หลังจากช่วยเหลือชาวบ้านและจัดการฟื้นฟูความเสียหายในหมู่บ้านจนพอจะกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ อัคคีก็ออกเดินทางต่อ เขาไม่สามารถอยู่เฉยได้อีกต่อไป เพราะคำเตือนของชายชราลึกลับและความโหดเหี้ยมของเงาโลหิตได้ตอกย้ำให้เขารู้ว่าภัยคุกคามจากนิกายเมฆาโลหิตนั้นรุนแรงเกินกว่าที่เขาจะมองข้ามได้
อัคคีตั้งเป้าหมายว่าจะต้องสืบหาข้อมูลเกี่ยวกับนิกายเมฆาโลหิตให้มากที่สุด เพื่อจะได้เข้าใจแผนการอันชั่วร้ายของพวกมัน และหาทางหยุดยั้งก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป
เขาเดินทางผ่านเมืองใหญ่และหมู่บ้านเล็กๆ หลายแห่ง ในทุกที่ที่เขาไป เขามักจะได้ยินเรื่องราวความเดือดร้อนที่เกิดจากนิกายเมฆาโลหิต พวกมันปล้นสะดม ฆ่าคนอย่างไร้ความปรานี และบางครั้งก็จับผู้คนไปเป็นเครื่องสังเวยในการประกอบพิธีกรรมที่ชั่วร้าย
ในเมืองแห่งหนึ่งที่ชื่อว่า "เมืองจันทรา" อัคคีได้ยินข่าวลือเรื่องการหายตัวไปของบุตรสาวเจ้าเมือง ผู้คนต่างเชื่อว่าเป็นฝีมือของนิกายเมฆาโลหิต เพราะมีพยานหลายคนเห็นเงาร่างในชุดคลุมสีดำปรากฏตัวในคืนที่เกิดเหตุ
อัคคีตัดสินใจเข้าไปสืบเรื่องนี้ เขาปลอมตัวเป็นนักเดินทางธรรมดา เข้าไปในโรงเตี๊ยมที่พลุกพล่านที่สุดของเมือง เพื่อฟังข่าวสารและรวบรวมข้อมูล
"ท่านได้ยินเรื่องบุตรสาวเจ้าเมืองหรือไม่? น่าสงสารยิ่งนัก" เสียงหนึ่งดังขึ้นจากโต๊ะข้างๆ อัคคี
"ได้ยินสิ ข้าว่านิกายเมฆาโลหิตต้องอยู่เบื้องหลังแน่นอน พวกมันทำชั่วได้ทุกอย่าง" อีกเสียงหนึ่งตอบ
อัคคีตั้งใจฟังบทสนทนา เขาได้ยินเรื่องราวการหายตัวไปของบุตรสาวเจ้าเมือง ซึ่งเป็นหญิงสาวที่งดงามและมีจิตใจดี ผู้คนในเมืองต่างรักใคร่เธอ
"แต่ที่น่าแปลกคือ คืนนั้นมีแสงสีดำประหลาดปรากฏขึ้นบนฟ้า เหนือคฤหาสน์เจ้าเมืองด้วยนะ" เสียงแรกกล่าวเสริม
"แสงสีดำรึ? นั่นมันต้องเป็นวิชามารของนิกายเมฆาโลหิตแน่ๆ"
อัคคีขมวดคิ้ว "แสงสีดำ?" เขานึกถึงพลังปราณโลหิตของเงาโลหิต แต่ก็ไม่แน่ใจว่ามันจะสามารถสร้างแสงสีดำบนท้องฟ้าได้หรือไม่
เขาตัดสินใจไปเยี่ยมคฤหาสน์เจ้าเมืองในยามค่ำคืน อัคคีใช้เพลงดาบไร้เงาเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบและไร้ร่องรอย เขาหลบหลีกยามรักษาความปลอดภัยและแทรกซึมเข้าไปในห้องของบุตรสาวเจ้าเมือง
ภายในห้องยังคงมีข้าวของเครื่องใช้ที่จัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ ราวกับว่าเจ้าของเพิ่งจะหายตัวไปเมื่อไม่นานมานี้ อัคคีเดินสำรวจรอบๆ เขาใช้พลังจิตที่แข็งแกร่งของเขาตรวจสอบร่องรอยพลังปราณที่หลงเหลืออยู่
เขาสัมผัสได้ถึงพลังปราณที่แปลกประหลาด มันเป็นพลังปราณที่เย็นยะเยือกและมืดมิด แต่ก็แฝงไว้ด้วยความบริสุทธิ์บางอย่าง คล้ายกับปราณหยินหยางที่เขาเคยสัมผัสในป่าอาถรรพ์ แต่พลังนี้กลับมีความซับซ้อนและลึกล้ำกว่ามาก
"นี่ไม่ใช่แค่ปราณโลหิตธรรมดา..." อัคคีพึมพำกับตัวเอง
เขาตรวจสอบไปที่หน้าต่าง พบร่องรอยการต่อสู้เล็กน้อย และยังมีรอยเท้าที่แปลกประหลาด รอยเท้าเหล่านั้นไม่ได้มาจากมนุษย์ทั่วไป แต่เป็นรอยเท้าของสัตว์อสูรที่มีขนาดใหญ่กว่าปกติ แต่กลับมีน้ำหนักเบาราวกับไร้ตัวตน
ขณะที่เขากำลังตรวจสอบร่องรอยอยู่ จู่ๆ อัคคีก็รู้สึกถึงพลังปราณที่พุ่งเข้ามาจากด้านหลัง เขารีบหมุนตัวพร้อมกับชักดาบไม้ออกมาป้องกัน
"เพลงดาบไร้เงา – ดาราดับแสง!"
"เคร้ง!"
ดาบไม้ของอัคคีปะทะเข้ากับเงาดาบที่มองไม่เห็น มันเป็นดาบที่ทำจากปราณสีดำสนิท แผ่พลังงานความเย็นยะเยือกออกมา อัคคีรู้สึกถึงแรงกระแทกที่รุนแรง ทำให้เขาต้องถอยหลังไปหลายก้าว
เบื้องหน้าของเขาปรากฏร่างของชายหนุ่มในชุดคลุมสีดำสนิท ใบหน้าของเขาถูกบดบังด้วยผ้าคลุมสีดำ มีเพียงดวงตาสีเงินเรืองรองเท่านั้นที่มองเห็นได้ ชายหนุ่มผู้นั้นถือดาบสีดำสนิทที่เปล่งแสงสีเงินอ่อนๆ ออกมา
"เจ้าเป็นใครกัน?" อัคคีถามด้วยความระมัดระวัง
ชายหนุ่มในชุดดำไม่ตอบคำ เขาพุ่งเข้าใส่อัคคีอีกครั้งด้วยความเร็วเหนือกว่าสายฟ้า ดาบสีดำของเขาเคลื่อนไหวราวกับเงาที่พลิ้วไหวไปตามสายลม การโจมตีแต่ละครั้งรวดเร็วและแม่นยำอย่างยิ่ง
อัคคีต้องใช้เพลงดาบไร้เงาขั้นสูงสุดในการรับมือ เขาสะบัดดาบไม้ในมือออกไปปัดป้องการโจมตีอันดุดันของชายหนุ่มในชุดดำ เสียงดาบกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งห้อง
ชายหนุ่มในชุดดำมีฝีมือดาบที่ร้ายกาจอย่างยิ่ง การเคลื่อนไหวของเขารวดเร็วและไร้ร่องรอย ราวกับว่าเขาสามารถหายตัวไปได้ในพริบตา และปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งในจุดที่คาดไม่ถึง
"เพลงดาบเงาจันทรา – จันทราพิฆาต!"
ชายหนุ่มในชุดดำรวบรวมพลังปราณสีเงินทั้งหมดที่ปลายดาบ พุ่งดาบเข้าใส่ร่มกายของอัคคีอย่างรวดเร็วและรุนแรง อัคคีรู้ว่าเพลงดาบนี้อันตรายอย่างยิ่ง เขาจึงต้องใช้เคล็ดวิชาที่รุนแรงที่สุดในการรับมือ
"เพลงดาบไร้เงา – ดาบไร้รูป – สุริยะพิฆาต!"
อัคคีปลดปล่อยดาบปราณสุริยะสีทองอร่ามพุ่งเข้าปะทะกับดาบปราณจันทราสีเงินอย่างจัง เกิดเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งคฤหาสน์ แสงสีทองและสีเงินปะทะกันอย่างรุนแรง พลังงานมหาศาลระเบิดออกไปรอบทิศทาง
ผนังห้องพังทลายลง เศษซากปรักหักพังกระจัดกระจายไปทั่ว อัคคีและชายหนุ่มในชุดดำต่างก็กระเด็นถอยหลังไปคนละทิศละทาง
ชายหนุ่มในชุดดำยืนนิ่งอยู่กับที่ ใบหน้าของเขาถูกเปิดเผยออกมาเล็กน้อย อัคคีเห็นว่าเขาเป็นชายหนุ่มรูปงามที่มีใบหน้าเรียวคม ดวงตาสีเงินยังคงฉายแววเย็นชา แต่แฝงไว้ด้วยความประหลาดใจ
"เจ้า... เจ้ามีพลังปราณสุริยะที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ได้อย่างไร" ชายหนุ่มในชุดดำเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา "เจ้าไม่ใช่คนของนิกายเมฆาโลหิต"
อัคคีมองชายหนุ่มในชุดดำด้วยความประหลาดใจเช่นกัน "เจ้าเองก็ไม่ใช่คนของนิกายเมฆาโลหิตใช่หรือไม่? พลังปราณของเจ้าบริสุทธิ์เกินกว่าจะเป็นปราณมาร"
ชายหนุ่มในชุดดำหัวเราะเบาๆ "ข้าคือ เงาจันทรา... ผู้คุ้มครองสมดุลแห่งโลกนี้"
"ผู้คุ้มครองสมดุล?" อัคคีขมวดคิ้ว "แล้วทำไมเจ้าถึงมาปรากฏตัวที่นี่? เจ้าเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของบุตรสาวเจ้าเมืองหรือไม่?"
เงาจันทราส่ายหน้า "ข้าไม่ได้เกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของนาง แต่ข้ามาที่นี่เพื่อสืบเรื่องนี้เช่นกัน ข้ารู้สึกได้ถึงพลังงานที่แปลกประหลาดที่นี่ เป็นพลังงานที่คล้ายกับปราณมาร แต่ก็มีความบริสุทธิ์บางอย่างแฝงอยู่"
"ข้าก็สัมผัสได้เช่นกัน" อัคคีกล่าว "พลังปราณนี้... มันไม่เหมือนกับพลังปราณของเงาโลหิต"
"ถูกต้อง" เงาจันทรากล่าว "นี่คือพลังปราณของ 'เงาอสูร' หนึ่งในยอดฝีมือของนิกายเมฆาโลหิต เขาเป็นผู้ฝึกวิชามารที่สามารถหลอมรวมปราณอสูรเข้ากับปราณมาร ทำให้เขามีพลังที่ร้ายกาจและคาดเดาได้ยากยิ่ง"
"เงาอสูร..." อัคคีพึมพำกับตัวเอง
"เขาน่าจะเป็นคนจับตัวบุตรสาวเจ้าเมืองไป" เงาจันทรากล่าว "ข้ารู้สึกได้ถึงร่องรอยพลังปราณของเขาที่มุ่งหน้าไปยังทิศเหนือ เป็นทิศทางของหุบเขาอสูร"
"หุบเขาอสูร?" อัคคีทวนคำ
"ใช่... เป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยสัตว์อสูรและพลังงานมารร้าย เป็นแหล่งกบดานของนิกายเมฆาโลหิต" เงาจันทรากล่าว "หากเจ้าต้องการช่วยเหลือบุตรสาวเจ้าเมือง เจ้าจะต้องไปที่นั่น"
อัคคีจ้องมองเงาจันทราอย่างพิจารณา "ทำไมเจ้าถึงบอกเรื่องนี้กับข้า? เจ้าไม่ได้เป็นศัตรูของนิกายเมฆาโลหิตหรือ?"
เงาจันทรายิ้มบางๆ "ข้าเป็นผู้คุ้มครองสมดุลแห่งโลกนี้ นิกายเมฆาโลหิตกำลังทำลายสมดุล พวกมันคือศัตรูของข้าเช่นกัน"
"แล้วทำไมเจ้าถึงไม่ไปเอง?" อัคคีถาม
"ข้ามีภารกิจอื่นที่ต้องทำ" เงาจันทรากล่าว "แต่ข้าจะคอยจับตาดูเจ้า และหากเจ้าต้องการความช่วยเหลือ ข้าอาจจะปรากฏตัวขึ้น"
อัคคีพยักหน้า "ข้าเข้าใจแล้ว"
"จงระวังตัวให้ดี เงาอสูรเป็นยอดฝีมือที่ร้ายกาจมาก เจ้าต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่ง" เงาจันทรากล่าวเตือน
จากนั้น เงาจันทราก็ก้าวถอยหลังไป ร่างของเขาค่อยๆ เลือนหายไปในความมืดมิด ราวกับเงาที่จางหายไปในยามค่ำคืน
อัคคีมองไปยังทิศทางที่เงาจันทราจากไป หัวใจของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย เขาไม่คิดว่าจะได้พบกับผู้คุ้มครองสมดุลแห่งโลกนี้ และยังได้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับนิกายเมฆาโลหิตอีกด้วย
หุบเขาอสูร... เงาอสูร...
อัคคีรู้ดีว่าการเดินทางไปยังหุบเขาอสูรนั้นอันตรายอย่างยิ่ง แต่เขาก็ไม่สามารถทอดทิ้งบุตรสาวเจ้าเมืองให้ตกอยู่ในเงื้อมมือของนิกายเมฆาโลหิตได้
เขาหันหน้าไปยังทิศเหนือ ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
"ข้าจะไปที่นั่น... และจะช่วยเหลือบุตรสาวเจ้าเมืองให้ได้" อัคคีพึมพำกับตัวเอง
เขาใช้เวลาอีกเล็กน้อยในการตรวจสอบร่องรอยพลังปราณที่หลงเหลืออยู่ ก่อนจะออกจากคฤหาสน์เจ้าเมืองไปอย่างเงียบเชียบ
แสงจันทร์สาดส่องลงมาต้องร่างของอัคคี ทำให้เงาของเขาทอดยาวไปเบื้องหน้า ราวกับเป็นเงาของนักรบผู้กล้าหาญที่กำลังก้าวเข้าสู่สมรภูมิรบอันยิ่งใหญ่ การเดินทางครั้งใหม่ของเขาเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น และมันจะเป็นการเดินทางที่เต็มไปด้วยอันตรายและบททดสอบที่สำคัญยิ่ง

เทพดาบสวรรค์
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก