ลมหายใจของเว่ยเฉินหนักอึ้งยามที่ดวงตาคู่คมกวาดมองร่างของเหลียนฟานที่บิดเร่าด้วยความทรมาน พลังงานมืดที่ห่อหุ้มกายเขาไว้มิใช่เพียงแค่บิดเบือนรูปลักษณ์ภายนอก แต่ยังกัดกินจิตวิญญาณภายในจนแทบไม่เหลือเค้าของความเป็นมนุษย์ที่เว่ยเฉินเคยรู้จัก พลังงานอันชั่วร้ายนั้นแผ่ซ่านออกมาเป็นคลื่นความเย็นยะเยือก แฝงด้วยกลิ่นอายของความเกลียดชังและสิ้นหวัง บรรยากาศรอบกายพลันหนักอึ้งราวกับถูกกดทับด้วยภูผา
เว่ยเฉินเข้าใจดีว่าเหลียนฟานในตอนนี้มิใช่เหลียนฟานคนเดิมอีกต่อไป เขาถูกพลังงานมืดครอบงำจนไม่สามารถควบคุมตัวเองได้อีกแล้ว ดวงตาที่เคยฉายแววของความมุ่งมั่นและความทะเยอทะยาน บัดนี้กลับกลายเป็นสีดำสนิท ไร้ซึ่งประกายแห่งสติสัมปชัญญะ มีเพียงความบ้าคลั่งและความเจ็บปวดที่สะท้อนออกมาจากส่วนลึกของจิตใจที่ถูกบิดเบือน เว่ยเฉินตระหนักว่าหนทางเดียวที่จะช่วยสหายผู้นี้ให้หลุดพ้นจากพันธนาการอันโหดร้ายนี้ได้ คือการดึงพลังงานมืดที่กัดกินเขาอยู่ออกมาให้หมดสิ้น
ทว่า... วิธีการนั้นหาใช่เรื่องง่ายไม่ มันเป็นหนทางที่อันตรายถึงชีวิต ไม่ใช่แค่สำหรับเหลียนฟาน แต่สำหรับตัวเขาเองด้วย เว่ยเฉินรู้ดีว่าการดึงพลังงานมหาศาลเช่นนั้นออกจากร่างของผู้อื่น ย่อมต้องแลกมาด้วยการสูญเสียพลังปราณของตนเองอย่างมหาศาล อาจถึงขั้นทำให้พลังยุทธ์ของเขาสลายไปจนหมดสิ้น หรือเลวร้ายกว่านั้นคืออาจถึงแก่ชีวิตได้เลยทีเดียว
"เว่ยเฉิน! อย่าทำ!" เสียงกรีดร้องของซิวหลิงดังขึ้นอย่างตื่นตระหนก นางพุ่งเข้ามากอดแขนของเว่ยเฉินไว้แน่น ใบหน้าเปื้อนน้ำตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว "ท่านจะทำเช่นนั้นไม่ได้! มันอันตรายเกินไป! ท่านอาจจะ... อาจจะตายได้นะ!"
เว่ยเฉินหันไปมองซิวหลิง ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยว แม้จะเห็นความเจ็บปวดและความหวาดกลัวในแววตาของนาง แต่จิตใจของเขากลับไม่หวั่นไหว เขาค่อยๆ แกะมือของซิวหลิงออกอย่างอ่อนโยน แต่หนักแน่น
"ข้าพเจ้าต้องทำ" เสียงของเว่ยเฉินแผ่วเบา แต่หนักแน่นราวกับคำปฏิญาณที่สลักลงบนศิลา "เขาเป็นมนุษย์เหมือนกันซิวหลิง ข้าพเจ้าไม่อาจปล่อยให้เขาต้องจบลงเช่นนี้ได้"
ซิวหลิงส่ายหน้า น้ำตายังคงไหลริน "แต่ท่าน... ท่านไม่จำเป็นต้องเสียสละถึงเพียงนี้! มีวิธีอื่น... ต้องมีวิธีอื่นแน่ๆ!"
"ไม่มีแล้วซิวหลิง" เว่ยเฉินตอบ พลางหันกลับไปมองเหลียนฟานที่กำลังดิ้นรนอย่างเจ็บปวดอีกครั้ง "เวลาของเราเหลือน้อยเต็มทีแล้ว พลังงานมืดกำลังกัดกินเขาจนหมดสิ้น หากช้าไปกว่านี้ แม้แต่ข้าพเจ้าก็อาจจะช่วยเขาไม่ได้อีกแล้ว"
เขาก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ปล่อยดาบสายฟ้าที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของกายให้ร่วงหล่นลงสู่พื้นดินอย่างแผ่วเบา เสียงกระทบกันของโลหะกับพื้นดินดังกังวานในความเงียบงัน ราวกับเป็นเสียงบอกลาจากอาวุธคู่กายที่เคยร่วมผจญภัยมาด้วยกันนับครั้งไม่ถ้วน ดาบสายฟ้าที่เคยส่องประกายเจิดจ้า บัดนี้กลับดูหม่นหมองลงไปในพริบตา
เว่ยเฉินก้าวเข้าไปหาเหลียนฟานอย่างช้าๆ ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความหนักแน่นและเด็ดเดี่ยว แม้จะรู้ดีถึงอันตรายที่รออยู่เบื้องหน้า เขากลับไม่ลังเลแม้แต่น้อย เมื่อมาถึงตัวเหลียนฟาน เขาก็ทรุดตัวลงคุกเข่า วางมือทั้งสองข้างลงบนอกของเหลียนฟานอย่างแผ่วเบา สัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของสหายผู้นี้
ทันทีที่ฝ่ามือสัมผัสกับกายของเหลียนฟาน พลังงานมืดก็พุ่งเข้าโจมตีเว่ยเฉินทันที มันเป็นความรู้สึกที่คล้ายกับกระแสไฟฟ้าแรงสูงนับพันโวลต์ที่พุ่งเข้าสู่เส้นเลือดทุกเส้นในกาย ความเจ็บปวดมหาศาลแล่นปราดไปทั่วร่างราวกับถูกฉีกกระชากเป็นชิ้นๆ เว่ยเฉินกัดฟันกรอด ใบหน้าซีดเผือดลงในทันที เหงื่อกาฬไหลซึมออกมาจากทุกรูขุมขน
เขาเริ่มรวบรวมพลังปราณทั้งหมดที่มีอยู่ในกาย ดึงเอาพลังแห่งสายฟ้าบริสุทธิ์ที่ไหลเวียนอยู่ในเส้นลมปราณให้มารวมกันที่ฝ่ามือ พลังปราณสีทองอร่ามเริ่มเปล่งประกายออกมาจากฝ่ามือของเขา แผ่รัศมีแห่งความอบอุ่นและบริสุทธิ์เข้าปะทะกับความมืดมิดที่ห่อหุ้มเหลียนฟานอยู่
เสียงครวญครางอย่างเจ็บปวดเล็ดลอดออกมาจากลำคอของเหลียนฟาน ร่างกายของเขากระตุกเกร็งอย่างรุนแรงเมื่อพลังงานทั้งสองขั้วปะทะกันอย่างดุเดือด พลังงานมืดพยายามต่อต้าน ขัดขืน และพุ่งเข้าโจมตีเว่ยเฉินอย่างไม่ลดละ มันพยายามแทรกซึมเข้าสู่จิตใจของเว่ยเฉิน หวังจะกัดกินความมุ่งมั่นของเขาให้หมดสิ้น
ภาพความทรงจำอันเลวร้ายในอดีตผุดขึ้นมาในห้วงความคิดของเว่ยเฉินราวกับพายุโหมกระหน่ำ เสียงเยาะเย้ยถากถาง ความเจ็บปวดจากการถูกทรยศหักหลัง ความสิ้นหวังที่เคยเกาะกุมจิตใจ ทุกสิ่งทุกอย่างถาโถมเข้ามาพร้อมกัน พลังงานมืดพยายามใช้จุดอ่อนเหล่านี้เพื่อบั่นทอนกำลังใจของเขา แต่เว่ยเฉินไม่ยอมแพ้ เขากัดริมฝีปากแน่นจนได้กลิ่นคาวเลือด ดวงตาของเขายังคงจ้องมองไปยังเหลียนฟานอย่างแน่วแน่
"ข้า... จะไม่ยอม... ให้เจ้า... ทำร้าย... สหายของข้า!" เว่ยเฉินเปล่งเสียงออกมาอย่างยากลำบาก พลังปราณสีทองยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น แผ่ซ่านเข้าสู่ร่างของเหลียนฟานอย่างต่อเนื่อง
พลังงานมืดที่เคยครอบงำเหลียนฟานเริ่มสั่นคลอน มันกรีดร้องอย่างโหยหวนราวกับสัตว์ร้ายที่ถูกเผาไหม้ด้วยเปลวไฟศักดิ์สิทธิ์ สีดำทมิฬที่เคยห่อหุ้มกายเหลียนฟานเริ่มจางลงทีละน้อย เผยให้เห็นผิวหนังที่ซีดขาวและบอบช้ำอยู่ภายใน
ความเจ็บปวดมหาศาลไหลเข้าสู่ร่างกายของเว่ยเฉินอย่างไม่หยุดหย่อน พลังปราณในกายของเขาร่อยหรอลงไปอย่างรวดเร็วราวกับน้ำที่ไหลออกจากเขื่อนที่พังทลาย เส้นลมปราณทั่วร่างปวดร้าวราวกับถูกฉีกขาด เลือดเริ่มซึมออกมาจากมุมปากของเขา แต่เขาก็ยังคงยืนหยัด ไม่ยอมแพ้
ซิวหลิงที่เฝ้ามองอยู่ข้างๆ ถึงกับทรุดตัวลงคุกเข่า น้ำตาไหลพรากไม่ขาดสาย นางอยากจะเข้าไปช่วย อยากจะหยุดเว่ยเฉิน แต่ก็รู้ดีว่าไม่สามารถทำได้ การเข้าไปแทรกแซงในตอนนี้อาจทำให้ทุกอย่างเลวร้ายลงไปอีก นางทำได้เพียงแค่ภาวนา ภาวนาให้เทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายคุ้มครองเว่ยเฉิน ให้เขารอดพ้นจากอันตรายในครั้งนี้
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า ราวกับนาฬิกาทรายที่หยุดนิ่ง แต่ในความเป็นจริงแล้วทุกวินาทีคือการต่อสู้ที่ดุเดือด เว่ยเฉินรู้สึกราวกับร่างกายของเขากำลังถูกดูดกลืน พลังชีวิตค่อยๆ จางหายไปทีละน้อย แต่เขาก็ยังคงกัดฟันอดทน พลังแห่งความมุ่งมั่นและความเสียสละของเขาแข็งแกร่งเกินกว่าที่พลังงานมืดจะเข้าใจ
ในที่สุด พลังงานมืดก้อนสุดท้ายก็ถูกดึงออกมาจากร่างของเหลียนฟาน มันลอยขึ้นไปในอากาศ พยายามจะหนีไป แต่ก็ถูกพลังปราณสายฟ้าของเว่ยเฉินตรึงเอาไว้ พลังปราณสีทองพุ่งเข้าห่อหุ้มพลังงานมืดนั้นไว้แน่น บีบรัดจนมันแตกสลายกลายเป็นละอองสีดำจางๆ แล้วสลายหายไปในอากาศราวกับไม่เคยมีอยู่จริง
เมื่อพลังงานมืดสลายไป ร่างของเหลียนฟานก็ทรุดลงอย่างหมดแรง เว่ยเฉินเองก็เช่นกัน เขากระอักเลือดออกมาคำใหญ่ ร่างกายสั่นเทาอย่างรุนแรง พลังปราณในกายของเขาเหือดแห้งไปจนหมดสิ้น ความรู้สึกอ่อนแรงเข้าครอบงำจนแทบจะทรงตัวไม่ไหว
"เว่ยเฉิน!" ซิวหลิงกรีดร้อง พุ่งเข้าประคองร่างของเว่ยเฉินไว้ทันทีที่เขาล้มลง ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความทุกข์ระทมเมื่อเห็นสภาพของเขาที่ซีดเซียวราวกับคนตาย
เว่ยเฉินพยายามยิ้มให้ซิวหลิง แต่รอยยิ้มนั้นช่างอ่อนแรงนัก "ข้า... ข้าทำได้แล้ว... ซิวหลิง..." เสียงของเขาแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน
เขากวาดตามองไปยังเหลียนฟานที่นอนแน่นิ่งอยู่ข้างๆ แม้จะยังไม่ฟื้นคืนสติ แต่สีหน้าของเขากลับดูสงบลงอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าของเขาปราศจากร่องรอยของความบ้าคลั่งและทรมานอีกต่อไป เว่ยเฉินรู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก แม้จะต้องแลกมาด้วยการสูญเสียพลังปราณทั้งหมดของตนเอง แต่เขาก็ไม่เสียใจเลยแม้แต่น้อย
แสงอาทิตย์ยามเช้าเริ่มสาดส่องลงมายังหุบเขาที่เคยเต็มไปด้วยความมืดมิดและความสิ้นหวัง บัดนี้กลับมีแสงสว่างแห่งความหวังปรากฏขึ้นอีกครั้ง เว่ยเฉินหลับตาลงอย่างช้าๆ ปล่อยให้ความเหนื่อยล้าเข้าครอบงำ พลังปราณที่เคยเป็นดั่งลมหายใจของเขาได้หายไปแล้ว แต่จิตวิญญาณแห่งความเสียสละของเขายังคงส่องประกายเจิดจ้าอยู่ในใจของซิวหลิง และจะเป็นตำนานที่ถูกเล่าขานไปอีกนานเท่านาน

เทพดาบสวรรค์
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก