สายลมหนาวพัดโชยราวกับเสียงกระซิบจากสรวงสวรรค์ เบื้องหน้าคือยอดเขาเก้าสวรรค์ที่เสียดฟ้า ทะลุผ่านม่านเมฆหนาทึบจนมองไม่เห็นปลายทาง การเดินทางสู่ยอดเขานี้มิใช่เพียงบททดสอบทางกายภาพ แต่ยังเป็นบทพิสูจน์จิตวิญญาณอันแกร่งกล้า ทว่าหนทางกลับเต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนาม มิใช่เพียงความสูงชันของเส้นทางที่คดเคี้ยวเลี้ยวลดราวกับพญานาคเลื้อยพัน แต่ยังรวมถึงเงาของเหล่าสมุนมารราชาที่ตามติดดุจเงาตามตัว คอยขัดขวางทุกย่างก้าวที่พวกเขาพยายามจะปีนป่ายขึ้นไป
เว่ยเฉินและซิวหลิงก้าวผ่านหุบเหวอันลึกชัน ลัดเลาะไปตามหน้าผาที่ปกคลุมด้วยหิมะและน้ำแข็งคมกริบ อากาศเบาบางลงเรื่อยๆ จนแทบจะหายใจไม่ออก แต่จิตใจของทั้งสองกลับมุ่งมั่นมิเสื่อมคลาย พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับการโจมตีจากอสูรกายรูปร่างประหลาดที่ซุ่มซ่อนอยู่ตามซอกหิน และนักรบเงาที่ปรากฏกายขึ้นจากเงามืดอย่างไม่ทันตั้งตัว การต่อสู้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและดุเดือด เสียงดาบกระทบกันดังกังวานไปทั่วหุบเขาที่เงียบสงัด
ในระหว่างการปะทะครั้งหนึ่ง ขณะที่พวกเขากำลังต่อสู้กับกลุ่มอสูรหินที่มีร่างกายแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า ซิวหลิงพลาดท่าถูกกรงเล็บของอสูรตัวหนึ่งฟาดเข้าที่สีข้างอย่างจัง ร่างอรชรเซถลาไปด้านหลัง เลือดสีแดงฉานซึมออกมาจากอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ เว่ยเฉินเห็นเหตุการณ์นั้นด้วยความตกใจ ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความห่วงใย ก่อนที่เขาจะพุ่งตัวเข้าไปขวางกั้นอสูรตัวนั้นอย่างไม่ลังเล ดาบเหล็กกล้าในมือฟาดฟันออกไปอย่างรวดเร็วและแม่นยำ ปลดปล่อยพลังปราณที่รุนแรงจนอสูรหินกระเด็นถอยไปหลายก้าว
"ซิวหลิง!" เขาตะโกนเรียก พลางใช้ร่างกายกำบังเธอจากคมกรงเล็บของอสูรตัวอื่นที่พุ่งเข้ามาหมายจะซ้ำเติม "เจ้าเป็นอะไรหรือไม่?"
ซิวหลิงกัดริมฝีปากแน่น พยายามพยุงตัวเองขึ้นมาด้วยความเจ็บปวด "ข้าไม่เป็นไร... เจ้าอย่าได้ห่วง" แม้จะพูดเช่นนั้น แต่ใบหน้าของเธอกลับซีดเผือดราวกับกระดาษ
เว่ยเฉินไม่ตอบ เขากลับตั้งหน้าตั้งตาต่อสู้ พลังปราณสีฟ้าครามไหลเวียนทั่วร่าง ดาบในมือกลายเป็นสายฟ้าฟาดฟันเหล่าอสูรร้ายอย่างไม่หยุดยั้ง เขาปล่อยให้ความโกรธและความห่วงใยเป็นแรงขับเคลื่อน พลังของเขาเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ จนในที่สุด เหล่าอสูรหินก็ถูกทำลายลงทีละตัวๆ กลายเป็นเศษซากหินที่กระจัดกระจายไปทั่วพื้น
เมื่อการต่อสู้สิ้นสุดลง เว่ยเฉินรีบทรุดตัวลงข้างซิวหลิง เขาใช้มือประคองเธอขึ้นมาอย่างแผ่วเบา สัมผัสได้ถึงความร้อนจากบาดแผลที่กำลังคุกคามชีวิตของเธอ
"เจ้าโง่มาก" ซิวหลิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ดวงตาที่เคยคมกริบฉายแววตำหนิปนความอ่อนโยน "เจ้าอาจจะบาดเจ็บได้ หากข้าไม่เป็นอะไรไป เจ้าก็ไม่จำเป็นต้องเสี่ยงขนาดนั้น"
เว่ยเฉินสบตากับเธออย่างแน่วแน่ "แต่เจ้าก็จะไม่บาดเจ็บ" เขาตอบด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและจริงใจ "ตราบใดที่ข้ายังยืนอยู่ตรงนี้ ข้าจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาทำร้ายเจ้าได้"
ซิวหลิงมองเขาอยู่นาน ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งความขุ่นเคือง ความซาบซึ้ง และความรู้สึกบางอย่างที่เธอเองก็อธิบายไม่ถูก มันเป็นความรู้สึกอบอุ่นที่แผ่ซ่านไปทั่วหัวใจที่เคยเย็นชาของเธอ เธอไม่เคยมีใครที่พร้อมจะปกป้องเธอถึงเพียงนี้มาก่อน
"ขอบคุณ" เธอพูดเบาๆ คำพูดนั้นแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบของสายลม แต่กลับก้องกังวานอยู่ในใจของเว่ยเฉินอย่างชัดเจน
เขาไม่ตอบ เพียงแต่พยุงเธอขึ้นอย่างระมัดระวัง และใช้ผ้าพันแผลที่เตรียมมาอย่างดีพันรอบบาดแผลของเธออย่างอ่อนโยน แม้จะเจ็บปวด แต่ซิวหลิงก็ไม่ปริปากบ่น เธอปล่อยให้เว่ยเฉินดูแลเธออย่างเงียบๆ ความรู้สึกแปลกใหม่ก่อตัวขึ้นในใจของเธอ มันเป็นความรู้สึกที่ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
หลังจากพักฟื้นร่างกายและจิตใจได้ครู่หนึ่ง ทั้งสองก็ออกเดินทางต่อ แม้บาดแผลจะยังคงสร้างความเจ็บปวด แต่ซิวหลิงก็กัดฟันอดทน เธอไม่ต้องการเป็นภาระของเว่ยเฉิน และเขาก็ไม่เคยทิ้งเธอไว้เบื้องหลัง พวกเขาเดินเคียงข้างกัน ฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ นานา จนในที่สุด แสงสีทองเรืองรองก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า
เมื่อก้าวพ้นม่านเมฆหมอกที่ปกคลุมยอดเขามาได้ ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าก็ทำให้ทั้งสองต้องหยุดชะงักด้วยความตะลึงงัน ที่ยอดเขาเก้าสวรรค์แห่งนี้ มิได้มีเพียงก้อนหินและหิมะ แต่กลับมีวิหารโบราณขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ วิหารแห่งนี้สร้างจากหินอ่อนสีขาวนวล ผสมผสานกับทองคำที่เปล่งประกายระยิบระยับ แม้จะเก่าแก่จนมีมอสและเถาวัลย์ขึ้นปกคลุมบางส่วน แต่กลับยังคงความสง่างามและศักดิ์สิทธิ์เอาไว้ได้อย่างน่าอัศจรรย์ หมอกจางๆ ลอยอ้อยอิ่งอยู่รอบวิหาร ราวกับเป็นม่านที่ปกคลุมความลับอันศักดิ์สิทธิ์เอาไว้
"นี่คือวิหารแห่งเก้าสวรรค์..." ซิวหลิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความเลื่อมใส
เว่ยเฉินพยักหน้า เขาสัมผัสได้ถึงพลังงานบริสุทธิ์ที่แผ่ซ่านออกมาจากวิหารแห่งนี้ มันเป็นพลังที่สงบและเยือกเย็น แต่ก็ทรงอานุภาพอย่างยิ่ง
พวกเขาเดินเข้าไปในวิหารอย่างช้าๆ ภายในวิหารกว้างขวางโอ่อ่า เสาหินขนาดใหญ่ค้ำจุนเพดานที่สูงเสียดฟ้า ผนังประดับประดาด้วยภาพแกะสลักของเซียนและเทพเจ้าต่างๆ ที่ดูมีชีวิตชีวา แสงสว่างสลัวๆ จากโคมไฟโบราณที่แขวนอยู่ตามผนังช่วยขับเน้นบรรยากาศให้ดูขลังและศักดิ์สิทธิ์มากยิ่งขึ้น
ที่ใจกลางวิหาร มีแท่นหินขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ บนแท่นหินนั้นมีช่องว่างที่ดูเหมือนถูกสร้างขึ้นมาเพื่อบางสิ่งบางอย่าง และเหนือแท่นหินนั้นเอง ใบดาบฟ้าก็ปรากฏกายขึ้น มันลอยอยู่กลางอากาศ เปล่งประกายสีฟ้าครามเจิดจ้า ราวกับดวงดาวที่ตกลงมาจากฟากฟ้า พลังงานอันมหาศาลแผ่ซ่านออกมาจากดาบ ทำให้เส้นผมของเว่ยเฉินและซิวหลิงปลิวไสว
และที่ยืนอยู่ข้างแท่นหินนั้น คือบุรุษชราผู้หนึ่ง ร่างกายของท่านผอมบาง แต่แววตาของท่านกลับเปี่ยมไปด้วยปัญญาและความสงบ ท่านสวมอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ มีเส้นผมและเคราสีขาวโพลนยาวจรดพื้น ท่านคือเซียนผู้พิทักษ์แห่งยอดเขาเก้าสวรรค์ ผู้ที่เฝ้ารอคอยผู้ที่คู่ควรกับดาบฟ้ามานับพันปี
"ในที่สุดเจ้าก็มาถึง" เซียนผู้พิทักษ์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล แต่กลับก้องกังวานไปทั่ววิหาร "ข้ารอคอยเจ้ามานานแสนนาน เว่ยเฉิน"
เว่ยเฉินก้มศีรษะลงด้วยความเคารพ "ท่านเซียนผู้พิทักษ์"
"เจ้าต้องพิสูจน์ว่าหัวใจของเจ้าบริสุทธิ์" เซียนผู้พิทักษ์กล่าวต่อ "ดาบฟ้ามิใช่เพียงอาวุธ แต่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่จะเลือกนายของมันเอง ผู้ที่ครอบครองมันจะต้องมีจิตใจที่บริสุทธิ์ ปราศจากความมืดมิด และพร้อมที่จะเสียสละเพื่อความถูกต้อง"
เว่ยเฉินพยักหน้า เขารู้ดีว่านี่คือบททดสอบสุดท้าย
"จงก้าวเข้ามา" เซียนผู้พิทักษ์ผายมือไปยังแท่นหิน "จงเผชิญหน้ากับความกลัวที่ซ่อนอยู่ในจิตใจของเจ้า"
เว่ยเฉินก้าวเท้าเข้าไปใกล้แท่นหินอย่างช้าๆ ทันทีที่เท้าของเขาสัมผัสกับพื้นหินรอบแท่น ภาพหลอนก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเขาอย่างกะทันหัน
ภาพแรกที่ปรากฏคือภาพของหมู่บ้านที่เขาเติบโตมา กำลังถูกเผาผลาญด้วยเปลวเพลิงสีแดงฉาน เสียงกรีดร้องโหยหวนของชาวบ้านดังระงม ภาพของพ่อแม่ที่พยายามปกป้องเขาจากเปลวเพลิง ก่อนที่ร่างของท่านจะถูกกลืนหายไปในกองไฟอันร้อนระอุ
ภาพต่อมาคือภาพของซิวหลิง เธอถูกล่ามโซ่ตรวนไว้กลางลานประหาร ใบหน้าของเธอซีดเซียว ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความสิ้นหวัง เสียงดาบที่ฟาดฟันลงมาทำให้หัวใจของเขาบีบรัดด้วยความทรมาน
ภาพแล้วภาพเล่าปรากฏขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อน ภาพของคนที่เขารัก คนที่เขารู้จัก คนที่เคยช่วยเหลือเขา ทุกคนล้วนต้องเผชิญกับความตายอันน่าสยดสยอง บางคนถูกทรมาน บางคนถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยม ภาพเหล่านั้นราวกับมีชีวิตจริง มันบีบคั้นจิตใจของเว่ยเฉินให้จมดิ่งลงสู่ห้วงแห่งความสิ้นหวังและความกลัว
ความกลัวกัดกินหัวใจของเขา ความรู้สึกผิดที่ไม่อาจปกป้องคนที่รักได้ถาโถมเข้ามาอย่างรุนแรง เขารู้สึกเหมือนถูกดึงลงสู่ก้นบึ้งของความมืดมิด ร่างกายของเขาสั่นเทา เหงื่อกาฬไหลซึมออกมาจากทุกรูขุมขน
แต่แล้ว เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นในจิตใจของเขา มันเป็นเสียงของซิวหลิง เสียงที่เคยบอกว่า "เจ้าโง่มาก" แต่กลับแฝงด้วยความห่วงใย เสียงที่เคยบอกว่า "ขอบคุณ" ด้วยความจริงใจ
เขานึกถึงคำพูดของตัวเองที่เคยบอกกับซิวหลิงว่า "ตราบใดที่ข้ายังยืนอยู่ตรงนี้ ข้าจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาทำร้ายเจ้าได้"
ความมุ่งมั่นที่เคยมีกลับคืนมาอีกครั้ง เว่ยเฉินหลับตาลง หายใจเข้าลึกๆ พยายามรวบรวมสติและพลังปราณที่กระจัดกระจาย
"ข้าพเจ้ากลัว" เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น แม้จะยังคงมีความสั่นเครืออยู่บ้าง "ข้าพเจ้ากลัวที่จะสูญเสีย กลัวที่จะอ่อนแอ กลัวที่จะทำผิดพลาด"
เขาเปิดตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่แรงกล้า
"แต่ข้าพเจ้าจะไม่ยอมแพ้ต่อความกลัว" เขาประกาศก้อง "ข้าพเจ้าจะเผชิญหน้ากับมัน ข้าพเจ้าจะปกป้องสิ่งที่ข้าพเจ้ารัก ข้าพเจ้าจะต่อสู้เพื่อความถูกต้อง แม้จะต้องแลกมาด้วยชีวิตก็ตาม"
ทันทีที่คำพูดนั้นสิ้นสุดลง ภาพหลอนที่เคยบีบคั้นจิตใจของเขาก็เริ่มสั่นไหว ก่อนที่จะสลายหายไปในอากาศธาตุ ราวกับไม่เคยมีอยู่จริง
แท่นหินที่เคยเงียบสงบก็เริ่มสั่นสะเทือน แสงสีฟ้าครามจากใบดาบฟ้าเปล่งประกายเจิดจ้ายิ่งกว่าเดิม พลังงานอันมหาศาลแผ่ซ่านไปทั่ววิหาร ราวกับจะประกาศการมาถึงของนายคนใหม่
เซียนผู้พิทักษ์ยิ้มอย่างอ่อนโยน "เจ้าผ่านบททดสอบแล้ว เว่ยเฉิน" ท่านกล่าว "หัวใจของเจ้าบริสุทธิ์และเข้มแข็งอย่างแท้จริง"
ใบดาบฟ้าค่อยๆ ลอยลงมาอย่างช้าๆ ตรงเข้าสู่มือของเว่ยเฉินอย่างนุ่มนวล ทันทีที่มือของเขาสัมผัสกับด้ามดาบ พลังงานอันมหาศาลก็ไหลเวียนเข้าสู่ร่างกายของเขา เส้นผมของเขากลับกลายเป็นสีเงินยวง ดวงตาของเขากลับกลายเป็นสีฟ้าครามที่ส่องประกายราวกับสายฟ้า ร่างกายของเขารู้สึกเบาหวิว ราวกับสามารถเหาะเหินเดินอากาศได้
นี่คือดาบฟ้าแห่งเก้าสวรรค์ อาวุธในตำนานที่รอคอยผู้ที่คู่ควรมานับพันปี บัดนี้ได้เลือกนายของมันแล้ว และนายคนนั้นก็คือเว่ยเฉิน บุรุษผู้มีจิตใจบริสุทธิ์และกล้าหาญ ผู้ที่พร้อมจะเผชิญหน้ากับความมืดมิดและนำแสงสว่างกลับคืนสู่โลกใบนี้
ซิวหลิงมองดูเว่ยเฉินด้วยความตกตะลึง เธอไม่เคยเห็นเขาในสภาพเช่นนี้มาก่อน เขาดูลึกลับและทรงพลังยิ่งกว่าเดิมหลายเท่า ความรู้สึกบางอย่างที่เธอเองก็ไม่เข้าใจก่อตัวขึ้นในใจของเธอ มันเป็นความรู้สึกที่ผสมผสานระหว่างความยำเกรง ความชื่นชม และความรู้สึกที่ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้น
เว่ยเฉินเงยหน้าขึ้นมองดาบฟ้าในมือ ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่ เขาจะต้องใช้ดาบเล่มนี้เพื่อปกป้องโลก เพื่อต่อสู้กับมารราชา และเพื่อนำความสงบสุขกลับคืนมา
การเดินทางยังไม่สิ้นสุด นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของตำนานบทใหม่ ตำนานของดาบสายฟ้าแห่งเก้าสวรรค์ และวีรบุรุษผู้กล้าหาญนามว่าเว่ยเฉิน

เทพดาบสวรรค์
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก