เมื่อพลังงานมืดมิดที่กัดกินร่างของเหลียนฟานถูกดึงออกมาจนหมดสิ้น ร่างของชายผู้นั้นก็ทรุดฮวบลงกับพื้นอย่างหมดแรง ดวงตาที่เคยส่องประกายด้วยความเจ็บปวดบัดนี้ปิดสนิทลง ประหนึ่งว่าวิญญาณได้หลุดลอยจากกายไปแล้ว เว่ยเฉินเองก็ไม่ต่างกัน เขาทรุดตัวลงคุกเข่า มือข้างหนึ่งกุมหน้าอกที่เต้นระรัวอย่างอ่อนแรง เหงื่อกาฬไหลซึมไปทั่วใบหน้าซีดเผือด ลมหายใจแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน ราวกับว่าพลังชีวิตทั้งหมดได้ถูกใช้ไปจนหมดสิ้นแล้ว ร่างกายของเขาบัดนี้อ่อนแอเสียจนไม่อาจขยับได้แม้แต่ปลายนิ้ว
ซิวหลิงที่ยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยใจระทึก เมื่อเห็นว่าทุกอย่างสงบลงแล้ว เธอก็กรีดร้องออกมาด้วยความโล่งอกปนความหวาดกลัว ก่อนจะพุ่งตัวเข้าไปหาร่างของเว่ยเฉินอย่างรวดเร็ว แสงจันทร์สาดส่องลงมาต้องใบหน้าของเธอที่บัดนี้อาบไปด้วยหยาดน้ำตาเม็ดโต น้ำเสียงของเธอสั่นเครือจนแทบจับใจความไม่ได้
"เว่ยเฉิน! เว่ยเฉิน!" เธอเรียกชื่อเขาซ้ำๆ พลางประคองร่างที่ไร้เรี่ยวแรงของเขาขึ้นมาพิงกับอก น้ำตาที่ไหลรินไม่หยุดหย่อนหยดลงบนแก้มของเขา ราวกับน้ำทิพย์ที่พยายามจะชะล้างความเหนื่อยล้าออกไป "เจ้าโง่... เจ้าโง่มาก... โง่มากจริงๆ!"
เว่ยเฉินพยายามยิ้มตอบ ดวงตาของเขาพร่ามัว แต่ก็ยังคงฉายแววความอบอุ่น "แต่มัน... ได้ผล... ซิวหลิง..." เสียงของเขาแผ่วเบาราวกับกระซิบ บอกเล่าถึงความสำเร็จที่แลกมาด้วยชีวิต
"ได้ผล... ได้ผลแล้วยังไง!" ซิวหลิงสะอื้นฮัก พลางกอดเขาแน่นขึ้นไปอีก "แต่เจ้า... เจ้าอาจจะตายนะ! เจ้าไม่คิดถึงข้าเลยหรือไง... ไม่คิดถึงใครเลยหรือไง!" เธอพร่ำบ่นด้วยความเจ็บปวดที่กัดกินหัวใจ ภาพของเขาที่เกือบจะหมดลมหายใจเมื่อครู่ยังคงติดตา ไม่ว่าผลลัพธ์จะดีเพียงใด แต่ความเสี่ยงที่เขาเผชิญนั้นมันเกินกว่าที่เธอจะรับไหว
เว่ยเฉินค่อยๆ ยกมือที่สั่นเทาขึ้นลูบไล้แก้มของซิวหลิงเบาๆ รอยยิ้มยังคงประดับบนใบหน้าซีดเซียว "ข้า... ข้าจะไม่ตายหรอก... ซิวหลิง... เจ้า... เจ้าอยู่ที่นี่... เจ้าอยู่กับข้า..." คำพูดของเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจ แม้ร่างกายจะอ่อนล้าเพียงใด แต่จิตใจของเขากลับเข้มแข็งอย่างน่าประหลาด ราวกับว่าการมีเธออยู่เคียงข้างคือพลังชีวิตที่แท้จริง
ซิวหลิงกอดเขาแน่นขึ้นไปอีกราวกับกลัวว่าเขาจะสลายหายไปในอากาศ เธอซบหน้าลงกับไหล่ของเขา สูดดมกลิ่นกายที่คุ้นเคย กลิ่นอายของสมุนไพรและกลิ่นดินที่ติดตัวเขามาตลอด "ข้า... ข้ารักเจ้า... เจ้าโง่เอ๊ย... ข้ารักเจ้าเหลือเกิน..." เสียงของเธอขาดห้วงไปด้วยสะอื้น
เว่ยเฉินหลับตาลงรับสัมผัสอบอุ่นจากเธอ ความเจ็บปวดจากพลังงานที่ถูกดึงออกไปนั้นยังคงแล่นริ้วไปทั่วร่าง แต่ความรู้สึกสงบสุขที่ได้รับจากอ้อมกอดของซิวหลิงนั้นกลับยิ่งใหญ่กว่าสิ่งใด "ข้า... ข้าก็รักเจ้าเหมือนกัน... ซิวหลิง..."
ในห้วงเวลาแห่งความเป็นความตายนี้ ความรักของทั้งสองเปล่งประกายเจิดจ้า ราวกับเป็นแสงสว่างเดียวที่ส่องนำทางในความมืดมิด ซิวหลิงรู้สึกได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจเขาที่แผ่วลง แต่ก็ยังคงเต้นอยู่ เธอพยายามรวบรวมสติ แม้จะยังคงหวาดกลัวและเจ็บปวด แต่เธอก็รู้ว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะอ่อนแอ
"เจ้าไหวไหม... เว่ยเฉิน... เราต้องพาเจ้าไปรักษา" ซิวหลิงพยายามประคองร่างของเขาให้ลุกขึ้น แต่เขากลับอ่อนแรงเกินกว่าจะขยับได้
"ไม่เป็นไร... ข้า... ข้าพักสักครู่... ก็จะดีขึ้น..." เว่ยเฉินพยายามปลอบใจเธอ แต่เสียงของเขาก็ยังคงแหบพร่า
ซิวหลิงมองไปยังร่างของเหลียนฟานที่นอนแน่นิ่งอยู่ไม่ไกล ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความสับสนและคำถามมากมาย เธอไม่รู้ว่าชายผู้นี้เป็นใคร มาจากไหน และทำไมเว่ยเฉินถึงต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยเขา แต่ในตอนนี้ สิ่งเดียวที่สำคัญที่สุดคือการช่วยชีวิตเว่ยเฉิน
"เราต้องไปจากที่นี่... ก่อนที่ใครจะมาพบ" ซิวหลิงพูดพลางมองไปรอบๆ ป่าที่มืดมิดและเงียบสงัด เธอดึงผ้าคลุมไหล่ของตัวเองมาห่มให้เว่ยเฉิน เพื่อเพิ่มความอบอุ่นและปกปิดร่องรอยความอ่อนแอของเขา
"เหลียนฟาน... เขา... เขาต้องปลอดภัย..." เว่ยเฉินพูดขึ้นมาอีกครั้ง แม้จะอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่ แต่เขาก็ยังคงห่วงใยชายแปลกหน้าผู้นั้น
ซิวหลิงถอนหายใจ เธอรู้ว่าไม่อาจขัดใจเขาได้ "ก็ได้... แต่เจ้าต้องสัญญากับข้าว่าจะไม่ทำอะไรบุ่มบ่ามอีก" เธอหันไปสำรวจร่างของเหลียนฟาน เขาดูเหมือนจะแค่หมดสติไปเท่านั้น ไม่มีบาดแผลภายนอก แต่พลังงานมืดที่เคยปกคลุมเขานั้นหายไปแล้ว
ด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่เหลืออยู่ ซิวหลิงพยายามพยุงเว่ยเฉินให้ลุกขึ้นยืนช้าๆ เขาเซไปมาเหมือนต้นไม้ที่ถูกลมพัดแรง แต่ก็ยังคงยืนหยัดได้ด้วยแรงพยุงจากเธอ จากนั้น เธอก็หันไปลากร่างของเหลียนฟานให้เคลื่อนที่ไปตาม เธอไม่รู้ว่าจะพาพวกเขาไปที่ไหน แต่สัญชาตญาณบอกให้เธอพาพวกเขาไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด
การเดินทางเป็นไปอย่างยากลำบาก เว่ยเฉินต้องพึ่งพาซิวหลิงเกือบทั้งหมด ทุกย่างก้าวของเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวด แต่เขาก็ยังคงกัดฟันเดินต่อไป ซิวหลิงเองก็เหนื่อยล้าไม่แพ้กัน แต่ความรักและความห่วงใยที่มีต่อเขานั้นเป็นดั่งพลังวิเศษที่ขับเคลื่อนเธอให้ก้าวเดินไปข้างหน้า
"เจ้า... เจ้าไม่ควรทำถึงเพียงนี้... เว่ยเฉิน..." ซิวหลิงพูดขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อเห็นเขาต้องทนทุกข์ทรมาน
"ข้า... ข้าทำในสิ่งที่ต้องทำ... ซิวหลิง..." เว่ยเฉินตอบ ดวงตาของเขาปิดลงชั่วครู่เพื่อรวบรวมสติ "ชีวิตของเขา... มีค่า... ไม่ต่างจากชีวิตของผู้อื่น..."
ซิวหลิงมองเขาด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเป เธอทั้งโกรธ ทั้งรัก ทั้งเป็นห่วง และทั้งชื่นชมในความเสียสละของเขา เขาคือชายผู้ที่พร้อมจะเสี่ยงทุกสิ่งเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นเสมอ ไม่ว่าคนผู้นั้นจะเป็นใครก็ตาม
พวกเขาเดินไปเรื่อยๆ ท่ามกลางความมืดมิดของป่า แสงจันทร์ที่ส่องลอดกิ่งไม้ลงมาเป็นเพียงแสงสลัวๆ ที่ช่วยนำทางได้เพียงเล็กน้อย แต่ในใจของซิวหลิงนั้น แสงสว่างที่แท้จริงคือความรักที่เธอมีต่อเว่ยเฉิน และความหวังที่ว่าพวกเขาจะผ่านพ้นคืนนี้ไปได้
ในที่สุด พวกเขาก็มาถึงถ้ำเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ซิวหลิงเคยใช้เป็นที่หลบภัยเมื่อครั้งออกหาของป่า เธอพยุงเว่ยเฉินเข้าไปในถ้ำอย่างระมัดระวัง จัดแจงให้เขานั่งพิงผนังถ้ำ จากนั้นก็ลากร่างของเหลียนฟานเข้ามาวางไว้ใกล้ๆ
"เจ้าพักผ่อนเถอะ... ข้าจะก่อไฟให้" ซิวหลิงพูดพลางมองหาเศษไม้แห้ง เธอจุดไฟด้วยความชำนาญ เปลวไฟลุกโชนขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ให้ความอบอุ่นและความสว่างแก่ถ้ำเล็กๆ แห่งนี้
แสงไฟส่องกระทบใบหน้าของเว่ยเฉินที่ยังคงซีดเซียว ซิวหลิงนั่งลงข้างๆ เขา เอามือแตะหน้าผากของเขาเบาๆ "ตัวเจ้าเย็นเฉียบเลย... เจ้าต้องพักผ่อนเยอะๆ"
เว่ยเฉินพยักหน้าช้าๆ เขารู้สึกถึงความอ่อนล้าที่ถาโถมเข้ามา แต่เมื่อเห็นใบหน้าของซิวหลิงที่เต็มไปด้วยความห่วงใย เขาก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นมาในหัวใจ
"ซิวหลิง..." เขาเรียกชื่อเธอเบาๆ
"มีอะไรหรือ... เว่ยเฉิน" เธอตอบ พลางจ้องมองเขาด้วยความรัก
"ข้า... ข้าดีใจ... ที่เจ้าอยู่ตรงนี้..." เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้
ซิวหลิงยิ้มทั้งน้ำตา เธอเอนตัวลงซบไหล่ของเขาอีกครั้ง "ข้าก็ดีใจ... ที่เจ้ายังอยู่กับข้า... เว่ยเฉิน... อย่าทิ้งข้าไปนะ..."
"ไม่มีทาง... ข้าจะไม่ทิ้งเจ้าไปไหน... ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ..." เว่ยเฉินกระซิบตอบ พลางกอดเธอแน่นขึ้นอีกนิด แม้จะรู้สึกเจ็บปวดไปทั้งร่าง แต่เขาก็ยังคงพยายามมอบความอบอุ่นและความมั่นใจให้แก่เธอ
ในคืนที่มืดมิดและหนาวเหน็บนี้ ภายในถ้ำเล็กๆ แห่งนี้ มีเพียงแสงไฟที่ส่องสว่าง และความรักที่อบอุ่นของคนทั้งสองที่ยังคงเปล่งประกาย ความรักที่ผ่านพ้นความตาย ความรักที่เสียสละ และความรักที่มั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง มันคือแสงสว่างในความมืดมิดที่แท้จริง เป็นดั่งคำมั่นสัญญาว่าจะไม่มีวันทอดทิ้งกัน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม

เทพดาบสวรรค์
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก