เทพดาบสวรรค์

ตอนที่ 5 — บทที่ 5: วิญญาณไฟแห่งภูเขาไฟ

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

30 ตอน · 1,188 คำ

ภูเขาไฟลูกนั้นตั้งตระหง่านอยู่กลางผืนป่าโบราณที่ปกคลุมไปด้วยม่านหมอกจางๆ ดุจดังยักษ์หลับที่ซ่อนเร้นจากสายตาโลกภายนอก แม้จะถูกขนานนามว่าภูเขาไฟที่ดับแล้ว ทว่าความจริงเบื้องลึกกลับซับซ้อนกว่านั้นมาก ผิวภายนอกที่ปกคลุมด้วยพืชพรรณเขียวขจีและหินลาวาเก่าแก่ที่เย็นชืดนั้นเป็นเพียงฉากบังหน้า เพราะภายในใจกลางของมันยังคงคุกรุ่นด้วยพลังงานความร้อนที่มิเคยดับสนิท ดุจดวงใจที่ยังคงเต้นระรัวภายใต้ผืนผ้าคลุมแห่งกาลเวลา และ ‌ณ ใจกลางแห่งความเร่าร้อนนั้นเองที่วิญญาณไฟอันล้ำค่าถูกพิทักษ์รักษาไว้โดยผู้พิทักษ์เพียงหนึ่งเดียว นกฟีนิกซ์ในตำนาน ผู้ซึ่งเลือกปล่องภูเขาไฟแห่งนี้เป็นรังอันศักดิ์สิทธิ์ของตน

เว่ยเฉินยืนอยู่เบื้องหน้าปากปล่องภูเขาไฟที่กว้างใหญ่ไพศาล สายลมเย็นยะเยือกพัดหวีดหวิวขึ้นมาจากเบื้องล่าง นำพาเอาไออุ่นระอุและกลิ่นกำมะถันจางๆ ลอยขึ้นมาแตะจมูก บรรยากาศรอบกายเงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงหัวใจของตนเองที่เต้นระรัวด้วยความมุ่งมั่นระคนความกังวล ​ดวงตาคมกริบของเขาจับจ้องลงไปยังความมืดมิดเบื้องล่างที่ดูราวกับปากเหวไร้ก้นบึ้ง ดาบสายฟ้าที่บัดนี้รวมกันเป็นสองส่วนส่องประกายเรืองรองอยู่ข้างกาย ราวกับมันเองก็รับรู้ถึงภารกิจอันสำคัญยิ่งที่รออยู่เบื้องหน้า

“เจ้าจะลงไปคนเดียวจริงๆ หรือ?” เสียงของไป๋หลงดังขึ้นในห้วงความคิดของเว่ยเฉิน แฝงแววห่วงใย “นี่ไม่ใช่สถานที่ธรรมดา พลังงานที่แผ่ออกมานั้นรุนแรงเกินกว่าที่ใครจะคาดเดาได้”

เว่ยเฉินพยักหน้าช้าๆ ‍“ข้ารู้สึกได้ถึงพลังของวิญญาณไฟที่อยู่เบื้องล่าง มันกำลังเรียกหาดาบสายฟ้า และข้าก็ต้องไป” เขาหันไปมองมู่หลานที่ยืนอยู่ด้านหลัง ใบหน้าของนางฉายแววกังวลอย่างเห็นได้ชัด

“ให้ข้าไปกับท่านเถอะ” มู่หลานเอ่ยเสียงแผ่ว “อย่างน้อยก็เพื่อเป็นกำลังใจ”

“ไม่ มู่หลาน” ‌เว่ยเฉินส่ายหน้าอย่างเด็ดเดี่ยว “นี่คือเส้นทางที่ข้าต้องเดินเพียงลำพัง ผู้พิทักษ์วิญญาณไฟคงไม่ต้องการให้มีผู้ใดรบกวนมากไปกว่านี้ เจ้าจงรอข้าอยู่ที่นี่ ระวังตัวด้วย”

กล่าวจบ เขาก็ไม่รอช้าอีกต่อไป ร่างของเว่ยเฉินกระโดดลงสู่ปล่องภูเขาไฟอันมืดมิดราวกับกระโดดลงสู่ห้วงเหวไร้ก้นบึ้ง เขาสัมผัสได้ถึงแรงโน้มถ่วงที่ดึงดูดลงไปอย่างรวดเร็ว ‍แต่ด้วยวรยุทธ์ที่ฝึกฝนมาอย่างหนักหน่วง เขาสามารถควบคุมการร่วงหล่นให้เป็นไปอย่างช้าๆ ใช้ผนังปล่องภูเขาไฟเป็นที่ยันตัวลงไปเรื่อยๆ ความร้อนเริ่มแผ่ซ่านเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ อากาศเริ่มเบาบางลง และแสงสว่างจากเบื้องบนก็เลือนหายไปจนเหลือเพียงความมืดมิดที่ถูกขับไล่ด้วยแสงเรืองรองจากดาบสายฟ้าในมือ

เมื่อลงมาถึงส่วนที่ลึกที่สุดของปล่องภูเขาไฟ เว่ยเฉินก็ต้องตะลึงกับภาพที่ปรากฏเบื้องหน้า เบื้องล่างไม่ใช่พื้นดินที่เย็นชืด ​แต่เป็นแอ่งลาวาขนาดมหึมาที่กำลังเดือดปุดๆ ส่องประกายสีแดงส้มระยิบระยับราวกับดวงอาทิตย์ดวงเล็กๆ ที่ถูกกักขังไว้ใต้พิภพ ไอความร้อนระอุพวยพุ่งขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้บรรยากาศโดยรอบบิดเบี้ยวพร่ามัว และ ณ ใจกลางของแอ่งลาวานั้นเอง ​มีแท่นหินขนาดใหญ่ลอยอยู่เหนือผิวน้ำลาวา ราวกับเป็นเกาะกลางทะเลเพลิง และบนแท่นหินนั้น มีสิ่งมีชีวิตที่งดงามและสง่างามที่สุดเท่าที่เขาเคยพบเห็นมาประทับอยู่

มันคือนกฟีนิกซ์!

นกฟีนิกซ์ตัวนั้นมีขนาดมหึมา ปีกของมันกว้างใหญ่พอที่จะปกคลุมแท่นหินได้ทั้งแท่น ขนทุกเส้นเปล่งประกายสีแดงเพลิงสลับส้มทองราวกับเปลวไฟที่เต้นระบำ ดวงตาของมันเป็นสีทองเรืองรองราวกับหลอมรวมจากทองคำบริสุทธิ์และแสงอาทิตย์ มันจ้องมองมาที่เว่ยเฉินด้วยแววตาที่ลึกซึ้งและหยั่งไม่ถึง ​ราวกับมองทะลุเข้าไปในจิตวิญญาณของเขาได้ทุกซอกทุกมุม

เว่ยเฉินยืนนิ่งอยู่บนขอบปล่องภูเขาไฟที่อยู่ห่างออกไปหลายสิบจ้าง ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว เขารับรู้ได้ถึงพลังอำนาจอันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากนกฟีนิกซ์ตัวนี้ มันเป็นพลังที่บริสุทธิ์และเก่าแก่เกินกว่าที่เขาจะจินตนาการได้

“เจ้ากลัวอะไร?” เสียงทุ้มลึกก้องกังวานราวกับเสียงระฆังโบราณดังขึ้นในห้วงความคิดของเว่ยเฉิน มันไม่ใช่เสียงที่เปล่งออกมาจากปากของนกฟีนิกซ์ แต่เป็นเสียงที่สื่อสารโดยตรงกับจิตวิญญาณ

เว่ยเฉินใช้เวลาครู่หนึ่งในการรวบรวมสติ เขาก้มหน้าลงเล็กน้อยเพื่อแสดงความเคารพต่อสิ่งมีชีวิตในตำนานเบื้องหน้า ก่อนจะเงยหน้าขึ้นตอบด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงแต่แฝงไว้ด้วยความจริงใจ “ข้าพเจ้ากลัวการสูญเสีย”

นกฟีนิกซ์ไม่ตอบทันที ดวงตาของมันยังคงจ้องมองมาที่เขาอย่างไม่ลดละ ราวกับกำลังประเมินค่าของคำตอบนั้น แอ่งลาวาเบื้องล่างยังคงเดือดพล่าน ส่งเสียงซู่ซ่าเป็นจังหวะ ราวกับเสียงลมหายใจของสิ่งมีชีวิตโบราณ

“การสูญเสียเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต” นกฟีนิกซ์กล่าวต่อ “ผู้ใดเล่าที่มิเคยพบพาน แต่เจ้ากลัวการสูญเสียสิ่งใดเป็นพิเศษ?”

“ข้าพเจ้ากลัวการสูญเสียคนที่รัก” เว่ยเฉินตอบอย่างไม่ลังเล “กลัวการที่พวกเขาต้องเจ็บปวดเพราะความอ่อนแอของข้า กลัวการที่ข้าไม่สามารถปกป้องพวกเขาได้” เขาคิดถึงมู่หลาน คิดถึงไป๋หลง คิดถึงผู้คนที่เขาได้พบเจอและผูกพันด้วย

“แล้วเจ้าจะทำอย่างไรหากต้องเลือก” นกฟีนิกซ์ถามด้วยน้ำเสียงที่เข้มงวดขึ้น “ระหว่างชีวิตของคนที่เจ้ารัก กับชีวิตของโลกทั้งใบ?”

คำถามนี้ดุจดั่งคมมีดที่กรีดลึกเข้าไปในจิตใจของเว่ยเฉิน มันเป็นคำถามที่หนักอึ้งเกินกว่าที่เขาจะหาคำตอบได้ในทันที ภาพใบหน้าของมู่หลานผุดขึ้นมาในห้วงความคิด สลับกับภาพความหายนะที่จะเกิดขึ้นหากโลกต้องพินาศ เขาคิดถึงความรับผิดชอบที่ดาบสายฟ้ามอบให้ คิดถึงชะตากรรมที่แขวนอยู่บนบ่าของเขา

เว่ยเฉินนิ่งงันไปนานแสนนาน ความเงียบเข้าปกคลุมปล่องภูเขาไฟ มีเพียงเสียงลาวาเดือดปุดๆ และเสียงลมหายใจของเขาที่ดังอยู่ในโสตประสาท เขารู้สึกถึงความกดดันที่ถาโถมเข้ามาจากทุกทิศทาง แต่ในความกดดันนั้น เขากลับพยายามค้นหาคำตอบที่แท้จริงจากก้นบึ้งของจิตใจ จากแก่นแท้ของตัวตน

ในที่สุด เขาก็เงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและแววแห่งความหวัง “ข้าพเจ้าไม่รู้” เขาเอ่ยอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีการเสแสร้ง ไม่มีการประดิษฐ์คำพูด “ข้าพเจ้าไม่สามารถเลือกได้ในตอนนี้ เพราะการเลือกเช่นนั้นหมายถึงการละทิ้งสิ่งใดสิ่งหนึ่งไป”

นกฟีนิกซ์ยังคงจ้องมองเขาอย่างสงบนิ่ง

“แต่…” เว่ยเฉินกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นขึ้น “ข้าพเจ้าจะพยายามอย่างสุดความสามารถ ข้าพเจ้าจะทุ่มเททุกสิ่งที่มี เพื่อค้นหาหนทางที่ไม่ต้องเลือก ข้าพเจ้าจะหาทางปกป้องทั้งคนที่ข้ารัก และปกป้องโลกใบนี้ไปพร้อมกัน แม้ว่าหนทางนั้นจะยากลำบากเพียงใด ข้าพเจ้าก็จะไม่มีวันยอมแพ้”

ทันทีที่คำพูดเหล่านั้นหลุดออกจากปากของเว่ยเฉิน สิ่งอัศจรรย์ก็เกิดขึ้น นกฟีนิกซ์ตัวมหึมาส่งเสียงร้องอันก้องกังวาน เสียงนั้นไม่ใช่เสียงที่ดุดันหรือเกรี้ยวกราด แต่เป็นเสียงที่เปี่ยมด้วยพลัง ความยินดี และความภาคภูมิใจ เสียงร้องนั้นสะท้อนก้องไปทั่วปล่องภูเขาไฟ ทำให้แอ่งลาวาเบื้องล่างสั่นสะเทือนเบาๆ

จากนั้น นกฟีนิกซ์ก็กางปีกอันโอ่อ่าของมันออก ปีกที่กว้างใหญ่ราวกับผืนฟ้าสีเพลิงนั้นแผ่ขยายออกไปจนเกือบจะจรดผนังปล่องภูเขาไฟ แสงสีแดงส้มอันเจิดจ้าพวยพุ่งออกมาจากขนทุกเส้นของมัน ส่องสว่างไปทั่วบริเวณ ขับไล่ความมืดมิดออกไปจนหมดสิ้น เว่ยเฉินต้องยกแขนขึ้นบังดวงตาจากแสงที่เจิดจ้านั้น

“ความซื่อสัตย์ของเจ้าน่าประทับใจยิ่งนัก” เสียงของนกฟีนิกซ์ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้แฝงไว้ด้วยความอบอุ่นและเมตตา “ความมุ่งมั่นที่จะไม่ยอมแพ้ต่อชะตากรรม ความกล้าที่จะเผชิญหน้ากับความกลัว และความปรารถนาอันบริสุทธิ์ที่จะปกป้องทุกสิ่ง… เจ้าผ่านการทดสอบแล้ว”

สิ้นเสียงของนกฟีนิกซ์ แสงสว่างจากตัวมันก็เข้มข้นขึ้นอีกครั้ง และจากบริเวณอกของนกฟีนิกซ์นั้นเอง สิ่งเรืองแสงขนาดเล็กแต่เปี่ยมด้วยพลังงานมหาศาลก็ลอยออกมา มันคือดวงไฟสีทองอร่ามที่เต้นระริกราวกับมีชีวิต เป็นแก่นแท้แห่งความร้อนและพลังงานที่บริสุทธิ์ที่สุด นั่นคือวิญญาณไฟที่เว่ยเฉินตามหา!

วิญญาณไฟลอยวนอยู่กลางอากาศครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ เคลื่อนเข้าหาเว่ยเฉินอย่างช้าๆ มันเปล่งประกายอบอุ่น ไม่ได้ร้อนลวก แต่กลับให้ความรู้สึกสบายและสงบ เว่ยเฉินยื่นมือออกไปรับอย่างระมัดระวัง เมื่อปลายนิ้วของเขาสัมผัสกับวิญญาณไฟ พลังงานอันบริสุทธิ์ก็ไหลเวียนเข้าสู่ร่างกายของเขาทันที

ในวินาทีนั้นเอง ดาบสายฟ้าที่อยู่ในมือของเว่ยเฉินก็สั่นสะท้านอย่างรุนแรง แสงสีฟ้าอ่อนที่เคยเรืองรองอยู่บนตัวดาบพลันสว่างจ้าขึ้นเป็นทวีคูณ แสงนั้นไม่ใช่เพียงแค่แสงสว่างธรรมดา แต่มันคือพลังงานบริสุทธิ์ที่พวยพุ่งออกมาจากดาบ ดาบทั้งสองส่วนที่เคยรวมกันเป็นหนึ่งเดียวบัดนี้เปล่งประกายเชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์แบบ ราวกับวิญญาณไฟที่เขาเพิ่งได้รับมานั้นเป็นกุญแจสำคัญที่ปลดล็อกพลังที่แท้จริงของมัน

เว่ยเฉินรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายใน ดาบสายฟ้าในมือของเขาร้อนระอุขึ้น แต่เป็นความร้อนที่ไม่อาจทำร้ายเขาได้ มันคือความร้อนแห่งพลังงานที่กำลังหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับเขา เขาหลับตาลง สัมผัสถึงกระแสพลังที่ไหลเวียนอยู่ในทุกอณูของร่างกาย มันไม่ใช่เพียงแค่พลังกาย แต่เป็นพลังแห่งจิตวิญญาณที่ถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้น

เมื่อเขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตาของเขาก็ส่องประกายด้วยความมุ่งมั่นที่แรงกล้ากว่าเดิม ดาบสายฟ้าในมือของเขาไม่ได้เป็นเพียงอาวุธอีกต่อไป แต่มันคือส่วนหนึ่งของเขา เป็นส่วนหนึ่งของชะตากรรมที่ถูกกำหนดไว้แล้ว

นกฟีนิกซ์ยังคงจ้องมองเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเข้าใจและอวยพร ก่อนที่มันจะค่อยๆ หุบปีกอันโอ่อ่าลง แสงสว่างจากตัวมันก็ค่อยๆ ลดลงเช่นกัน จนเหลือเพียงแสงเรืองรองอ่อนๆ ที่ปกคลุมแอ่งลาวาเบื้องล่าง

“จงไปเถิด ผู้ถูกเลือก” เสียงของนกฟีนิกซ์เอ่ยขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย “จงใช้พลังที่เจ้าได้รับอย่างชาญฉลาด จงปกป้องสิ่งที่เจ้ารัก และจงเป็นแสงสว่างนำทางแก่โลกใบนี้”

เว่ยเฉินก้มศีรษะลงแสดงความเคารพอย่างสุดซึ้งต่อผู้พิทักษ์แห่งวิญญาณไฟ ก่อนจะหันหลังกลับและเริ่มเดินทางขึ้นจากปล่องภูเขาไฟอันร้อนระอุนั้น ด้วยหัวใจที่เปี่ยมล้นไปด้วยความหวังและพลังอำนาจที่เหนือกว่าที่เขาเคยมีมา ดาบสายฟ้าในมือของเขาเปล่งประกายนำทาง ราวกับมันกำลังบอกว่าเส้นทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล แต่เขาก็พร้อมแล้วที่จะเผชิญหน้ากับทุกสิ่ง

หน้านิยาย
หน้านิยาย
เทพดาบสวรรค์

เทพดาบสวรรค์

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!