิษย์น้อง” เหลียนฟานพยักหน้าช้าๆ ใบหน้าของเขาปรากฏรอยยิ้มอันชั่วร้าย “ข้าใช้เวลาสองปีเต็มๆ… สองปีที่ต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในซากปรักหักพังของดินแดนมารราชา ดูดซับพลังงานมืดที่หลงเหลืออยู่จากร่างของมันทุกหยดทุกอณู ทุกเศษเสี้ยววิญญาณที่ยังคงวนเวียนอยู่ ณ ที่แห่งนั้น ข้าได้กลืนกินมันทั้งหมด! และบัดนี้… พลังของมารราชาก็ได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับข้า!”
ซิ่วหลิงถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกใจ นี่เป็นเรื่องที่เหลือเชื่อเกินกว่าที่ใครจะจินตนาการได้ การดูดซับพลังงานที่เหลือจากมารราชาผู้ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ธรรมดาจะทำได้โดยไม่ถูกพลังนั้นกลืนกินจนกลายเป็นมารไปเสียเอง
“เจ้าทำสิ่งใดลงไปเหลียนฟาน!” เว่ยเฉินตะโกนด้วยความโกรธ “เจ้ากล้าดียังไงไปแปดเปื้อนพลังของมารราชา! เจ้ากำลังเล่นกับไฟ!”
“ไฟงั้นหรือ?” เหลียนฟานหัวเราะก้อง “สำหรับข้า… นี่คือแสงสว่าง! แสงสว่างที่จะนำพาข้าไปสู่จุดสูงสุด!” เขาจ้องมองมาที่เว่ยเฉินด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความโลภและความทะเยอทะยานอันไร้ขีดจำกัด “และตอนนี้… ข้าต้องการดาบสายฟ้า”
คำกล่าวของเหลียนฟานทำให้เว่ยเฉินและซิ่วหลิงเข้าใจถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงของการปรากฏตัวของเขา ดาบสายฟ้าคืออาวุธแห่งเทพที่สามารถปราบมารได้ทุกชนิด และเป็นสัญลักษณ์แห่งความชอบธรรม หากดาบนี้ตกไปอยู่ในมือของเหลียนฟานผู้ครอบครองพลังมารราชา ผลลัพธ์ที่ตามมาคงเป็นหายนะที่ไม่มีใครคาดเดาได้
“เจ้าต้องการอะไรจากดาบสายฟ้า?” เว่ยเฉินถาม พยายามประวิงเวลาเพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ให้มากขึ้น
“ข้าต้องการมันเพื่อเปลี่ยนโลก!” เหลียนฟานตอบด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความคลั่งไคล้ “ด้วยพลังของดาบสายฟ้า ผนวกกับพลังมารราชาในตัวข้า ข้าจะสามารถสร้างระเบียบใหม่ขึ้นมาได้! โลกที่ไม่มีความอ่อนแอ โลกที่ไม่มีความลังเล โลกที่อยู่ภายใต้การปกครองของข้า!”
ซิ่วหลิงก้าวเท้าไปข้างหน้าเล็กน้อย แววตาของนางเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว “เปลี่ยนโลกด้วยความมืดงั้นหรือ? นั่นไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงเหลียนฟาน นั่นคือการทำลายล้าง! เจ้ากำลังจะนำพามนุษยชาติไปสู่ความพินาศ!”
“ความพินาศงั้นหรือ?” เหลียนฟานหัวเราะเยาะ “ความพินาศของพวกเจ้าอาจเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่สำหรับข้า! ยุคที่ความมืดคืออำนาจสูงสุด!”
บรรยากาศรอบกายพลันหนักอึ้งขึ้นอีกหลายเท่าตัว พลังงานมืดจากร่างของเหลียนฟานปะทุออกมาเป็นระลอก คลื่นพลังงานสีดำแผ่กระจายออกไปรอบทิศทาง ต้นไม้ใบหญ้าในบริเวณนั้นเหี่ยวเฉาและมอดไหม้ไปในทันที ราวกับถูกดูดกลืนชีวิตไปจนหมดสิ้น
“ไม่มีทางที่ข้าจะยอมให้เจ้าทำเช่นนั้น!” เว่ยเฉินประกาศกร้าว มือของเขากำแน่นที่ด้ามดาบสายฟ้าที่เหน็บอยู่ที่เอว
“เช่นนั้นก็ต้องสู้กัน!” เหลียนฟานคำราม พลังงานมืดพุ่งออกจากร่างของเขาเป็นลำแสงสีดำทะมึนเข้าใส่เว่ยเฉินในทันที
การต่อสู้เริ่มต้นขึ้นอย่างฉับพลันและรุนแรง เว่ยเฉินเบี่ยงตัวหลบการโจมตีได้อย่างหวุดหวิด คลื่นพลังงานมืดพุ่งผ่านไปกระทบกับต้นไม้ใหญ่ด้านหลังจนระเบิดเป็นเสี่ยงๆ
“ระวังนะเว่ยเฉิน! พลังของเขารุนแรงมาก!” ซิ่วหลิงเตือน นางเองก็ร่ายเวทมนตร์ป้องกันขึ้นมาในทันที สร้างม่านพลังสีเขียวมรกตขึ้นโอบล้อมรอบตัว
เหลียนฟานเคลื่อนไหวราวกับเงา พลังงานมืดที่เขารวบรวมมาทำให้เขามีความเร็วและความแข็งแกร่งเหนือมนุษย์ธรรมดา เขาวาดมือออกไปในอากาศ เกิดเป็นกรงเล็บสีดำทะมึนพุ่งเข้าตะครุบเว่ยเฉินอย่างรวดเร็ว
เว่ยเฉินชักดาบสายฟ้าออกจากฝัก แสงสีฟ้าอ่อนๆ เปล่งประกายออกมาจากคมดาบ พลังแห่งเทพที่บริสุทธิ์และทรงอานุภาพ ปะทะเข้ากับกรงเล็บมืดของเหลียนฟาน เกิดเสียงปะทะกันดังกึกก้อง แสงและเงาปะทะกันอย่างดุเดือด
“ฮึ่ม! ดาบสายฟ้าก็เท่านั้น!” เหลียนฟานเย้ยหยัน พลังของเขาดูเหมือนจะแข็งแกร่งกว่าที่เว่ยเฉินคาดไว้มาก พลังงานมืดที่เขารวบรวมมาจากซากของมารราชาทำให้เขามีพละกำลังเกือบเทียบเท่ากับมารราชาในอดีต
เว่ยเฉินพยายามใช้พลังแห่งดาบสายฟ้าขับไล่พลังมืด แต่กลับพบว่ามันยากลำบากกว่าที่คิด พลังของเหลียนฟานนั้นหนาแน่นและเหนียวแน่นราวกับกาว มันเกาะติดและดูดกลืนพลังแสงของดาบสายฟ้าไปทีละน้อย
“ดาบนั้นไม่มีประสิทธิภาพกับข้าพเจ้าหรอกศิษย์น้อง!” เหลียนฟานหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง “เพราะข้าพเจ้าไม่ใช่มาร! ข้าพเจ้าเป็นมนุษย์! มนุษย์ที่ได้กลืนกินพลังของมารราชา! พลังของข้าจึงเป็นทั้งแสงและความมืด! ดาบของเจ้าจึงไม่อาจทำอันตรายข้าได้!”
คำพูดของเหลียนฟานดุจคมมีดกรีดแทงใจของเว่ยเฉิน เขาไม่เคยคิดว่าจะมีมนุษย์คนใดสามารถผสานพลังของมารราชาเข้ากับร่างกายได้ถึงเพียงนี้ นี่ไม่ใช่แค่มนุษย์ที่ถูกครอบงำด้วยพลังมาร แต่เป็นมนุษย์ที่ได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพลังนั้นอย่างสมบูรณ์
ซิ่วหลิงเห็นท่าไม่ดี นางร่ายเวทมนตร์โจมตีออกไปอย่างรวดเร็ว พลังเวทสีเขียวพุ่งเข้าใส่เหลียนฟาน แต่เขากลับปัดป้องได้อย่างง่ายดาย พลังงานมืดรอบตัวเขาสร้างเกราะป้องกันที่แข็งแกร่ง
“เจ้าคิดจะทำอะไรได้ ซิ่วหลิง!” เหลียนฟานหัวเราะเยาะ “พลังของเจ้าอ่อนด้อยเกินไป!”
เว่ยเฉินกัดฟันกรอด เขาต้องหาวิธีจัดการกับเหลียนฟานให้ได้ ไม่เช่นนั้นโลกทั้งใบอาจตกอยู่ในอันตราย เขาพยายามรวบรวมพลังปราณทั้งหมดที่มี ส่งผ่านไปยังดาบสายฟ้า หวังจะใช้พลังที่บริสุทธิ์ของดาบสายฟ้าชำระล้างความมืดที่เกาะกุมเหลียนฟาน
ดาบสายฟ้าเปล่งประกายแสงสีฟ้าเจิดจ้าขึ้นอีกครั้ง แสงนั้นสว่างจ้าจนแทบจะกลืนกินความมืดมิดรอบกาย เว่ยเฉินพุ่งเข้าใส่เหลียนฟานด้วยความเร็วเหนือเสียง ดาบสายฟ้าฟาดฟันลงไปหมายจะปลิดชีพศัตรูเก่าผู้นี้
แต่เหลียนฟานกลับยิ้มเยาะ เขายกมือขึ้นรับคมดาบ แสงสีดำทะมึนปะทุออกมาจากฝ่ามือของเขา ปะทะเข้ากับแสงสีฟ้าของดาบสายฟ้า เกิดเป็นพลังงานมหาศาลที่ระเบิดออกไปรอบทิศทาง พื้นดินสั่นสะเทือน ต้นไม้ล้มระเนระนาด
“เปล่าประโยชน์ศิษย์น้อง!” เหลียนฟานตะโกน “ดาบของเจ้าไม่อาจทำลายข้าได้! ข้าคือผู้ที่อยู่เหนือทั้งแสงและความมืด!”
เว่ยเฉินรู้สึกถึงแรงต้านทานมหาศาลจากพลังของเหลียนฟาน ดาบสายฟ้าที่เคยเป็นอาวุธที่ทรงอานุภาพที่สุด บัดนี้กลับดูเหมือนจะไร้ผลต่อศัตรูผู้นี้ ความสิ้นหวังเริ่มคืบคลานเข้ามาในใจของเขา
ซิ่วหลิงเห็นถึงความยากลำบากของเว่ยเฉิน นางรู้ดีว่าหากปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไป พวกเขาจะต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน นางตัดสินใจที่จะใช้พลังเวทมนตร์ที่ต้องใช้พลังชีวิตของตนเองเข้าแลก นางรวบรวมพลังปราณทั้งหมดที่มี พลังชีวิตของนางเริ่มไหลเวียนเข้าสู่มือทั้งสองข้าง แสงสีเขียวมรกตที่เคยอ่อนโยน บัดนี้กลับเปล่งประกายเจิดจ้าและรุนแรงขึ้น
“เว่ยเฉิน! ถอยไป!” ซิ่วหลิงตะโกนเสียงดัง นางไม่ต้องการให้เว่ยเฉินต้องมาเสี่ยงอันตรายไปกับพลังที่นางกำลังจะปลดปล่อย
เว่ยเฉินหันไปมองซิ่วหลิงด้วยความตกใจ เขาสัมผัสได้ถึงพลังงานที่ผิดปกติจากร่างของนาง “ซิ่วหลิง! เจ้าจะทำอะไร!”
“ไม่มีเวลาแล้ว!” ซิ่วหลิงตอบ พลังเวทมนตร์ของนางพุ่งเข้าใส่เหลียนฟานอย่างรวดเร็ว เป็นลำแสงสีเขียวมรกตที่เข้มข้นและบริสุทธิ์ พลังนี้เป็นพลังแห่งชีวิตที่สามารถชำระล้างความมืดได้
เหลียนฟานหันมาเผชิญหน้ากับพลังของซิ่วหลิง เขายิ้มเยาะ “พลังชีวิตงั้นหรือ? เจ้าคิดว่ามันจะทำอะไรข้าได้?” เขายกมือขึ้นหมายจะปัดป้อง แต่พลังของซิ่วหลิงกลับรุนแรงกว่าที่เขาคิดไว้มาก ลำแสงสีเขียวพุ่งเข้าปะทะกับพลังงานมืดของเขา เกิดเป็นแรงระเบิดที่รุนแรงกว่าครั้งก่อน
ร่างของเหลียนฟานกระเด็นถอยหลังไปหลายก้าว พลังงานมืดที่ห่อหุ้มร่างกายของเขาเริ่มสั่นคลอน เว่ยเฉินไม่รอช้า เขารวบรวมพลังทั้งหมดที่มีอีกครั้ง พุ่งเข้าใส่เหลียนฟานที่กำลังเสียหลัก ดาบสายฟ้าในมือของเขาเปล่งประกายแสงเจิดจ้าที่สุดเท่าที่เคยเป็นมา
“ดาบสายฟ้า… ฟาดฟันอสูร!” เว่ยเฉินตะโกนก้อง เสียงของเขาดังกังวานไปทั่วผืนป่า
ดาบสายฟ้าพุ่งเข้าปักลงกลางอกของเหลียนฟาน แสงสีฟ้าบริสุทธิ์แผ่ซ่านเข้าสู่ร่างของเขา พลังงานมืดที่เคยครอบงำเหลียนฟานเริ่มสั่นคลอนและถูกชำระล้างไปทีละน้อย เหลียนฟานกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ร่างกายของเขาสั่นสะท้านอย่างรุนแรง
“ไม่… เป็นไปไม่ได้!” เหลียนฟานคำราม พลังงานมืดพยายามต่อต้านพลังของดาบสายฟ้าอย่างสุดกำลัง
แต่พลังแห่งดาบสายฟ้าที่ผสานกับพลังชีวิตของซิ่วหลิงนั้นรุนแรงเกินกว่าที่เขาจะต้านทานได้ พลังงานมืดในตัวเหลียนฟานเริ่มแตกสลายไปทีละน้อย ร่างกายของเขาค่อยๆ สลายกลายเป็นผงธุลีสีดำจางหายไปในอากาศ เหลือไว้เพียงความว่างเปล่าและความเงียบงัน
เว่ยเฉินหอบหายใจอย่างหนัก เขาทรุดตัวลงกับพื้น ดาบสายฟ้าในมือของเขายังคงเปล่งประกายแสงอ่อนๆ ซิ่วหลิงเองก็อ่อนแรงลงอย่างมาก นางทรุดตัวลงข้างๆ เว่ยเฉิน ใบหน้าของนางซีดเผือด แต่แววตาของนางยังคงเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
“เรา… ทำได้แล้ว…” ซิ่วหลิงกระซิบเสียงแผ่ว
เว่ยเฉินพยักหน้าช้าๆ เขามองไปยังจุดที่เหลียนฟานเคยยืนอยู่ ความรู้สึกหลากหลายถาโถมเข้ามาในใจ ทั้งความโล่งใจ ความเหนื่อยล้า และความเศร้าใจต่อชะตากรรมของอดีตศิษย์พี่ผู้หลงผิด
การต่อสู้จบลงแล้ว แต่ผลกระทบจากมันยังคงทิ้งร่องรอยไว้ในใจของพวกเขา เว่ยเฉินรู้ดีว่านี่อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของภัยคุกคามครั้งใหม่ โลกนี้ยังคงเต็มไปด้วยความมืดมิดที่รอคอยโอกาสที่จะปะทุขึ้นมาอีกครั้ง และเขาจะต้องเตรียมพร้อมเสมอที่จะปกป้องมันด้วยดาบสายฟ้าในมือ

เทพดาบสวรรค์
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก